“สุรินทร์ถิ่นผ้าไหมงาม” จังหวัดสุรินทร์เป็นอีกจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานใต้ที่มีวัฒนธรรมการทอผ้ามานาน และปัจจุบันก็ได้มีการสืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด หากได้ทำการศึกษาอย่างลึกซึ้งแล้วนั้น จะค้นพบว่า จังหวัดสุรินทร์มีเอกลักษณ์เด่นเฉพาะในเรื่องผ้าไหม ตลอดจนประเพณีวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตการทอ ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของผ้าไหม การผลิตเส้นไหมน้อย และกรรมวิธีการทอ
จังหวัดสุรินทร์นิยมนำเส้นไหมขั้นหนึ่งหรือไหมน้อย (ภาษาเขมร เรียก “โซกซัก”) มาใช้ในการทอผ้า ไหมน้อยจะมีลักษณะเป็นผ้าไหมเส้นเล็ก เรียบ นิ่ม เวลาสวมใส่จะรู้สึกเย็นสบาย นอกจากนี้การทอผ้าไหมของจังหวัดสุรินทร์ ยังมีกรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อน และเป็นกรรมวิธีที่ยาก ซึ่งต้องใช้ความสามารถและอาศัยทักษะความชำนาญอย่างยิ่งในการทอ เช่น การทอผ้ามัดหมี่พร้อมยกดอกไปในตัว ทำให้ผ้าไหมที่ได้เป็นผ้าเนื้อแน่น ซึ่งมีการทอที่เดียวในประเทศไทย จนเป็นที่สนพระทัยและชื่นชอบของสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ นับเป็นการใช้ฝีมือและศิลปะในการทออีกด้วย การมีมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์นั้นได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากกัมพูชา และลวดลายที่บรรจงประดิษฐ์ขึ้นล้วนมีที่มาและมีความหมายอันเป็นมงคล ผ้าไหมตำบลสวายมีทั้งผ้ามัดหมี่ลายฟ้อนซึ่งใช้เป็นผ้าแขวนผนังและทอผ้าขาวถวายพระสงฆ์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ และเวลามีงานแต่งงานฝ่ายผู้หญิงมักจะใช้ผ้าสีขาว เป็นผ้าสมมาให้ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชาย ส่วนผ้าที่ใช้นุ่งห่มมีผ้าซิ่นที่ต่อด้วยตีนซิ่นที่เป็นมัดหมี่ เรียกว่าผ้าปะโบล ผ้าสไบนิยมสีขาวทอแบบยกดอกหรือลายลูกแก้ว ซึ่งเรียกว่าโฉนดเรย ไม่นิยมสีดำแต่ก็มี ส่วนผ้ามัดหมี่มีลายโคม (กะเงาะมูย) ลายหงอนไก่แจ้ (กะเมนแจ้)ลายทะเลพับหรือลายคลื่น (ตะลีบ๊อด) และผ้าปะกากันเตรยเป็นลายทางริ้วๆ มีลายขวางๆ คล้ายดอกหญ้าเจ้าชู้ที่ติดผ้า ถ้าเป็นเส้นขวางตัดกันเรียกลายกระแซเอ หรือลายลูกอีกา
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ อบต.สวาย จ.สุรินทร์ ชาวชุมชนได้เข้ารับการอบรมเตรียมตั้งกลุ่ม ผ้าไหมสวายจังหวัดสุรินทร์ โดยมี ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ เป็นวิทยากร มีชาวชุมชน ต.สวาย ที่สนใจเข้าร่วม กว่า 50 คน
นายทวีป บุญวร นายก อบต.สวาย กล่าวว่า บริบทของตำบลสวายในเรื่องของการทำผ้าไหมตั้งแต่บรรพบุรุษมาเรียกว่าเป็นหลายร้อยปีมาแล้ว การทำผ้าไหมสมัยแต่ก่อนมีแบบครบวงจรตั้งแต่ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม จนถึงการย้อม ผลิตจนเป็นผ้าใหม่ สมัยโบราณเราจะผลิตโดยไม่จำหน่าย แต่จะผลิตผ้าไหมเพื่อในครอบครัว ซึ่งเวลามีประเพณีต่างๆอย่างเช่น ลูกสาวออกเรือน ก็จะมอบให้ทางฝ่ายผู้ชาย และผู้ชายก่อนที่จะแต่งงานก็จะไปอยู่บ้านของฝ่ายผู้หญิงเพื่อที่จะทำกี่ ที่จัดเตรียมพร้อมให้ฝ่ายหญิงผลิตผ้าไหมออกมา เพื่อให้ญาติทางฝ่ายชาย เพราะฉะนั้น ณ ปัจจุบันนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ทำไปใช้เอง ทำไว้เป็นของฝาก และทำไว้เพื่อจำหน่าย ในเมื่อมีการจำหน่าย ชาวชุมชนยังไม่ทราบ และยังไม่เข้าใจเรื่องการรวมกลุ่มพร้อมกับพัฒนาสิ่งทั้งหลายให้ก้าวไปสู่ในระดับอื่นๆและทางราชการก็มาร่วมด้วยช่วยกันแนะนำและเสนอแนะ แต่ก็ยังรวมกลุ่มกันไม่ได้สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเราชาวตำบลสวาย พยามจะทำแต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ ทางคณะผู้ประสานงานทางภาคีเครือข่ายเสนอ และคณะกรรมการประชารัฐ จะทำกลุ่มให้เป็นรูปธรรมอย่างเป็นระบบ ชาวบ้านจะได้มีรายได้ดีขึ้น และพร้อมที่จะจำหน่ายในระดับต่อไป ไม่ว่าจะเป็นในระดับประเทศ หรือระดับต่างประเทศ ก็เลยมีความจำเป็นที่จะระดมความคิดกันก่อน ก่อนที่จะวางแผนวางแนวทางร่วมกัน ว่าสิ่งที่เราทำต่อไปนี้ไ ม่ว่าจะเป็นรูปแบบในการสนับสนุนทั้งหลาย โดยทางตำบลก็จะมองไปถึงว่า ในขณะที่ผมเป็น นายก อบต.เข้าสู่ปีที่ 5 อยากจะสนับสนุนให้เป็นศูนย์ผ้าไหมบ้านสวายของตำบลสวาย และเป็นศูนย์ของจังหวัดสุรินทร์ ด้วยเพราะว่าเรามีอายุการทำงานเรื่องผ้าไหมมากกว่า 200 กว่าปี แล้วก็เลยมีการเตรียมการเพื่อที่จะตั้งเป็นศูนย์ประชารัฐ โดยมีการรองรับนักท่องเที่ยวด้วยเพราะว่าบ้านเรามีเขาสวายมีแหล่งน้ำและอีกมากมาย ดั้งคำขวัญที่ว่า “ตำบลสวายดินแดนพุทธธรรม ยอดหัตถกรรมผ้าไหมเพลินใจเกาะตาเล็ด ศูนย์พัฒนาเด็กยิ่งใหญ่ ประชาธิปไตย อบต.งามละออพระดินปั้นพันปีประเพณีขึ้นเขาเนานาน งานชลทานลำชีคูเมืองห้วยระใซร์” แล้วก็ทางธรรมะหรือทางคุณธรรมทั้งหลาย วัดของเรามีวัดอยู่ 6 วัด เรามีหลวงพ่อที่เป็นพระครูเกือบทั้งหมดแล้ว ท่านก็สามารถที่จะช่วยสั่งสอนให้ลูกหลานมีคุณธรรมด้านจิตใจมากขึ้น นอกจากนั้นก็มีส่วนของการท่องเที่ยวที่เรากำลังจะรองรับก็คือหนองน้ำใหญ่ที่กำลังขุด และก็จะทำเป็นชายหาดการท่องเที่ยวทั้ง 2 จุดและเป็นแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ เมื่อเสร็จสิ้นแล้วคงจะสมบูรณ์พอสมควร รวมไปถึงงานไหมถ้าเรามีแหล่งน้ำพร้อมมีสัดส่วนอื่นๆพร้อมเราก็จะทำให้ครบวงจรตั้งแต่งานปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม จนถึงการทอ แล้วก็ออกไปจำหน่าย ผ้าไหมสวายเรามีชื่อเสียงมานานเราเคยได้รับรางวัลจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ บ่อยๆเกือบทุกปี ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจหนึ่งที่พวกเรามีความชื่นชมและภูมิใจ และทุกวันนี้ก็พยายามสร้างสรรค์ลายต่างๆของผ้าใหม ให้มีชื่อเสียง ซึ่งการสอบถามจากผู้วิจัยเรื่องนี้ก็บอกว่าลายผ้าไหมในประเทศไทย มีประมาณกว่า 800 ราย ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดสุรินทร์มีลายผ้าไหมจากสุรินทร์มากกว่า 500 ลาย และลายผ้าไหมอยู่ในเขตตำบลสวายมากที่สุด ใม่ว่าจะเป็นเรื่องลายต่างๆของผ้าไหมที่ทางบรรพบุรุษเราได้คิดออกมา และทำลายให้เป็นเอกลักษณ์ของตำบลสวายได้ โดยเฉพาะ ลายช้างลาย นกยูง และอีกมากมายหลายลาย เป้าหมายของเรามีตั้งแต่เล็กไปจนถึงใหญ่จนไปถึงผ้าคลุมเตียง แต่ตอนนี้เรากำลังจะรวมกลุ่มกันให้ได้ เพราะทุกวันนี้มีการค้าขายกันตามหมู่บ้านธรรมดาซึ่งนักท่องเที่ยวหรือใครที่มาก็ยังไม่รู้จะหาผ้าใหม่ที่ไหนได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงเตรียมการที่จะพัฒนาเพื่อให้เป็นแหล่งที่ผลิตผ้าไหมระดับโลกให้ได้ นายทวีปกล่าว
นางสำเนียง บุญโสดากร ชาวชุมชน ต.สวาย กล่าวว่า ที่เราอยากได้คือกลุ่มก้อนที่เป็นกลุ่มมั่นคง ที่มีคนมาช่วยกันดูแลกันตรงนี้และช่วยกันขับเคลื่อนไปให้ได้ และกลุ่มของเราจะต้องเป็นกลุ่มที่ผลิตผ้าไหมด้วยสีธรรมชาติ ผลิตมาแล้วต้องมีคุณภาพ แล้วถ้ากลุ่มเราถ้ามีเงินขับเคลื่อน มีเงินทุนหมุนเวียนที่ดี พร้อมที่จะรับซื้อสินค้าจากชาวชุมชน ชาวชุมชนก็จะไม่นำสินค้าไปขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ถ้าเป็นแบบนี้ชาวชุมชนก็จะเป็นกลุ่มเป็นก้อนได้เป็นอย่างดี และถ้าเป็นกลุ่มอย่างนี้ชาวบ้านก็จัดผลิตอยู่ ณ จุดๆเดียว ตำบลสวายของเรามีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ถ้าเราทำแบบนี้ได้เงินทุนหมุนเวียนก็จะอยู่แต่ในชุมชนของเราในหมู่บ้านของเราในตำบลของเรา อยากให้ทำตรงนี้มากๆ เคยคิดว่าอยากจะทำตรงนี้มานานแล้ว และก็เคยคุยเอาไว้ว่าอยากจะได้แหล่งเรียนรู้ คือมาจุดเดียว ก็จะได้เห็นหมด เห็นการทำงาน เห็นการผลิต และร่วมแรงร่วมใจกันทำยังไง ให้ขับเคลื่อนตรงนี้ได้ ถ้านักท่องเที่ยวมาก็จะผ่านมาตรงนี้เราก็จะได้มีเงิน และทุนซื้อผ้าไหมจากหมู่บ้านของเราจากชุมชนของเรา คิดว่าชาวชุมชนทุกคนก็จะไม่ไปขายให้กับผู้อื่นแน่นอน คนที่อื่นสะที่จะต้องเอาสินค้าของชาวชุมชนเราไปขาย และอยากให้ผู้นำชุมชนหาตลาดรองรับสินค้า และจัดกลุ่มให้เป็นระบบ นางสำเนียงกล่าว
นายวิเชียร พลสยม ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค (ปฎิบัติการชุมชน) กล่าวกับสื่อมวลชนว่าในท่ามกลางสภาวะที่เกษตรกรหรือชาวชุมชนได้รับเดือนความเดือดร้อนอย่างหนัก ในเรื่องของราคาผลผลิต ที่นี่มันเป็นวิถีชีวิตหลักของคนบ้านเรา เช่นข้าวชุมชนตำบลสวาย เข้ามาในท่ามกลางความยากลำบากของชาวชุมชนที่ผิดหวังจากราคาผลผลิต ก็เลยทำให้ตัวพี่น้องมีความตื่นตัวสนใจ ที่จะหาทางเลือกของตัวเองมากกว่าผลผลิตของราคาข้าวอย่างเดียว ที่ตำบลสวายเพราะมีทุนเดิมอยู่แล้วที่เป็นจุดแข็งที่สุดของเชิงภูมิปัญญา วัฒนธรรม ทางอาชีพ ด้วยของการทำผ้าไหมและดีเด่นเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปหรือทั้งจังหวัดและทั่วประเทศก็ว่าได้ สำหรับผ้าไหมบ้านสวายจังหวัดสุรินทร์เขาโด่งดังมานาน แต่ในช่วงที่ผ่านมา เกือบ10 ปีที่ผ่านมา ตัวระบบการผลิต ตัวระบบการพัฒนา สินค้าผลิตภัณฑ์ของเขาออกจากนิ่งๆไป อาจจะเป็นเพราะเป็นระบบตลาด ตอนนี้ ดร.จ๋อง ได้มาจุดประกาย กับพี่น้องว่า เราจะมาฟื้นฟูระบบที่เป็นระบบเดิมที่มีคุณค่าของพี่น้องได้อย่างไร แล้วเราก็ใช้ตัวผ้าไหมเป็นตัวเชื่อมโยง กับท้องถิ่นข้างนอก แล้วพัฒนาระบบตลาดพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องยังไงให้ดีเพิ่มขึ้น อันนี้ผมก็เห็นด้วยแต่พอมาแลกเปลี่ยนแล้วผมก็เห็นด้วยกับพี่น้อง ที่ใช้ตัวผ้าไหมในการเชื่อมโยง แต่ในความเห็นผมอีกแนวหนึ่งก็คืออยาก จะมองวิถีชีวิตของคนสวายทั้งระบบ คือมองทั้งเรื่องระบบชีวิตความเป็นอยู่ โดยที่พี่น้องพึ่งระบบเกษตร แล้วก็ตัวการผลิตผ้าไหม ไม่สามารถตัดขาดจากระบบเกษตรได้ คือมันเป็นเนื้อเดียวกันกับระบบเกษตร เพราะฉะนั้นจุดพื้นฐาน กว่าจะได้มาซึ่งผ้าไหม มันมาจากการปลูกหม่อนก่อน ซึ่งก็ไม่ขาดจากระบบเกษตร สำคัญก็คือใบหม่อนที่จะนำมาเลี้ยงไหม ต้องเป็นใบหม่อนที่บริสุทธิ์ ไม่มีสารเคมีเลย เพราะว่าตัวใหมเป็นสัตว์ที่เซ้นสถีบ หรืออ่อนไหวต่อพวกยาฆ่าแมลงพวกนี้มาก ซึ่งมันไปด้วยกันได้กับตัวระบบเกษตรอินทรีย์ กองทุนเดิมที่พี่น้องตำบลสวายมีก่อนอยู่แล้ว เกี่ยวกับระบบเกษตรอินทรีย์ อันนี้ก็ทำให้เป็นจุดแข็งของชาวตำบลสวายที่จะทำให้ระบบการผลิต ตั้งแต่การปลูกหม่อน การเลี้ยงไหม การทอผ้าไหม หรือแม้เข้าสู่ระบบการแปรรูป ทำให้ได้ผ้าไหมที่มีคุณภาพ อันนี้เป็นต้นทุน ที่สำคัญของพี่น้องสวาย ที่นี้พี่น้องที่จะสามารถต่อยอดขยายระบบได้ ตัวเราต้องมาช่วยกันก็คือเราต้องเช็คระบบทั้งหมดก่อนของตำบลสวายหรือตำบลอื่นที่ใกล้เคียงหรือสนใจเรามาดูว่าระบบการผลิตตอนนี้ ส่วนเรื่องลายผ้าไหมมีมากตั้ง 30 - 40 ลาย ที่เป็นลายพื้นบ้านดั้งเดิม แล้วก็ถูกต่อยอดออกมา แล้วทีนี้ไอ้ตัวระบบอื่นที่เป็นระบบเกษตร ที่นอกจากเรื่องข้าวแล้วก็มาปลูกหม่อน มันจะมีพื้นที่อยู่เท่าไหร่ หรือมีระบบเกษตรอื่น ปลูกผักปลูกพืชอย่างอื่น จะมีระบบอยู่เท่าไหร่ อันนี้ต้องทำเป็นตัวเลขออกมา แล้วก็ในระยะอันใกล้นี้ เราคิดว่า ทาง พอช.เอง ทางสำนักงานภาคอีสาน จะต้องค้นหาพี่น้องที่อยู่ในจังหวัดเพิ่มเติม ว่าชุมชนที่มีความพร้อมในลักษณะของตำบลสวายแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำบลตระแสง ตำบลทุ่งมน ใกล้ๆนี้นะ หรือตำบลที่อยู่ในอำเภออื่นๆ จะมาช่วยกันจะพลิกระบบชุมชนขึ้นมาอย่างไง อย่างเช่น สวายใช้ตัวผ้าไหมเป็นตัวเชื่อมโยง พื้นที่อื่นอื่นอาจมีตัวระบบอื่น อย่างตำบลตระแสงอาจจะใช้เป็นระบบเครดิตยูเนี่ยนที่รวมคนอยู่แล้ว เป็นตัวเหวี่ยงเป็นตัวผลักดันพี่น้องก็ได้แล้วก็ช่วยพี่น้องมาเช็คระบบพวกนี้ว่าตัวผลิตภัณฑ์หรือตัวสินค้าหรือตัวจุดแข็งของพื้นที่มันคืออะไร แล้วสามารถมาร่วมช่วยกันสังเคราะห์ แล้วก็หาข้อมูลทั้งหมดเลย ที่จะมาวางระบบในการที่จะไป ค้นหาตลาดว่า มีความต้องการที่ตรงกันยังไง ถึงจะมาวางแผนทั้งขั้นการผลิต ทั้งการไปโชว์ หรือเอาสินค้าไปแสดง มันจะทำให้ตัวงานทึ่มันทำได้ มันมีความครอบคลุม อันนี้ผมคิดเบื้องต้นประมาญนี้ นอกจากจะทำต้องทำเรื่องระบบข้อมูลก่อน มันจะต้องหาตัวระบบตลาดที่เราจะเข้าถึงได้โดยเร็วอยู่ตรงไหน ถึงมาวางแผนในการผลิตที่จะตามอันใกล้นี้ในเบื้องต้น นายวิเชียรกล่าว
นายอนุพงษ์ จรดรัมย์ เจ้าหน้าที่ปฎิบัติการชุมชน ได้กล่าวว่า ถ้าพูดถึงเรื่องความเข้มแข็งโดยใช้พื้นที่ของตำบลนั้นเป็นตัวตั้ง ตำบลสวายถ้าถือเป็นอีกหนึ่งตำบลที่มีความเข้มแข็ง โดยที่ใช้ทุนภายในของตำบล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแร่หินไม่ว่าจะเป็นเรื่องของป่าไม้เรื่องของแหล่งน้ำ เรื่องของกลุ่มองค์กร แล้วก็ศักยภาพของผู้นำวิธีท้องถิ่นว่ามีความพร้อมที่สามารถยกระดับและก็สามารถพัฒนาไปสู่เรื่องของการจัดการตนเองในระดับตำบล ที่นี้จุดเด่นที่ทำให้ชาวชุมชนตำบลสวายมีชื่อเสียงก็คือเรื่องผ้าไหม ที่มีลายผ้าไหมมากมายเกิดขึ้นไนตำบลสวายทั้ง 14 หมู่ ซึ่งถ้าคิดไปแล้ว ร้อยละ 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ของครัวเรือนยังทอผ้าไหมอยู่ แล้วก็ใช้เรื่องของผ้าไหมในการสร้างชื่อเสียงให้กับตำบลสวาย ทีนี้เรามาดูเรื่องของการพัฒนาของตำบลสวาย ณ ปัจจุบันนี้มันเหมือนก้าวกระโดดไประดับหนึ่ง จากที่เป็นชุมชนตามวิถี ตอนนี้เป็นเรื่องสังคมของกึ่งเมืองกึ่งชนบทอยู่ผสมผสานในตำบลสวาย ซึ่งจะเห็นจากบริบทของพื้นที่ มีร้านค้าส่งไม่ต่ำกว่า 4-5 ร้านค้าเป็นแหล่งรับซื้อข้าวในระดับชุมชนในชุมชน 4-5 ตำบลก็คือที่สวาย ไม่ว่าจะเป็นทุนเรื่องของบุคลากรเรื่องของปัจจัยหรือเงินตรา ที่นี่มีเยอะ บุคลากรที่เป็นข้าราชการเกษียณก็อยู่ที่นี่เยอะ ฉะนั้นถ้าบอกถึงเรื่องการพัฒนา เรื่องเวทีกลาง สวายมีทุนความพร้อมและจัดการได้สูง ถ้าพูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจของสวาย เป็นชุมชนเป็นตำบลที่มีรายได้ค่อนข้างสูง เพราะว่า เรื่องของการค้าขาย เรื่องของข้าราชการเก่า และข้าราชการก็อยู่ที่นี่กันเยอะทีนี้เรามามองเรื่องของการพัฒนาตัวพื้นที่สวายเอง เป็นอีกหนึ่งตำบล ที่มีหน่วยงานและองค์กรเข้ามาส่งเสริมเยอะ มีทั้งกลุ่มองค์กรที่เกิดขึ้นและส่งเสริมหรือตั้งกันเองก็เยอะ และตอนนี้ก็คือ ว่าตัวสภาเองก็มีการจัดเรื่องของระบบชุมชนโดยการวางแผนเรื่องการวิเคราะห์ชุมชนขึ้นมา เพื่อไห้เกิดเป็นแผนพัฒนานี่คือการเริ่มต้นกระบวนการที่จะนำไปสู่เวทีกลาง ส่วนหนึ่งค้นพบเรื่องของศักยภาพที่ออกไปข้างนอก แต่ภายในไม่ได้หยิบยกออกมาใช้ก็คือเรื่องของผ้าไหมของสวาย วันนี้โชคดีที่คนสวายไปเติบโตที่อื่น ได้กลับมาเพื่อที่จะฟื้นฟูวิถีเก่าๆของเรื่องผ้าไหม ก็คือท่าน ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ ได้มาจุดประเด็นเรื่องของผ้าไหมให้เกิดขึ้น เพื่อที่จะนำไปสู่การหยิบโยงงานพัฒนาในระดับพื้นที่ และขยายผลไปสู่เรื่องของเครือข่ายแต่ระดับจังหวัดต่อ เพื่อไปที่เชื่อมโยงของบริษัทประชารัฐสามัคคีของจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเดิมเองในจังหวัดสุรินทร์ในยุคของสมัยกองทุนฯได้มีการเคลื่อนเรื่องนี้ โดยใช้ในนามของสหเครือข่ายในการหยิบโยงของเรื่องกลุ่มอาชีพ ที่มีการทอผ้าไหมในทุกๆพื้นที่ ที่มีการดำเนินการมาเป็นสหเครือข่าย เรื่องของผ้าไหม เรื่องของเครื่องเงิน เรื่องของวิสาหกิจต่างๆได้มีการเชื่อมโยงมาประมาณ 3 ปี ตั้งแต่ปี 43 ถึงปี 45 เข้าใจทุนเดิมของเรื่องนี้ เรื่องของผ้าไหมสุรินทร์เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีการจัดการผ้าไหมที่ขึ้นชื่อในระดับประเทศแล้วก็ระดับโลก ถ้าเรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาแล้วฟื้นขึ้นมาเพื่อหลอมรวมทั้งในระดับตำบลและในระดับจังหวัด เพื่อหยิบโยงเรื่องนี้เพื่อนำไปสู่เรื่องของยุทธศาสตร์ “สุรินทร์ โนวเจีย เหมียนเซาะ” กินอิ่น นอนอุ่น ทุนมี หนีหมด เพราะเรื่องผ้าไหมก็เป็นเส้นทางหนึ่ง เครื่องมือหนึ่งของจังหวัดจัดการตนเอง นายอนุพงษ์กล่าว
ธนากร มณีศรี ผู้สื่อข่าวชุมชนจังหวัดสุรินทร์ : รายงาน





