playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

IMG 0347

สุรินทร์/ 24 ธันวาคม 2559 ณ อาคาร 40 ปี โรงเรียนสวายวิทยาคาร ตำบลสวาย อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ องค์การบริหารส่วนตำบลสวาย ร่วมกับ สภาองค์กรชุมชนตำบลสวาย ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสุรินทร์ บริษัทประชารัฐรักสามัคคีสุรินทร์ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนคลัสเตอร์ผ้าไหมสุรินทร์เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน ทั้งนี้ในงานมีการแสดงศิลปวัฒนธรรม รำพนมสวาย รำศรีผไทสมันต์ จากโรงเรียนสวายวิทยาคาร และการเดินแบบผ้าไหมตำบลสวาย เพื่อทำความเข้าในสถานการณ์การผลิต การตลาด ปัญหาอุปสรรคของการขับเคลื่อนคลัสเตอร์ผ้าไหม รวมทั้งการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้สนใจ ขบวนองค์กรชุมชน ร่วมกับบริษัทประชารัฐรักสามัคคีสุรินทร์ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด เพื่อระดมความคิดแนวทาง แผนการพัฒนาและกลไกการขับเคลื่อนคลัสเตอร์ผ้าไหมสุรินทร์  ไปสู่การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนต่อไป


“ผ้าไหม” นอกจากจะเป็นเครื่องนุ่งห่มที่ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์แล้ว การทอผ้าไหมยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรม สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ไม่ต่างจากผ้าไหมสุรินทร์ ที่เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาช้านาน เราสามารถพบเห็นการทอผ้าไหมกระจายอยู่แทบทุกหมู่บ้านทั่วทั้งจังหวัด และผ้าไหมสุรินทร์ก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อเสียง และรายได้เสริมที่สำคัญแก่เกษตรกร มูลค่าในแต่ละปีหลายร้อยล้านบาท    

ข้อมูลระบุว่าลายผ้าไหมมัดหมี่ในประเทศมีประมาณ 800 ลาย ที่จังหวัดสุรินทร์มีการประดิษฐ์สร้างสรรลายผ้ามากกว่า 500 ลาย หนึ่งในนั้นคือที่ตำบลสวาย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัด และยิ่งมีชื่อเสียงเพิ่มมากขึ้นภายหลังจาก จนกระทั่งกองละคร “นาคี” เลือกใช้ผ้าไหมมัดหมี่ ซิ่นเขียวเชิงแดง จากบ้านสวาย ต.สวาย อ.เมือง จ.สุรินทร์ ที่ทอมือกี่โบราณแบบ 6 ตะกอ จากอุตมะไหมไทย เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ ผ้าไหมบ้านสวาย ผ้าไหมสุรินทร์ ผ้าไหมมัดหมี่ โดยจุดเด่นของผ้าไหมมัดหมี่สุรินทร์คือการออกแบบลวดลายผ้าที่มีความหลากหลายสลับซับซ้อน การมัดหมี่ เป็นศิลปะการทอผ้าโดยวิธีมัดแล้วย้อมสี เพื่อให้ได้รูปร่างลายผ้าตามที่ต้องการ

นายทวีป บุญวร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสวาย ให้ข้อมูลว่า ที่ตำบลสวาย ตั้งอยู่ทางตอนใต้ห่างจากจังหวัดสุรินทร์ประมาณ 22 กิโลเมตร ประกอบด้วย 14 หมู่บ้าน ประมาณ 95 % ของทั้งตำบลเป็นครัวเรือนที่ทอผ้าไหม มีบางครอบครัวทำไหมครบวงจร ตั้งแต่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทอผ้าจนเป็นผืนไหมที่งดงาม ซึ่งคนตำบลสวายทำผ้าไหมกันมาตั้งแต่อดีต มีการรวมกลุ่มทำผ้าไหมแต่ขาดที่ปรึกษา จึงทำให้การรวมกลุ่มที่ไม่เข้มแข็งจนบางกลุ่มสลายไป จึงมาคิดหาวิธีแก้ วางแผน ให้เกิดการทำงานร่วมกัน หาวิธีการใหม่ให้เกิดการรวมกลุ่ม ในแผนการพัฒนาได้คิดเกี่ยวกับการช่วยเหลือสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ขึ้นมาใหม่ จะมีการจัดอบรมให้ความรู้ มีการนำวิทยากรที่เชียวชาญเรื่องผ้าไหม เรื่องเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยว โดยจะทำให้สอดคล้องกัน

จังหวะที่รัฐบาลมีนโยบายมั่นคง มั่งคั่ง โดยใช้ประชารัฐเป็นการขับเคลื่อนเพิ่มเติม พร้อมกับภาคประชาสังคมที่มาร่วมคุยกันงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนคลัสเตอร์ผ้าไหมสุรินทร์เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐจึงเกิดขึ้น และชาวบ้านเขาดำเนินการเรื่องผ้าไหมอยู่แล้ว ถ้าจัดงานจะทำให้ชาวบ้านมั่นใจ และทางประชารัฐมาเสริมหนุนด้านการตลาด มองภาพดูแล้วน่าจะประสบความสำเร็จได้

คาดหวังว่าชาวสวายจะมีความภูมิใจ ความเข้าใจด้วยกัน ว่าการทอผ้าไหมมาแต่โบราณ มีลวดลายมากมายอยู่ที่สวาย มีทั้งลายในอดีตที่บรรพบุรุษคิดมา รวมทั้งมีลายรุ่นใหม่ที่ประยุกต์ในการพัฒนาผ้าไหม มีความสวยงาม อลังการ ถ้าชาวสวายได้มีโอกาสโชว์ผลงาน เพื่อประชาสัมพันธ์ให้กับจังหวัดต่างๆ ได้ทราบ แล้วเข้ามาซื้อหา มาท่องเที่ยว ชาวบ้านจะได้ประโยชน์ในหลายๆ ทาง

นายทวีป กล่าวต่อว่า ทางองค์การบริหารส่วนตำบลมีแนวคิดที่จะพัฒนาศูนย์ผ้าไหมเกิดขึ้นให้ได้ เป็นศูนย์กลางในยามนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือน ก็สามารถรวบรวมผลผลิตผ้าไหมจากครัวเรือนในตำบลเพื่อพร้อมจำหน่าย ส่วนการท่องเที่ยวจะมีการปรับปรุงสถานที่ต่างๆ ศาสนสถาน เขา แหล่งน้ำ ผ้าไหม เซรามิก เกษตรอินทรีย์ จะมีการสำรวจข้อมูล และความคิดเห็นจากกลุ่มต่างๆ ในตำบล โดยจะนำเจ้าหน้าที่ส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องลงชุมชนหาแนวทางการพัฒนากลุ่มผ้าไหมต่างๆ ให้เข้มแข็ง น่าจะสานต่อให้การทำผ้าไหมสู่ระดับต่างๆ ทั้งอำเภอ จังหวัด และระดับชาติ

เพื่อพัฒนาให้เกิดความเป็นธรรมกับกลุ่มที่ทอผ้าแล้วขายได้ราคาต่ำ เราจะพัฒนาทั้งคุณภาพของการทอผ้า และพัฒนาตลาดให้เกิดราคาที่เป็นธรรม คนฐานะไม่ดี ก็เร่งผลิตงานเพื่อที่จะได้เงินเร็วจึงทำให้งานออกมาไม่มีความปราณีตเท่าที่ควร คนที่มีทุนก็มารับซื้อ เพื่อขายให้กับพ่อค้าคนกลาง หรือบางครั้งก็มีนายทุนเข้ามาหลอกว่าให้ราคาดีแล้วเอาผ้าไปก่อนขายได้จึงนำเงินมาให้ แต่ก็มีการหนีไม่มาจ่ายก็มี

นายสมบัติ อุตมะ ชาวบ้านตำบลสวาย อ.เมือง จ.สุรินทร์ เล่าให้ฟังว่า การหันมาทำผ้าไหม เพราะภรรยาพาทำ ตนเองจะช่วยในการมัดลาย กับย้อมผ้า ซึ่งทำมา 20 กว่าปีมาแล้ว เริ่มต้นก็เข้าร่วมกับกลุ่มผ้าไหมที่สุรินทร์ กับกลุ่มชุมชนสุรินทร์ภักดีที่เป็นกลุ่มผลิตผ้าไหม ตนจะเป็นฝ่ายผลิต ที่ผ่านมาผลิตผ้ามานับไม่ถ้วนแล้ว ปัจจุบันจะส่งผ้าอาทิตย์ละประมาณ 20 ผืน ราคาส่งผืนละ 3,500 บาท โดยอาศัยการกระจายงานให้กับกลุ่มแม่บ้านที่อำเภอกระสัง กับอำเภอห้วยลาด จังหวัดบุรีรัมย์ช่วยในการทอ

ทุกวันนี้รับสั่งออเดอร์ทางโซเชียลมีเดีย โดยมีลูกสาวกับลูกเขยเป็นคนทำเพจให้ชื่อว่า “ผ้าไหมสุรินทร์ อุตมะไหมไทย” และ “ส.สุรินทร์ไหมไทย” ทำมาได้ประมาณ 2 ปี เป็นหน้าร้านที่รับออเดอร์ ที่ให้ผลตอบรับอย่างดี ทุกคนให้การยอมรับ แรกๆ คนยังมีความกังวลว่าเราจะหลอกเขาหรือไม่ เราจะมีการส่งลายผ้าให้ลูกค้าได้ดูว่าตรงกับความต้องการไหม ถ้าลายยากราคาสูงสุดก็เป็นหมื่น จนกองละครนาคีได้เข้ามาสั่งผ้าเพื่อใช้ในละคร เป็นที่ฮือฮาและมีคนตามเข้ามาสั่งผ้าไหมแบบนาคี เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจเป็นอย่างมาก

เมื่อก่อนทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่วันนี้ทอผ้าไหมเป็นหลักทำนาเป็นอาชีพเสริม โดยมีการแบ่งงานกันในครัวเรือน แม่ทอผ้า พ่อมัดลาย ลูกสาวปั่น ลูกเขยทำหน้าที่ขาย เมื่อก่อนก็ใช้ไหมบ้านแต่จะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากขึ้น ปัจจุบันจะใช้ไหมตลาดเป็นหลัก ไหมพุ่งกิโลกรัมละ 1,750 บาท ส่วนไหมยืนกิโลกรัมละ 2,350 บาท เพราะต้องทำให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า

นายสมบัติ กล่าวในช่วงท้ายว่า ไหมมีความสำคัญ ใช้นุ่งห่ม ใช้ค้าขาย ไม่ต้องซื้อเสื้อผ้าใส่ ผ้าไหมผูกพันธ์มาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด ที่พากันทำมาถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นเป็นมรดกทางวัฒนธรรม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ จากการทำผ้าไหมมากว่า 20 ปี ที่มีทุกวันนี้ได้เพราะไหม ทั้งบ้าน รถยนต์ เงินส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรี ค่าใช้จ่ายในครอบครัวก็มาจากการทำผ้าไหม

นางสำเนียง บุญโสดากร กลุ่มสตรีทอผ้าตำบลสวาย อ.เมือง จ.สุรินทร์ เล่าให้ฟังว่า ผ้าไหม เกี่ยวข้องอยู่ในวิถีชีวิตของคนสุรินทร์มาเนิ่นนาน มีการใช้ผ้าไหมในทุกช่วงจังหวะของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย งานแต่งก็ต้องมีผ้าไหม งานตายก็ตั้งใช้ผ้าไหมในแบบหนึ่ง คนอีสานโดยส่วนใหญ่จึงนิยมเก็บสะสมผ้าไหมไว้เพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ เป็นประเพณีมาแต่โบราณกาล ตนทอผ้าไหมมาตั้งแต่อายุ 15 ปี จนวันนี้กว่า 40 ปีแล้วที่ทอผ้าไหม จากการเรียนรู้จากแม่ และเรียนรู้จักการมัดหมี่ การสร้างลายผ้าเรื่อยมา จากการทอผ้าพื้นมีการสร้างลวดลายก้นหอยเล็กๆ ธรรมดา ปัจจุบันจนสามารถสร้างลายผ้ามัดหมี่ลายลูกแก้ว หรือลายต่างๆที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์  

ที่ผ่านมาได้รับรางวัลจากการประกวดหลายรายการ และได้รางวัลที่ 1 ตั้งแต่ปี 2520 โดยพระองค์เจ้ารำไพพรรณี ได้เสด็จมาเยี่ยมชมถึงบ้านมาดูเราทอผ้าที่ใต้ถุนบ้าน มาดูย้อมผ้า มัดลาย เป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และได้กล่าวกับตนเองว่า “ต่อไปข้างหน้า เธอจะได้ดีเพราะผ้าไหม” ตอนแรกก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ดีได้อย่างไรเพราะก็ทอผ้าไปตามวิถีชาวบ้าน พอนานไปถึงได้รู้ว่าเป็นจริงตามที่ท่านกล่าวไว้

ผ้าไหมสามารถสร้างเศรษฐกิจให้เราได้ดีมาก ลูกเรียนจนจบก็เพราะขายผ้าไหมส่งลูกเรียน จนเรื่อยมาก็มีการประยุกต์ลายผ้าไหมต่างๆขึ้นเอง จากพื้นเรียบ ยกดอกลายลูกแก้ว ก็มีการเรียนรู้พุ่งกับการยกดอกก็พบว่ามันออกมาสวยงาม จนมีคนทำตามกันขึ้นมามากในภายหลัง ของที่ทำมีการยกดอกตั้งแต่ 3 ถึง 8 ตะกรอ ราคาผ้าที่ขายได้ต่ำสุด 4,000 บาท สูงสุดถึง 15,000 บาท เราทำราคาส่ง ไม่ได้ขายเอง ถ้าทำคนเดียวกว่าจะได้ผ้า 1 ผืน ต้องทำหลายอย่างตั้งแต่ฟอกไหม ล้างไหม กระตุกให้เรียงตรง แล้วนำไปย้อมรอบแรก ย้อมเข ล้างให้สะอาด เอามากรอใส่หลอด และคิดวางแผนสร้างลาย ทำการมัดหมี่ นำมาย้อมสีแดง ล้างตากแห้ง และนำมาหุ้ม และนำไปย้อมประดู่ และหลังสุดใส่โคลน จนนำไปทอ กว่าจะได้ผ้ามาหนึ่งผืนต้องผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอน

การทอผ้าหนึ่งผืน ยิ่งถ้าปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเองด้วยแล้วกว่าจะได้ผ้าหนึ่งผืนนั้นใช้เวลานานหลายเดือน ดังนั้นราคาผ้าผืนละ 8,000 บาท นั้นนับว่าไม่แพงเลย แต่เดี๋ยวนี้มีการแบ่งงานกันทำคนเลียงหม่อนก็เลี้ยงไป คนมัดหมี่ก็มัดไป กรอไหม ฯลฯ จนถึงการทอ เป็นการเฉลี่ยรายได้ให้กับคนในชุมชน ตอนทำก็มีความสุข เปิดวิทยุฟังไป ทอไป ยิ่งขายได้ยิ่งมีความสุข เพราะมันคือค่าใช้จ่ายในการครองชีพ

เรื่องกลุ่มหัตถกรรมสตรีทอผ้าไหมตำบลสวาย เมื่อก่อนเคยทำศูนย์เรียนรู้ขึ้นที่บ้าน แต่ก็ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร ตนต้องการเห็นศูนย์เรียนรู้ และพิพิธภัณฑ์ไว้สำหรับจัดเก็บจัดแสดงผ้าไหม แสดงลวดลายต่างๆ ให้ลูกหลานและคนต่างถิ่นได้มีโอกาสมาศึกษาเรียนรู้ และร่วมกันสืบสานต่อไป นางสำเนียง กล่าวในตอนท้าย

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากผ้าไหมที่ตำบลสวาย แม้ที่ผ่านมาสถานการณ์การซื้อขายผ้าไหมสุรินทร์จากอดีตจนปัจจุบันสามารถเดินหน้าได้ต่อเนื่อง แต่เพื่อเป็นการทำความเข้าในสถานการณ์การผลิต การตลาด ปัญหาอุปสรรค รวมทั้งการค้นหาแนวทางการขับเคลื่อนคลัสเตอร์ผ้าไหมให้มีความมั่นคงยั่งยืน ยังอยู่ในจุดของการเริ่มต้นสานความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ทั้งกลุ่มผ้าไหมที่ตำบลสวาย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ขบวนองค์กรชุมชน และบริษัทประชารัฐรักสามัคคีสุรินทร์ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ต้องร่วมกันระดมความคิด วางแนวทาง แผนการพัฒนาและกลไกการขับเคลื่อนคลัสเตอร์ผ้าไหมสุรินทร์ อย่างมีส่วนร่วมในการพัฒนา เพื่อยกระดับการผลิตและการตลาดให้เป็นที่ต้องการของทั้งในและต่างประเทศต่อไป

IMG 0365

IMG 0343

IMG 0381

IMG 0349

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter