น่าน/ เครือข่ายเกษตรอินทรีย์น่านร่วมกับ พอช.จับมือ 31 หน่วยงานภาคีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ จ.น่าน สร้างเศรษฐกิจฐานรากทียั่งยืน ขณะที่รัฐบาลเตรียมกระจายงบประมาณสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศรวม 100,000 ล้านบาท ด้านบริษัทประชารัฐน่านเตรียมหนุนเกษตรกรใช้งบประมาณจากรัฐ 112 ล้านบาทสร้างศูนย์กระจายสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มรายได้และช่องทางการผลิตและจำหน่ายสินค้า
เมื่อวันที่ 9-10 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่บริเวณข่วงน้อย อ.เมือง จ.น่าน มีการจัดงาน “ตามรอยพ่อ มหกรรมเกษตรอินทรีย์วิถีน่าน จากภูผาสู่สากล” ครั้งที่ 1 โดยสำนักงานภาคเหนือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ร่วมกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดน่าน ภาคีทั้งภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น ร่วมกันจัดงานดังกล่าว โดยในวันที่ 10 ธันวาคม ในช่วงเช้ามีพิธี “กินข้าวใหม่ ใส่บาตรตุ๊เจ้า” และพิธีสู่ขวัญข้าวใหม่ หลังจากนั้นคณะทั้งหมด ประกอบด้วย นายฐาปน สิริวัฒนภักดี หัวหน้าภาคเอกชน คณะทำงานเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน นายปฏิภาณ จุมผา ผอ.พอช.สำนักงานภาคเหนือ และคณะ ได้เดินทางไปดูพื้นที่รูปธรรมเกษตรอินทรีย์ที่หมู่ที่ 4 ตำบลนาไร่หลวง อ.สองแคว จ.น่าน
ผู้นำชุมชนตำบลนาไร่หลวงกล่าวว่า ตำบลนาไร่หลวงส่วนใหญ่เป็นพื้นป่าสงวนแห่งชาติต้นน้ำยาวน้ำสวด เดิมชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพดนำไปขายเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพหลัก ต้องกู้ยืมเงินจากนายทุนมาปลูกข้าวโพด ใช้ปุ๋ยและสารเคมี ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่าไม้ และถูกกล่าวหาจากสังคมว่าเป็นต้นเหตุของการบุกรุกทำลายป่า แต่ภายหลังชาวบ้านต้องประสบปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ ทำให้เป็นหนี้สินจากการปลูกข้าวโพด ขณะเดียวกันชาวบ้านก็ต้องซื้อพืชผักและอาหารจากอำเภออื่นมาบริโภค เมื่อตรวจสุขภาพโดยการเจาะเลือดก็จะพบสารพิษตกค้างอยู่ในร่างกาย เพราะใช้สารเคมีปลูกข้าวโพดและกินพืชผักที่มีสารเคมี
“จากปัญหาดังกล่าว ชาวบ้านจึงพยายามปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต โดยการเข้าร่วมกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดน่าน เปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดเป็นการปลูกผักอินทรีย์ต่างๆ เช่น ผักกาด คะน้า พริก มะเขือเทศ ฟักทอง มะนาว แตงกวา และข้าว และรวมกลุ่มนำผลผลิตมาขายที่ร้านค้าชุมชนซึ่งเป็นเส้นทางหลวงเชื่อมต่อระหว่างน่าน-พะเยา-เชียงราย ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง” ผู้นำชุมชนตำบลนาไร่หลวงบอกเล่าข้อมูล
ปัจจุบันชาวบ้านหมู่ที่ 4 มีสมาชิกเข้าร่วมปลูกผักอินทรีย์จำนวน 34 ราย พื้นที่ประมาณ 22 ไร่ สร้างรายได้จากการขายผักรายละ 300-1,000 บาทต่อวัน ดีกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะสามารถปลูกผักขายได้ตลอดปี ที่สำคัญคือ ชาวบ้านมีสุขภาพดีขึ้น มีอาหาร มีพืชผักที่ปลอดภัยเอาไว้กินเอง
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี หัวหน้าทีมประชารัฐภาคเอกชน กล่าวว่า คณะทำงานประชารัฐจะเน้นการสนับสนุนชุมชนใน 3 ด้าน คือ เกษตรอินทรีย์ แปรรูปสินค้าการเกษตร และท่องเที่ยวชุมชน โดยเฉพาะที่ตำบลนาไร่หลวงเป็นเส้นทางผ่านของรถยนต์ จึงมีศักยภาพที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งหยุดพักดื่มกาแฟของนักท่องเที่ยวหรือประชาชนที่ผ่านไปมา และแวะซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์จากชุมชน แต่ชาวบ้านจะต้องมีการพัฒนาเพิ่มมูลค่า เช่น นำผลผลิตมาแปรรูป เพื่อยืดอายุหรือเป็นการถนอมอาหาร นำผัก ผลไม้ มาทำเป็นน้ำปั่น เพื่อเพิ่มราคา สร้างมูลค่าให้สินค้าเกษตรอินทรีย์
“เกษตรอินทรีย์จะเป็นทางเลือกใหม่ที่สำคัญของเกษตรกร เพราะตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการสูง โดยเฉพาะสินค้าออร์แกนิคหรือสินค้าที่ปลอดจากสารเคมีจะสามารถสร้างราคาได้สูงกว่าสินค้าปกติทั่วไป ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัดน่านจะให้การสนับสนุนชาวบ้านในการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ได้มาตรฐาน และเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากขึ้น” นายฐาปนกล่าว
นายอภิชาต โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังจัดสรรงบประมาณจำนวน 100,000 ล้านบาท กระจายไปยังกลุ่มจังหวัดทั่วประเทศเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและให้เกิดความเชื่อมโยงกันภายในกลุ่มจังหวัด โดยกลุ่ม 4 จังหวัดภาคเหนือ คือ น่าน เชียงราย แพร่ และพะเยา จะได้รับจัดสรรงบประมาณจำนวน 5,000 ล้านบาท หรือจังหวัดละ 1,000 ล้านบาทเศษ ทั้งนี้กลุ่มเกษตรกรหรือชาวบ้านจะต้องรวมกลุ่มกันนำเสนอโครงการที่ต้องการต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หลังจากนั้นในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ กระทรวงมหาดไทยจะจัดประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อพิจารณาโครงการในเบื้องต้น หากโครงการใดผ่านการพิจารณา คาดว่าภายในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2560 งบประมาณจะลงมาที่จังหวัด เพื่อให้นำงบประมาณลงไปจัดทำโครงการ และให้เสร็จสิ้นโครงการภายในปี 2560
“ถือเป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลได้ผลักดันงบประมาณลงมา โดยจะเน้นไปที่เรื่องเกษตรอินทรีย์ การแปรรูป และการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะดีกว่านำงบประมาณลงมาสร้างถนน โดยชาวบ้านจะต้องรวมกลุ่มกันเสนอโครงการที่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน ไม่ใช่การพัฒนารูปแบบเดิมที่รัฐบาลนำโครงการลงมาแต่ไม่ตรงกับความต้องการของชุมชน และขอให้ชาวบ้านยึดหลักการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา คือต้องมีข้อมูล มีปัญหา และความต้องการ และนำมาวิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การวางแผนพัฒนาส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนต่อไป”
นายประทุม จิณเสน กรรมการผู้จัดการบริษัทประชารัฐรักสามัคคีน่าน จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันจังหวัดน่านต้องซื้อพืชผักและอาหารต่างๆ จากจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาบริโภคประมาณวันละ 12 ตัน หรือคิดเป็นเงินประมาณวันละ 4 แสนบาท ดังนั้นเมื่อรัฐบาลมีโครงการจัดสรรงบประมาณลงมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ทางบริษัทประชารัฐรักสามัคคีน่านฯ จึงมีแผนงานที่จะส่งเสริมเกษตรกรในจังหวัดน่านให้ขยายพื้นที่การเกษตรอินทรีย์มากขึ้นเพราะมีตลาดรองรับที่แน่นอน โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมโครงการ “ศูนย์กระจายสินค้านวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ประชารัฐ” ขึ้นมา
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะใช้งบประมาณการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ 4 จังหวัด (แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย) จะได้รับการจัดสรรรวม 5,000 ล้านบาท นำมาจัดสร้างเป็นศูนย์กระจายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดน่านและเชื่อมโยงกับอีก 3 จังหวัด ใช้งบประมาณจำนวน 112 ล้านบาท โดยจะจัดตั้งเป็นสำนักงาน มีโกดังและห้องเย็น รับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกรทั่วไป เช่น กลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่อำเภอสองแคว โดยจะมีรถห้องเย็นเป็นรถขนาด 4 ล้อ และ 6 ล้ออย่างละ 2 คัน ออกไปรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร เพื่อให้ได้สินค้าที่มีความสดใหม่ เกษตรกรไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง แต่จะมีการตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบสารตกค้าง หลังจากนั้นจะนำมาทำความสะอาด ตัดแต่ง และบรรจุหีบห่อ เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้า เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ลูกค้าทั่วไป รวมทั้งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการกับบริษัทประชารัฐ
นอกจากการจัดกิจกรรมต่างๆ แล้ว ภายในงาน“ตามรอยพ่อ มหกรรมเกษตรอินทรีย์วิถีน่าน จากภูผาสู่สากล” ครั้งที่ 1 ได้จัดให้มีพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง สู่เศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลผลิต ผลิตภัณฑ์ เกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพ การตลาดที่แน่นอน ระหว่างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดน่านกับองค์กรภาคีที่เกี่ยวข้องที่จะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง รวม 31 องค์กร
เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), เครือข่ายคนน่านจัดการตนเอง, ศูนย์ประสานงานประชาคมน่าน, มูลนิธิสัมมาชีพ (มสช.), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัทเพรซิเด้นท์เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน), บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด, บริษัท บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน), Makro, บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด, บริษัท ทีพีไอ โพลีน ชีวะอินทรีย์ จำกัด, บริษัท เอส ซี อี วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด, บริษัท อัลติเมทพาวเวอร์ จำกัด,
บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) น่าน จำกัด, ชมรมกาแฟน่าน, พาณิชย์จังหวัดน่าน, กรมการค้าภายใน, เกษตรจังหวัดน่าน, เกษตรและสหกรณ์จังหวัดน่าน, กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดน่าน, หอการค้าน่าน, พัฒนาชุมชนจังหวัดน่าน, ท้องถิ่นจังหวัดน่าน, สาธารณสุขจังหวัดน่าน, โรงพยาบาลน่าน, องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน, สถานีพัฒนาที่ดินน่าน, สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดน่าน (ส.ป.ก.) ฯลฯ
ทั้งนี้ข้อตกลงร่วมกันดังกล่าวมีสาระที่สำคัญคือ 1.จะมุ่งมั่นร่วมกันพัฒนาการบริหารจัดการและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์จังหวัดน่าน อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน
2. จะทำหน้าที่สร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิกเกษตรกรในการวางแผนการผลิต การคัดกรองสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐาน การบริหารจัดการ การจัดหาสินค้าเกษตรลงบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งการขนส่งสินค้าให้ถึงจุดรับสินค้าของผู้ซื้อตามข้อตกลง
3. องค์กรเอกชน กลุ่มห้างค้าปลีก ได้แก่ Tops, Big C, Makro ยินดีสนับสนุนสินค้าเกษตรอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่แปรรูปจากเกษตรอินทรีย์ ให้มีการจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและช่วยเหลือแนะแนวทางเพื่อการเติบโตระดับจังหวัด ระดับประเทศหรือเพื่อการส่งออก พร้อมตกลงจะรับซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์จากเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์น่าน ในราคาตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันโดยจะยึดหลักการเจรจาตกลงการค้า การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและผลประโยชน์ร่วมกัน
4. สนับสนุนการยกระดับเกษตรอินทรีย์สู่กิจกรรมการพัฒนาที่หลากหลายภายใต้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง เช่น การท่องเที่ยวโดยชุมชน การบรรจุเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่น การจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า อาหารปลอดภัย การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของจังหวัดน่าน โดยมีหน่วยงานและภาคีต่างๆ ให้การสนับสนุน
นายปฏิภาณ จุมผา ผอ.พอช. สำนักงานภาคเหนือ กล่าวว่า บทบาทของ พอช.ในช่วงที่ผ่านมาได้ชักชวนพี่น้องชาวบ้านในพื้นที่ปฏิบัติการในจังหวัดน่านมาพูดคุยเรื่องเศรษฐกิจและทุนชุมชน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนและขยายผลไปสู่พื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะเรื่องเกษตรอินทรีย์ที่ได้มีการขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2556 และหลังจากนั้นจึงได้เกิดเป็น”เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดน่าน” ซึ่งขณะนี้ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนแล้ว เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและประสานความร่วมมือระหว่างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ของชาวบ้านกับหน่วยงานภาคีต่างๆ ทั้งด้านความรู้ การผลิต การแปรรูป และการจัดจำหน่าย เพื่อให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
“จากนี้ไป พอช.จะทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ให้เป็นทั้งเป้าหมายและยุทธศาสตร์ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์จะช่วยฟื้นระบบดิน น้ำ ป่า และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการทำลายป่าเพื่อปลูกข้าวโพดจะหมดไป หากเกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่ง พอช.จะใช้ขบวนการตรงนี้ไปปรับวิธีคิดของชาวบ้าน เป็นการทำเกษตรที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม รักษาภูมิปัญญาของท้องถิ่น ไม่เน้นเงินเป็นตัวตั้ง แต่ใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นแนวทาง และผลักดันไปสู่นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชนอย่างแท้จริง” นายปฏิภาณกล่าว
นอกจากนี้นายปฏิภาณยังกล่าวถึงประเด็นปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินทำกินของเกษตรกรในจังหวัดน่านว่า ที่ผ่านมา พอช.ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินตั้งแต่ปี 2556 ในพื้นที่เป้าหมาย 34 ตำบล โดยสนับสนุนให้ชาวบ้านร่วมกันสำรวจข้อมูลที่ดิน จัดทำแผนที่ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเพื่อไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่เพิ่มเติม แต่ชาวบ้านสามารถอยู่ร่วมกับป่าและรักษาป่า ดิน และน้ำได้ ซึ่งข้อมูลจากการสำรวจของชาวบ้านนี้จะนำไปสู่การออกเป็นข้อบัญญัติของ อบต. ว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตำบล เพื่อนำไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินของชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่เป้าหมาย 34 ตำบลต่อไป
สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





