playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

บทความโดย นิเด๊าะ อิแตแล  สภาองค์กรชุมชนตำบลบาโงยซิแน จังหวัดยะลา

          15355930_1677289212315510_2077075329_n.jpg

              หลังจากที่คนในตำบลบาโงยซิแน จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ในปี 2550 จากเริ่มแรกมีสมาชิก 500 คน  ปัจจุบันมีสมาชิก 2,260 คน ทำให้เกิดการทำงานเป็นทีมและเชื่อมโยงการทำงานสู่ประเด็นต่างๆ ในตำบลเกิดขึ้น รวมทั้งมีการดูแลสมาชิกตั้งแต่เกิดจนถึงเสียชีวิต และยังมีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านบาโงยซิแน ทำข้าวเกรียบฟักทอง ระดับ 5 ดาว ทำให้มีรายได้เสริมนอกจากอาชีพหลักจากการกรีดยางพารา ปัจจุบันได้ส่งเสริมการปลูกพืชแซมยาง และฟื้นฟูนาร้างด้วยพืชผลเกษตรอินทรีย์เต็มพื้นที่ทั้ง 6 หมู่บ้าน

            แต่เมื่อย้อนมองกลับไปดูความสำเร็จที่เกิดขึ้น “พูดถึงคน” ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในที่นี้คือการเปลี่ยนแปลงแนวคิด ของคนในชุมชนสู่การพัฒนาอยู่อย่างพอเพียง ด้วยเสียงสะท้อนออกจากคนในชุมชนกันเอง ที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาและค้นหาวิถีเพื่อปรับใช้ในการใช้ชีวิต ในแบบที่คนในชุมชนต้องการให้ชีวิตเป็นอยู่ที่ดีต่อไป จึงรวมกลุ่มคนแบ่งโซนการทำงานในหมู่บ้าน ปลูกพืชแซมในสวนยางพาราและพื้นที่นาร้าง ปลูกพืชผักสวนครัว และพืชหมุนเวียนที่ใช้น้ำน้อยในพื้นที่นาร้าง ด้วยวิธีการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์

           ชุมชนตำบลบาโงยซิแน อำเภอยะหา จังหวัดยะลา เป็นชุมชนหนึ่งที่อยู่ห่างจากตัวเมืองยะลาระยะห่างประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นชุมชนขนาดกลาง มีทั้งหมด 6 หมู่บ้าน  มีประชากร 8,200 คน 2,200 ครัวเรือน นับถือศาสนาอิสลาม 100 เปอร์เซ็นต์ สภาพแวดล้อมมีความอุดมสมบูรณ์ มีป่าไม้ ภูเขา แหล่งน้ำลำธาร ที่คอยเอื้อหนุนต่อการประกอบอาชีพ อาชีพหลัก 80% ทำสวนยางพารา รองลงมา 20% คือการทำนาและสวนผลไม้ ที่สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัว

15355902_1677289255648839_800328537_n.jpg

ปัญหาด้านเศรษฐกิจในตำบล

          เนื่องจากคนในชุมชนส่วนใหญ่ ทำสวนยางพาราหรือกรีดยาง เป็นอาชีพหลัก แต่เนื่องจากราคายางตกต่ำมาก ค่าครองชีพยิ่งสูงขึ้นๆทุกวัน จึงหันมาทำนาซึ่งจะทำเป็นอาชีพหลักก็ไม่ได้ เพราะ เกือบ70% พื้นที่นาส่วนใหญ่ในตำบลเป็นนาร้างเกือบทั้งหมด ทุกอย่างที่กินที่ใช้ต้องซื้อใช้ทั้งหมด ทำให้คนในตำบล ประสบปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในครอบครัว ชาวบ้านเป็นหนี้มากขึ้น ส่งผลกระทบด้านคุณภาพชีวิตและไม่มั่นคงต่อการเป็นอยู่ในครัวเรือน

การสร้างความเข้มแข็งสู่การจัดการตนเองแบบเศรษฐกิจพอเพียง

           ปี 2552 ชุมชนมีสภาองค์กรชุมชนตำบล เป็นเวทีกลางในการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ การทำงานและการมีส่วนรวมของคนในชุมชน โดยมีคณะกรรมการ จะเป็นผู้หญิงที่ดำเนินงาน จึงทำให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานเป็นเครือข่าย มีการประสานงาน และหนุนเสริมกิจกรรมต่างๆภายในตำบลอย่างเข้มแข็ง สามารถเชื่อมโยงการทำงานได้ทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชนและภาคประชาลังคม การทำงานในสภาองค์กรชุมชนจะทำงานกันเป็นทีมและแบ่งหน้าที่การทำงานอย่างชัดเจนโดยคนในชุมชน

          โดยสภาองค์กรชุมชน ได้ทำประชาคม วิเคราะห์ศักยภาพของชุมชน  เพื่อให้เกิด 1 แผน 1 ตำบลจัดการตนเอง ในแก้ไขปัญหาของคนในชุมชน และมีส่วนร่วมทั้ง 6 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 20 คน รวมทั้งผู้นำศาสนา กลุ่มเยาวชน กลุ่มสตรี กลุ่มอาชีพเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาตำบล    แนวทางสำคัญที่เลือกคือการปลูกพืชแซมในสวนยางพาราและนาร้าง ด้วยวิธีแบบเกษตรอินทรีย์ มีการแบ่งโซนการทำงานในแต่ละหมู่บ้าน ใช้แกนนำและคนในหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ เป็นต้นแบบ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก

           ประกอบกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของตำบลเป็นที่เนินสูงและที่ราบลุ่ม จึงมีการจัดโซนการทำงานให้สอดคล้องตามบริบทพื้นที่ในการเพาะปลูกพืชแซมในสวนยางและนาร้าง

 โซนที่ 1 หมู่ 1, 2พื้นที่ 70% ของหมู่ 1และ2 เป็นสวนยางพารา จึงมีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชที่สามารถสร้างรายได้ในการแซม คือ มะนาว กล้วย ตะไคร้และ ข่า

 โซนที่ 2 หมู่ 3, 4 เนื่องจาก 60% ในพื้นที่ของหมู่ 3 และ 4 มีพื้นที่นาร้างเป็นจำนวนมาก จึงใช้พื้นที่ ที่ว่างเปล่า มาฟื้นฟูใช้การปลูกพืชหมุนเวียนที่ใช้น้ำน้อย ปลูกถั่วฟักยาว ข้าวโพด แตงกวา ด้วยวิธีการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ เป็นพืชผลที่ได้ปลอดสารพิษ

 โซนที่ 3 หมู่ 5, 6 เนื่องจากพื้นที่หมู่ 5 และหมู่ 6 พื้นที่สวนยางพาราที่เป็นเนินเขาสูง จึงเหมาะต่อการปลูก (ปลูกถั่วลิสง มันขี้หนู ตะไคร้ และพริก)  



 พืชผลที่ได้มา ใช้บริโภคในครัวเรือน ส่วนที่เหลือจากกิน ก็เอาไปขายและแปรรูปเป็นเครื่องแกง

สามารถมาเพิ่มมูลค่า จากแนวคิดที่ชาวบ้านสะท้อน ใช้เศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก สามารถลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในครัวเรือน

            ผลที่ได้จากการปลูกพืช สามารถสร้างอาชีพใหม่ เกิดกลุ่มแม่บ้านในชุมชน ที่ทำการแปรรูปอาหาร ทำเป็นเครื่องแกง ซึ่งเป็นอีกอาชีพ หนึ่งที่เกิดขึ้นจากความต้องการของคนในชุมชน

           นอกจากนี้ในตำบลบาโงยซิแน มีศูนย์สาธิตการตลาด(ตลาดนัดของตำบลบาโงยซิแน) เป็นแหล่งรอบรับผลผลิตที่เกิดขึ้น  เพราะคนในชุมชนส่วนใหญ่จะไปจับจ่ายใช่สอยและไปจำหน่ายสินค้า จะเปิดขายเป็นสัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง คือวันอังคารกับวันศุกร์

                   งานเศรษฐกิจและทุนชุมชนของตำบลบาโงยซิแน ในวันนี้ ทำให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ให้กับชุมชนอื่นๆ เกิดอาชีพเสริมในอาชีพหลัก คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น จากการขายและการแปรรูปสินค้าที่ปลูก ที่มีผู้เข้าร่วม 200 คน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 2,000-3,000 บาทต่อครอบครัวต่อเดือน

กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

            ในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจตำบลแบบพอเพียง ปลูกทุกอย่างในสิ่งที่เรากิน และกินทุกอย่างที่เราปลูก พบว่ามีปัจจัยที่สำคัญ ประกอบไปด้วย

           การใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นพื้นที่กลางมาพูดคุยกัน เพื่อเชื่อมโยงการทำงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ทุกๆเดือนจะมีการพบปะพูดคุยเพื่อเป็นแนวทางหลัก ในการสร้างความเชื่อมั่นในแนวทางการรวมตัว  พึ่งพาตนเองโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง  กลุ่มองค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก ในการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม ในทุกๆกิจกรรม

           การประสานงานที่ดี ท่าทีอ่อนน้อม ยึดในแนวทางของภาคประชาชน โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือ การทำงานที่ใช้ความเป็นตัวของตัวเอง ฟื้นฟู วิธีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีของชุมชม ผ่านกลุ่มกิจกรรม จนเป็นความเชื่อมั่นในวิธีชุมชนสู่การจัดการตนเอง ร่วมกันสร้าง สังคมในตำบล ใช้ชีวิตด้วยหลักเศรษฐกิจพึ่งตนเอง

           เกือบ 20 ปี ของการพัฒนาตำบลบาโงยซิแน จากจุดเริ่มต้นจากหมู่บ้านด้วยวิธีชีวิตคนในหมู่บ้านเล็กๆ สู่การขยายเป็นเครือข่ายเกิดแหล่งเรียนรู้  มีวิถีชีวิตเป็นที่รู้จักของคนในชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับชุมชน ในนามศูนย์การเรียนรู้มีชีวิต ศูนย์การเรียนรู้เดินได้  ด้วยความเชื่อมั่นในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรอินทรีย์และความอยู่ดี กินดี ของประชาชนที่ตำบลบาโงยสิแน


15320291_1677287098982388_1475801053_n.jpg

15417042_1677289182315513_969281594_n.jpg
         

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter