ขอนแก่น/ 17 ธันวาคม 2559 เครือข่ายองค์กรประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคีการพัฒนา จัดงานรำลึกถึงครูสน รูปสูง และทำบุญบรรจุอัฐิ ณ ชุมนุมสหพันธ์สหกรณ์ภาคอีสาน จำกัด (ช.สส.อ.) ตำบลท่านางแนว อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เพื่อร่วมรำลึกและเผยแพร่คุณงามความดีของครูสน รวมทั้งแสดงจุดยืนในการร่วมสืบทอดอุดมการณ์ เพื่อประชาธิปไตยชุมชน พัฒนาจากข้างล่าง เปลี่ยนข้างบน
นายสุภี ทองมีค่า ประธานคณะกรรมการจัดงาน กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานว่า เพื่อเป็นการสร้างรูปเหมือนครูสน รูปสูง ไว้เป็นอนุสรณ์แด่อนุชนคนรุ่นหลังให้ระลึกถึงคุณงามความดีของครูสน รูปสูง รวมถึงเพื่อจัดตั้งกองทุนครูประชาชน สน รูปสูง และสืบทอดเจตนารมณ์ อุดมการณ์ของครูสน รูปสูง ในการสร้างประชาธิปไตยชุมชนจากล่างสู่บน เป็นประชาธิปไตยที่กินได้ ตามที่ครูสน รูปสูง ได้วางแนวทางไว้
การจัดงานครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายที่มาร่วมงานจากพี่น้องผองเพื่อน นักพัฒนา และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมจากทั่วประเทศ โดยงบประมาณในการจัดงานครั้งนี้มาจากการระดมทุนของพี่น้องผองเพื่อนและเครือข่ายภาคประชาสังคม พร้อมกับญาติมิตรพี่น้องที่เคารพรักและศรัทธาต่อครูสน
บำรุง บุญปัญญา นักพัฒนาอาวุโสภาคอีสาน ประธานกล่าวเปิดงาน และวางพวงมาลาหน้ารูปเหมือนครูสน รูปสูง แสดงออกถึงความอาลัย ด้วยการอ่านบทกวีชื่อว่า “ประชาชนอีสานสู้ไม่ถอย” ซึ่งมีเนื้อหาว่า “คนอีสานวันนี้ไม่มีถอย เต็มไปด้วยริ้วรอยการต่อสู้ ประวัติศาสตร์สามัญชนยังพรั่งพรู สายธารการต่อสู้ยังดำเนิน เดินต่อไปก้าวไปเถิดมิตรสหาย สร้างความฝันเพริศพรายดุจเหาะเหิน ปรรจงสร้างโลกใหม่ใจล้นเกิน เป็นวิถีดำเนินนิรันดร”
และยังกล่าวในวงเสวนาสืบสานปณิธานว่า จิตวิญญาณของคนอีสาน เป็นจิตวิญญาณของคนที่ไม่ยอมแพ้ ที่ถูกดูถูกว่าล้มเหลวในการปฏิวัติ และได้ถูกสบประมาทว่าล้มเหลวอยู่เรื่อยไป ซึ่งเป็นการตีความของผู้กดขี่ ซึ่งก็ไม่เคยพูดถึงการมาเข่นฆ่า มาตักตวงทรัพยากรของผู้กดขี่เลย หากพูดถึงความล้มเหลวของประชาชน เราไม่ยอมรับกับข้อสรุปเช่นนี้
การเปลี่ยนแปลงอยู่ในสมองของผู้กดขี่ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ก็อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการกดขี่ไม่ควรเกิดขึ้น การเอาเปรียบไม่ควรเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด เพราะคนเราเท่ากัน และสำคัญที่ว่าจิตวิญญาณอีสานไม่เคยสงบยอมต่อการกดขี่ ดังนั้นหากเราไม่ปลุกกันเอง จะบังเกิดความสำเร็จขึ้นมาได้อย่างไร ประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้งที่สถาปนาเมื่อ 2475 ต้องการขยายเรื่องนี้สู่ฐานราก ที่ท่านปรีดี ส่งเสริมการทำสหกรณ์ก็เพื่อให้พี่น้องเรียนรู้ ให้ข้างล่างกำหนดการเมืองส่วนบนให้ได้
ช่วงที่สนได้วางอาวุธออกจากป่า ก็ไม่ได้วางใจและได้มาสานประชาธิปไตยที่รากฐาน การลุกเดินสร้างประชาธิปไตย สืบเจตนาการมีส่วนร่วมในอำนาจรัฐยังปรากฏอย่างชัดเจน เมื่อเราช่วยกันสถาปนาองค์กรอิสระ อย่างสมัชชาเกษตรกรรายย่อย จนเป็นกองทุนฟื้นฟูเกษตร หรือองค์กรอื่นๆ ที่ช่วยกันผลักดัน พี่น้องเราเมื่อเข้าไปสู่โครงสร้างทำไมจึงไม่มีการพูดถึงปัญหาพี่น้อง เช่นปัญหาราคาข้าว องค์กรญาติมิตร ไม่พูด นิ่งเฉย พี่น้องก็สูญเสียประโยชน์
ซ้ำองค์กรเหล่านั้นยังกลับมากดคอเรา สร้างระเบียบมาบังคับเรา องค์กรที่เราสร้างไม่เกิดขึ้นตามที่เราต้องการ การสืบทอดการสถาปนาสถาบันภาคประชาชน กองทุนฟื้นฟูฯ คปก.ก็โดนทุบทิ้ง เป็นภาระที่ต้องช่วยกันทำ องค์กรทั้งหลายที่เกิดขึ้นต้องมาคุยกันใหม่ ปัญหารากฐานเป็นอย่างไร จะขยับกันอย่างไร เมื่อก่อนตีนช้างเหยียบปากนก วันนี้ตีนนกกันเองเหยียบปากกันเอง สถาบันต่างๆ ถ้าไม่เข้าหามวลชนฉิบหายแน่นอน
ตีนต้องเหยียบพื้นเราถึงจะสัมผัสความสุข การปฏิวัติชาวนา เป็นการปฏิวัติสังคมที่อยู่บนพื้นดิน ทำอย่างไรก็ฆ่าไม่หมด ยกเว้นเราลืมตัวเอง การหาอยู่หากิน ทำอยู่ทำกิน ระบบเหล่านี้ยังยืนอยู่ในสังคม แต่สังคมมองไม่เห็น เราต้องยืนหยัดในเรื่องวัฒนธรรม การอยู่กับไร่กับนากับวัวกับควายคือความสุขของชีวิต เป็นจิตวิญญาณของมนุษย์ ขอให้คนที่อยู่ในองค์กรต่างๆ ส่วนบน เปลี่ยนวัฒนธรรมลงมาฟังข้างล่าง
เราต้องมีหน่วยของการเคลื่อนไหว เพื่อแก้ปัญหาทุกข์ยากของพี่น้องเรื่องที่ดินทำกิน ไม่มีที่ทำกิน ประกาศเขตป่าสงวนทำบที่ดินทำกิน ทำให้สิทธิประชาชนหายไป สานต่อแนวทางสหกรณ์ระดับย่อยที่ท่านปรีดีได้ดำเนินการไว้ ทุกคนต้องมีรายได้ ทุกคนต้องมีสวัสดิการ ที่ไม่ใช่เรื่องของการเป็นระบบอุปถัมภ์
เรื่องที่ครูสนเคลื่อนมากที่สุด คือความเป็นอิสระของชาวนา นายบำรุงเสนอว่า ควรยึดคืนพื้นที่ทางอุดมการณ์ เราต้องถกกันว่า ในองค์กรที่พี่น้องเข้าไป การยึดคืนพื้นที่กลับมาสร้างสหกรณ์ในระดับย่อย กลับมาสู่พื้นฐานหน่วยย่อยทางสังคม เป็นมรดกที่ต้องสร้างประชาธิปไตยรากฐาน ประชาธิปไตยชุมชนต่อไป
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่าชื่อจัดตั้งของครูสน คือสหายวา ครูสนอยู่ในป่าแถบจังหวัดชัยภูมิ ครูเป็นคนที่มีจุดยืนที่มั่นคง ทำงานเพื่อประชาชน เพื่อเกษตรกร คนยากคนจน เป็นสิ่งที่ครูไม่เปลี่ยน และครูสนเป็นคนมีวาทะศิลป์ มีวิธีคิดที่ยามถกเถียงแลกเปลี่ยนแล้วต้องยอม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประทับใจ
หลังออกมาจากป่าได้มีโอกาสพบปะครูสนในหลายโอกาส และทำให้เห็นว่าสิ่งที่ผมกับครูสนเหมือนกันคือการเรียนรู้ การทำงานแก้ปัญหาของประชาชน หลายเรื่องเราเรียนรู้จากการทำงาน มีการหาทางออกใหม่ๆ ในระยะปีหลังๆ มีความเห็นที่ตรงกันคือเริ่มหมดหวัง กับการเดินขบวน การชุมนุมกดดัน จึงกลับมามองเรื่องจัดการตนเอง อย่างไม่รอคอย ไม่หวังพึ่งรัฐ ประเด็นเรื่องการจัดการตนเองเป็นเรื่องสำคัญ เป็นหัวใจ แต่ยุคนี้กลายเป็นคำแสลงผู้มีอำนาจ ที่ไม่เอาเรื่องกระจายอำนาจ ไม่ชอบคำว่าจัดการตนเอง
แม้การเสนอกฏหมายที่โครงสร้างส่วนบนคิดว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นสิ่งที่สรุปตรงกันว่าไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ต้องเปลี่ยนจากตนเอง ต้องเปลี่ยนจากฐานราก เรามุ่งเปลี่ยนอำนาจรัฐ ไม่สำเร็จ สุดท้ายเรามุ่งปฏิรูปเปลี่ยนโครงสร้างส่วนบน เปลี่ยนกฏหมาย แก้กฏหมาย หวังมีองค์กรมาเปลี่ยนจากข้างล่าง ที่เปลี่ยนไม่สำเร็จคือ เปลี่ยนจิตสำนึกของคน การเปลี่ยนวิธีคิดเกษตรกร ชาวนา เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่จะทำอย่างไร ให้เกษตรกรเปลี่ยนวิธีคิด ปฏิวัติความคิดจิตสำนึก เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างขนานใหญ่
เมื่อเปลี่ยนข้างบน แต่ข้างล่างไม่เปลี่ยน ทำอย่างไรให้พี่น้องเกษตรกรเกิดการเคลื่อนไหวอย่างขนานใหญ่ คนรุ่นเราอายุก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนรุ่นใหม่ต้องเข้ามาเป็นส่วนสำคัญ จัดขบวน ปฏิวัติทางความคิดเกษตรกร ที่มีกว่า 18 ล้านคน อีกสิ่งหนึ่งคือ สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่เป็นแนวดิ่ง ที่ขึ้นต่อการพึ่งพิงพึ่งพา ถ้าประชาชนไม่เปลี่ยน ความสัมพันธ์ตรงนี้ก็จะไม่เปลี่ยน หากข้างล่างเปลี่ยนได้ ไม่มีกฏหมายก็สามารถเปลี่ยนโครงสร้างส่วนบนได้
คำสั่งเสียก่อนที่ครูสนจะเสียชีวิต ได้มีการกลั่นความคิดออกมาว่า 5+1 ที่จะเดินหน้าเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง โดยเรียนรู้จากจังหวัดอำนาจเจริญ เพราะเชื่อว่าทำให้เกิดการเปลี่ยนสังคมจากข้างล่างขึ้นมา เปลี่ยนความสัมพันธ์ เปลี่ยนจิตสำนึก หากทำให้ดี อาศัยความรู้ ประสบการณ์ จะเปลี่ยนเร็ว จึงต้องมีการแบ่งหน้าที่ ถ้าเราจะทำเต็มจังหวัด พึ่งพาตนเองจากข้างล่าง หมอพลเดชย้ำว่าไม่ได้ลืมเรื่องการทำจังหวัดจัดการตนเอง
อดีตครูสนทำงานมวลชน จรยุทธ์ออกไปพบปะชาวบ้าน ทำสงครามความคิด ทำความเข้าใจ และสร้างแนวร่วมการต่อสู้ ถ้าจะทำงานจัดตั้งใต้ดินแบบนั้นเป็นเรื่องผิดกฏหมาย แต่วันนี้ประชาชนสามารถทำงานบนศาลากลางพูดคุยกับผู้ว่าได้แล้ว เราต้องแบ่งบท ตรงกลางเตรียมข้อมูล ย้ำจุดยืน ลับคมความคิด สมัยนี้งานความคิดยากกว่าเดิมขึ้นเยอะ วันนี้มันซับซ้อนมากขึ้น ทุนในวันนี้แยกขาวดำไม่ได้ชัดเจน
เครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ใจกับใจ มีความเชื่อถือไว้วางใจในกลุ่มคนชุมชน ผู้นำชุมชน เครือข่าย ส่วนคนนอกมาช่วย ในพื้นที่ไม่รู้จักมีช่องว่าง หากเดินไปด้วยกันก็จะง่ายขึ้น ข้างบนดูสมอง พื้นที่ดูเรื่องใจ จึงสามารถขับเคลื่อนไปได้ ตัวอย่างจังหวัดอำนาจเจริญที่ทำเรื่องสวัสดิการชุมชน มีการลงนามระหว่าง อปท.กับชุมชนที่ร่วมมือกันทำสวัสดิการชุมชนครบทุกตำบล 63 ตำบล เป็นฐานที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงจากข้างล่าง เวลาจัดประกาศธรรมนูญ ประกาศเมืองธรรมเกษตร คนเป็นหมื่นก็ออกมาร่วมเคลื่อนไหว สิ่งที่เปลี่ยน ผู้ว่าก็เปลี่ยน เปลี่ยนเป็นแนวราบมากขึ้น เมื่อประชาชนเปลี่ยนจิตสำนึกที่ไม่พึ่งพิง ข้างบนก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เราไม่หวังการเมืองจากการเลือกตั้ง เราจะสร้างฐานประชาธิปไตยจากชุมชน
ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ประธานกรรมการนโยบาย ไทยพีบีเอส กล่าวว่า เราจะทำอย่างไรให้ชาวนามีศักดิ์ศรี ทำให้ชาวนาอยู่รอด ให้เกษตรกรอยู่รอด เจตนารมณ์ให้เกษตรกรอยู่รอดปลอดภัยก็จะทำต่อไป เพราะเกษตรกรผู้ทำเกษตรกรรม เป็นผู้อยู่คู่กับสังคมไทย ไม่ใช่ผลิตเพื่อขาย แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการค้าขาย เป็นวิถีวัฒนธรรมของเกษตรกร เป็นสิ่งงอกงามของมนุษย์ กสิกรรมการเพาะปลูก สร้างสมดุลในสิ่งแวดล้อม สร้างอากาศบริสุทธิ์ การมีน้ำ การมีดิน เป็นความสมดุลในวัฒนธรรมของเกษตรกร
เป็นวิถีที่ถูกสร้างขึ้นจากวิถีเกษตรกรรม เป็นความมั่นคงของวิถีชีวิตมนุษย์ เราถูกทุนนิยมล้างสมองมาโดยตลอด การบริโภคเป็นการนับหนึ่งของวิถีชีวิต เพราะทำให้งอกงาม ตรงกับในหลักพุทธธรรม เป็นการสร้างวัฒนธรรมของการเกษตร และบริโภคเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันของมนุษย์ ที่สร้างสมดุลของธรรมชาติ เพราะอย่างนั้นการผลิตเพื่อขายเป็นเรื่องรองมาโดยตลอด เราปลูกเพื่อขายมายาวนานแล้วแต่ชีวิตชาวนาเป็นอย่างไร
ผู้ผลิตอาหารคือเจ้าของชีวิตมนุษย์ ความเป็นจริงขณะนี้เราจะกลับไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร ในเมื่อวิถีเกษตรค่อยๆถูกทำลาย ชาวนาปัจจุบันไม่ได้กินข้าวที่ตนเองผลิต ชาวนาเป็นเจ้าของข้าว เจ้าของปัจจัยการผลิต แต่เป็นเจ้าของข้าวเพียง 3 ชั่วโมง เราขายข้าวแต่ซื้อข้าวกิน มันกำลังเกิดอะไรขึ้น เราจะเอาใจนายทุนทำไม ทั้งที่ระบบเศรษฐกิจนั้นมาจากภาคการผลิต เสี่ยช้าง เสี่ยไก่มีที่ดินเป็นแสนๆ ไร่ แต่เกษตรกรหลายรายไม่มีที่ดินทำกิน ถ้าเราต้องการให้ชาวนา เกษตรกรอยู่รอด ไม่จำเป็นต้องพึ่งตลาด เกษตรรายย่อยสามารถอยู่รอดได้หากผลิตอาหาร เราต้องดึงเอาชาวนารุ่นใหม่กลับมา นำเทคโนโลยีมาใช้ เครื่องตัดหญ้า เครื่องสีข้าว เครื่องจักรที่เสริมชุมชน ไม่ต้องพึ่งนายทุน รัฐไม่ส่งเสริมเกษตรรายย่อย แต่กลับส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่เป็นเรื่องที่ต้องมีการทบทวน
อย่างไรก็ตาม มีการประกาศตั้งกองทุนครูสน รูปสูง โดยมีการประกาศ “สืบสานปณิธาน อุดมการณ์ ครูประชาชน สน รูปสูง” ที่ระบุว่า แม้แผ่นดินอีสานจะแล้งเข็ญ ถูกเอารัดเอาเปรียบ กดขี่บีฑาจากผู้มีอำนาจบาตรใหญ่มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ประชาชน ชาวไร่ ชาวนา “คนอีสาน” ก็ไม่เคยย่นระย่อ คนอีสานทั้งหลายต่างใช้ “ภูมิปัญญา” ในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อแก้ไขปัญหาของตนเองมาโดยตลอด
ครูสน เป็นคนหนึ่งที่นำพาชาวบ้าน “ลุกขึ้นสู้” มาโดยตลอด แบบอย่างที่เยี่ยมยอด และมีเกียรติภูมิสูงพอๆ กับผู้นำในภาคอีสาน อีกทั้งครูสน ได้ผลักดัน และสร้างองค์กรชุมชนเข้มแข็ง ประชาธิปไตยชุมชน ถือเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์สำคัญอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในนามเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคอีสาน จึงประกาศเจตนารมณ์ ตามอุดมการณ์ของ “ครูประชาชน สน รูปสูง” ว่า
1) จักสร้างความสามัคคีทุกกลุ่มทุกองค์กรภาคประชาชน เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในภาคอีสาน
2) จักสืบสานการทำงานพัฒนาสภาองค์กรชุมชนให้เข้มแข็งต่อไป
3) จักสืบสานอุดมการณ์ แนวทาง “การกระจายอำนาจการปกครองตนเองของท้องถิ่น” ภายใต้คำขวัญ “จังหวัด ตำบล ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง”
และเพื่อสืบสานปณิธาน อุดมการณ์ ครูสน รูปสูง เครือข่ายองค์กรประชาชนภาคอีสานจึงตั้งกองทุนขึ้นมา ซื่อว่า กองทุนครูประชาชน สน รูปสูง วัตถุประสงค์เพื่อ สืบสานอุดมการณ์ แนวทางการกระจายอำนาจการปกครองตนเอง เพื่อประชาธิปไตยชุมชน และเพื่อ ศึกษา วิจัย ผลกระทบ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงานพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ซึ่งยอดสมทบเบื้องต้น จำนวน 159,970 บาท





