น่าน/ พอช.สำนักงานภาคเหนือร่วมกับภาคีเครือข่ายสนับสนุนคนน่าน 9 อำเภอขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางปฏิบัติ โดยร่วมกันจัดงานงาน “ตามรอยพ่อ มหกรรมเกษตรอินทรีย์วิถีน่าน จากภูผาสู่สากล” ครั้งที่ ขณะที่บริษัทประชารัฐฯ น่านเตรียมจัดทำโครงการ “ศูนย์กระจายสินค้านวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ประชารัฐ” ขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอินทรีย์ทั้งด้านการผลิตและจัดจำหน่ายตั้งเป้าป้อนตลาดวันละ 12 ตัน ด้านชาวบ้านอำเภอสองแควเจอปัญหาขายข้าวโพดไม่ได้ พร้อมลดพื้นที่เพื่อเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์แต่ให้รัฐช่วยแก้ปัญหา
ระหว่างวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้ ที่บริเวณข่วงน้อย อ.เมือง จ.น่าน มีการจัดงาน “ตามรอยพ่อ มหกรรมเกษตรอินทรีย์วิถีน่าน จากภูผาสู่สากล” ครั้งที่ 1 โดยสำนักงานภาคเหนือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดน่าน ภาคีทั้งภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น ร่วมกันจัดงานดังกล่าว โดยมีนายปฏิภาณ จุมผา ผอ.สำนักงานภาคเหนือ พอช. ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ สำนักงานยุทธศาสตร์และเชื่อมโยงขบวนชุมชน ตัวแทนส่วนราชการต่างๆ และเกษตรกรจากจังหวัดน่านและใกล้เคียงเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการจัดนิทรรศการด้านเกษตรอินทรีย์ การออกร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ ข้าว ผัก ผลไม้ กาแฟ และอาหารต่างๆ
นายไพศาล วิมลรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวเปิดงานและมอบนโยบายการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์จังหวัดน่าน พร้อมทั้งมอบธงสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ให้กับสมาชิกเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ 9 อำเภอ และร่วมกันประกาศปฏิญญา "เกษตรอินทรีย์คนน่าน" มีใจความว่า พวกเราจะร่วมกันพัฒนาเกษตรอินทรีย์ บนวิถีความหลากหลายของน่าน และน้อมนำแนวทางพระราชดำริ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช มาเป็นแนวทางการพัฒนาภาคเกษตร จึงมีปฏิญญาร่วมกันดังนี้
“หนึ่ง เราจะร่วมกัน ส่งเสริม สนับสนุน การใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม สร้างการยอมรับจากผู้บริโภคในระดับสากล ทำให้เกิดการขยายพื้นที่ ขยายสมาชิกเกษตรอินทรีย์ สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่จังหวัดน่าน อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน
สอง เราจะร่วมกันผลักดันให้วาระเกษตรอินทรีย์เป็นยุทธศาสตร์จังหวัดน่าน และบูรณาการความร่วมมือตามแนวทางประชารัฐ ร่วมขับเคลื่อนวาระเกษตรอินทรีย์ให้เป็นรูปธรรม เพื่อการแก้ไขปัญหานำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดน่าน”
นางฑิฆัมพร กองสอน ผู้แทนเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดน่าน กล่าวว่า เครือข่ายฯ จัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมเกษตรกรให้ปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตทางการเกษตรจากการใช้สารเคมีเป็นการทำเกษตรแบบอินทรีย์ และเสริมสร้างองค์ความรู้ คลอดถึงการพัฒนาคุณภาพ แปรรูปผลผลิต และยกระดับกลุ่มเกษตรกรสู่การเป็นผู้ประกอบการ อันเป็นรากฐานการพัฒนาด้านเศรษฐกิจให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ปัจจุบันเครือข่ายฯ มีสมาชิกเกษตรอินทรีย์จำนวน 24 กลุ่มจาก 9 อำเภอ จำนวน 515 ครัวเรือน
“สำหรับวัตถุประสงค์การจัดงานครั้งนี้เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำเกษตรอินทรีย์ ระหว่างสมาชิกเครือข่ายกับเครือข่ายอื่นๆ ในระดับจังหวัดน่าน และเพื่อให้เห็นรูปธรรมการขับเคลื่อนงานภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐของจังหวัดน่าน ที่มีการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่าง รัฐ เอกชน ประชาสังคม โดยมีประชาชนเป็นเป้าหมายความสำเร็จ” นางฑิฆัมพรกล่าว
หลังจากนั้นมีเวทีเสวนา “พลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์วิถีน่านจากภูผา” ผู้เข้าร่วมเสวนามาจากหลายภาคส่วน พระครูสุจิณนันทกิจ ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์น่าน กล่าวว่า เครือข่ายฯ เริ่มมีการรวมตัวกันตั้งแต่ปี 2555 โดยก่อนหน้านั้นตนได้มองเห็นปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการทำเกษตรเคมี โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพด นอกจากจะทำลายดิน น้ำ และป่า และสุขภาพของคนปลูกแล้ว ยังทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้สิน เพราะต้องไปกู้เงินจากนายทุนหรือ ธกส. ขณะที่ผลผลิตขายไม่ได้ราคา
“ดังนั้นในฐานะพระสงฆ์ที่ชาวบ้านนับถือและศรัทธา อาตมาจึงใช้บทบาทของพระสงฆ์ในการเปลี่ยนแปลงความคิดของเกษตรกร เริ่มจากการทำเกษตรผสมผสาน การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน เปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดเป็นพืชที่กินได้ ขายได้ เช่น ผักสวนครัว ผลไม้ต่างๆ โดยใช้หลัก 50-30-20 เปอร์เซ็นต์” พระครูสุจิณนันทกิจกล่าว และขยายความว่า 50 เปอร์เซ็นต์คือการเหลือพื้นที่ให้เป็นป่า, 30 เปอร์เซ็นต์ ใช้เป็นพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ และ 20 เปอร์เซ็นต์คือการปลูกพืชแบบประณีต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ หรือเป็นเกษตรอินทรีย์ หลังจากนั้นจะขยายแนวคิดเรื่องเกษตรอินทรีย์ให้เต็มพื้นที่ โดยใช้เครือข่ายฯ ไปขยายงาน
พระครูสุจิณนันทกิจกล่าวอีกว่า เป้าหมายของเครือข่ายฯ เกษตรอินทรีย์น่าน 1.เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่า 2.ลดการใช้สารเคมี และ 3.เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ เกษตรกรจะมีสุขภาพดีขึ้น ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ เป็นการใช้หลักการ “ธรรมเป็นฐาน งานเป็นทุน บุญคือเป้าหมาย” เพราะหากเกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ก็จะไม่ไปทำร้ายดินและน้ำ และจะเกิดผลบุญคือ ผู้บริโภคได้กินอาหารที่ปลอดภัย
นายประทุม จิณเสน กรรมการผู้จัดการบริษัทประชารัฐรักสามัคคีน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านต้องซื้อพืชผักและอาหารต่างๆ จากจังหวัดอื่นเข้ามาบริโภคประมาณวันละ 12 ตัน หรือคิดเป็นเงินประมาณวันละ 4 แสนบาท ดังนั้นการผลิตอาหารหรือพืชผักแบบอินทรีย์จึงมีช่องทางในการทำการตลาด เพื่อให้ผู้บริโภคได้กินอาหารที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารต่างๆ โรงแรม ต่างก็ต้องการอาหารที่ปลอดสารเคมี ซึ่งบริษัทประชารัฐฯ ก็มีแผนงานที่จะส่งเสริมเกษตรกรให้ทำการเกษตรแบบอินทรีย์เพราะมีตลาดรองรับที่แน่นอน โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมโครงการ “ศูนย์กระจายสินค้านวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ประชารัฐ” ขึ้นมา
โครงการดังกล่าวจะใช้งบประมาณการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ (แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย) เสนองบประมาณไป จังหวัดละ 112 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดสร้างเป็นศูนย์กระจายสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยมีรูปแบบเป็นสำนักงาน มีโกดังและห้องเย็น รับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกรทั่วไป โดยจะมีรถห้องเย็นเป็นรถขนาด 4 ล้อ และ 6 ล้ออย่างละ 2 คัน ออกไปรับซื้อผลผลิต และมีการตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบสารตกค้าง หลังจากนั้นจะนำมาทำความสะอาด ตัดแต่ง และบรรจุหีบห่อ เพื่อนำไปจำหน่ายต่อไป
“โครงการนี้เราจะใช้เทคโนโลยีมาควบคุมคุณภาพของผลผลิต รวมไปถึงการจัดจำหน่าย ซึ่งจะมีข้อมูลการผลิต ปริมาณความต้องการของลูกค้า เช่น กลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการอาหารที่ปลอดภัย นอกจากนี้เราก็จะช่วยเกษตรกรในการวางแผนการผลิต การคำนวณต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรได้ขายผลผลิตในราคาที่ตนเองพอใจ เหมาะสมกับตลาด ไม่ถูกกดราคา” นายประทุมกล่าว และบอกว่า หากได้รับอนุมัติงบประมาณก็จะสามารถดำเนินการได้ภายในปี 2560 นี้
บริษัทประชารัฐรักษามัคคีน่าน จัดตั้งในปี 2559 มีทุนจดทะเบียนจำนวน 4 ล้านบาท มีบริษัทไทยเบฟ ธนาคารกรุงเทพ หอการค้าจังหวัด ข้าราชการ รวมทั้งประชาชนในจังหวัดน่านร่วมลงทุน นอกจากจะส่งเสริมเรื่องเกษตรอินทรีย์แล้ว ยังมีการส่งเสริมการแปรรูปอาหาร ผลิตกาแฟ และการท่องเที่ยวชุมชนด้วย
นายไสว คำดี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านห้วยเลา ต.ชนแดน อ.สองแคว จ.น่าน กล่าวว่า ขณะนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ปลูกข้าวโพดต่างก็ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากขณะนี้เข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว แต่ชาวบ้านยังไม่สามารถขายข้าวโพดได้ เพราะพ่อค้ายังไม่รับซื้อ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลประกาศไม่ให้พ่อค้ารับซื้อข้าวโพดที่ปลูกบนที่สูง เพราะถือว่าเป็นการทำลายป่าไม้และพื้นที่ป่าต้นน้ำ และหากขายข้าวโพดตอนนี้ก็จะได้ราคาต่ำ ไม่คุ้มทุน ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลชาวบ้านจำนวน 66 ครัวเรือนที่ปลูกข้าวโพด พบว่ามีต้นทุนรวมกันทั้งหมด 2,200,000 บาท และมีผลผลิตที่กำลังออกมารวมกันทั้งหมดประมาณ 190,000 กิโลกรัม หากขายข้าวโพดไม่ได้ก็จะเดือดร้อนกันทั้งหมู่บ้าน
“ชาวบ้านมีข้อเสนอว่าจะลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดปีละ 10-20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด และจะหันมาปลูกพืชชนิดอื่น หรือทำเกษตรแบบอินทรีย์ เช่น ปลูกข้าว กาแฟ ลำไย เงาะ และต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปีการปลูกข้าวโพดจะหมดไป แต่ระหว่างที่ปรับเปลี่ยนการผลิตนี้ ชาวบ้านก็อยากจะให้หน่วยงานรัฐมาให้ความช่วยเหลือ และช่วยแก้ปัญหา เพราะชาวบ้านไม่มีเงินทุน ที่ดินทำกินก็ไม่มั่นคง เอาไปจำนองกับ ธกส.ไม่ได้ เพราะเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลประกาศเป็นป่าสงวนฯ เมื่อปี 2532 แต่ชาวบ้านอยู่อาศัยมาก่อน คือตั้งแต่ปี 2480” ผู้ใหญ่ไสวกล่าวถึงข้อเรียกร้องของชาวบ้าน
นายปฏิภาณ จุมผา ผอ.สำนักงานภาคเหนือ พอช. กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา พอช. ได้สนับสนุนความเข้มแข็งของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดน่าน ทั้งระดับตำบล และจังหวัด ในหลากหลายมิติสู่การจัดการตนเอง เริ่มจากการหนุนเสริมการจัดทำแผนชุมชน การจัดการที่ดินโดยชุมชน บ้านมั่นคงชนบท การจัดการภัยพิบัติ สวัสดิการชุมชน สภาองค์กรชุมชน รวมถึงการจัดการความรู้ และยกระดับในการจัดทำแผนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน อันนำมาสู่การยอมรับและหนุนเสริมการขับเคลื่อนงานพัฒนาทั้งภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น และยกระดับการสนับสนุนให้ขบวนองค์กรชุมชน จ.น่าน พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาในพื้นที่ไปพร้อมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ปรับวิถีการผลิตจากเคมีเป็นอินทรีย์ กระทั่งรวมตัวกันในนามเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์น่าน ซึ่ง พอช.ก็จะสนับสนุนการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ให้เต็มพื้นที่จังหวัดน่านต่อไป


รายงานโดย สุวัฒน์ กิขุนทดและ สุธิดา บัวสุขเกษม งานสื่อสาร พอช.





