บทความโดยสุวัฒน์ คงแป้น
กว่าเรื่อง “สิทธิชุมชน” จะได้รับการยอมรับและบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 ต่อเนื่องมาถึงรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.2550 ขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ต้องใช้เวลาในการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ให้สังคมและผู้มีอำนาจเห็นว่านอกจากสิทธิส่วนบุคคลแล้ว สิทธิชุมชนก็มีความจำเป็นและมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
จะว่าไปแล้วสิทธิชุมชนมีนัยยะสำคัญในทุกๆด้านที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ เช่น สิทธิในการอนุรักษ์ฟื้นฟู จารีต ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น สิทธิการจัดการ รักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิในการจัดสวัสดิการชุมชน สิทธิในการรวมกลุ่มในการดูแลและคุ้มครองผู้บริโภค และการรวมตัวกันของชุมชนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน ในการเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศ ตามความหลากหลายของวิถีชีวิตวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่น
อย่างไรก็ตามแม้รัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธิชุมชนมาแล้วร่วม 20 ปี แต่ในทางปฏิบัติจริง เป็นไปด้วยความยากลำบาก ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ไม่มีกฎหมายลูกออกมารองรับ หน่วยงานของรัฐ ซึ่งบังคับใช้กฎหมายไม่เคารพในสิทธิของชุมชนปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิชุมชนกันอย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่ชุมชนเอง ซึ่งอยู่ในสถานะรอรับและถูกกระทำมาโดยตลอด ยังขาดความเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิชุมชนในการจัดการตนเองให้เข้มแข็งเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ
ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมาเราจะเห็นแต่เพียงชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ หรือจากโครงการที่รัฐอนุญาตให้เอกชนดำเนินการเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรของเขาอย่างเข้มข้นและเอาการเอางาน เช่น กรณี เหมือนทองคำ โครงการท่าเรือน้ำลึกปากปาราโครงการเขื่อนปากมูล ฯลฯ
ในปี พ.ศ.2551 องค์กรชุมชน ทั่วประเทศ ซึ่งกระหนักในสิทธิชุมชนด้านการจัดการตนเอง เพื่อให้ชุมชนมีบทบาทอย่างสำคัญในวางแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและพัฒนาประเทศ ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดพรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ขึ้น ซึ่งกำหนดให้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล ที่มาจากการร่วมกลุ่มขององค์กรต่างในตำบล และชวนภาคีพัฒนาต่างๆเข้ามาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ชุมชนและภาคีพัฒนาต่างๆ ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีกลางในการพูดคุยนำปัญหาของชุมชนและท้องถิ่นมาวางแผนพัฒนาร่วมกัน
สภาองค์กรชุมชนตำบล จึงถูกกำหนดให้มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนสมาชิกองค์กรชุมชน อนุรักษ์ฟื้นฟู จารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมให้ชุมชนร่วมมือกับภาคีพัฒนาต่างๆในการจัดการบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาและบริการสาธารณะต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วม การให้ความรู้ความเข้าใจต่อประชาชนในการคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อม การให้ความเห็นต่อการดำเนินโครงการและนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ
ด้วยภารกิจดังกล่าวจึงฟันธงได้ว่า “พรบ.สภาองค์กรชุมชนพ.ศ.2551” กฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญ ที่ชัดเจนด้านสิทธิชุมชน
นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมชุมชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิด พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 (ในฐานนะเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติในสมัยนั้น) ให้ข้อคิดอย่างน่าสนใจว่า สภาองค์กรชุมชน มีหลักปรัชญาอยู่ว่า เป็นกฎหมายส่งเสริมไม่ใช่บังคับ เน้นให้เกิดการปรึกษาหารือ ออกแบบกฎหมายให้เป็นเรื่องของประชาชนต้องไม่ทำให้เป็นระบบราชการซึ่งมีขั้นมีตอนมีระเบียบและต้องใช้เวลามาก ไม่สอดคล้องกับวิถีของชุมชนที่เน้นความเป็นพี่น้องเรียบง่ายและเปิดเผยตรงไปตรงมา อีกทั้งต้องไม่เป็นระบบการเมือง แบบที่การเมืองของประเทศไทยเป็นอยู่เพราะจะทำให้ชาวบ้านถูกครอบงำเอียงข้างไม่เป็นกลางและอาจนำไปสู่ความแตกแยกได้
“ผมว่าสภาองค์กรชุมชนต้องทำให้ราชการหันกลับมาดูเรา โดยที่เราไม่ต้องทำแบบราชการ นั่นคือชาวบ้านต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางของท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างจริงจัง และสุดท้ายจะทำอย่างไร ไม่ให้ท้องถิ่นระแวงว่าสภาองค์กรชุมชนเข้ามาแย่งอำนาจและผลประโยชน์ แต่เราเข้ามาช่วยกันทำงานให้กับท้องถิ่นของเรา ด้วยเหตุนี้ผมจึงตั้งความหวังว่าสภาองค์กรชุมชนจะเป็นกำลังสำคัญในการปฏิรูปและพัฒนาประเทศ เพราะในรัฐธรรมนูญใหม่มีหลายเรื่องที่ต้องการให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งนี้ผู้ที่จะเป็นตัวแทนประชาชนฐานล่างได้อย่างแท้จริงก็คือสภาองค์กรชุมชนตำบล” นายมีชัยให้ความเห็น
ด้านนายไพโรจน์ พลเพชร อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมายให้ความเห็นว่า สภาองค์กรชุมชนเป็นการจัดการความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างชุมชนกับภาครัฐหรือภาคนโยบาย เพราะ พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 เป็นการมอบสิทธิให้กับชุมชนในการจัดการชุมชนท้องถิ่นของตนเอง แม้ว่าจะไม่มีอำนาจแต่หากสภาองค์กรชุมชนเข้มแข็งทำภารกิจตามกฎหมายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจตามมาตรา21 (1-6) ในเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ วิถีภูมิปัญญาท้องถิ่น การจัดทำข้อเสนอในการพัฒนาและการให้ความเห็นต่อโครงการพัฒนาของ อบต.ฯลฯ จะเป็นอำนาจทางสังคมที่กว้างขวาง ดังนั้นสภาองค์กรชุมชนต้องรักษาความเป็นอิสระทำงานบนฐานข้อมูล ข้อเท็จจริงและความต้องการของชุมชน เพื่อประโยชน์ที่แท้จริงของชุมชน
นายไพโรจน์ พลเพชร ได้ตอกย้ำหลักคิดของสภาองค์กรชุมชนอีกว่า เป็นสิทธิชุมชนที่เป็นรูปธรรมตามรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้ประชาชนสามารถกำหนดทิศทางของตนเอง นั่นก็คือการกำหนดทิศทางการพัฒนาของชุมชนท้องถิ่นได้
คิดว่าตั้งแต่ปีที่ 10 เป็นต้นไป สภาองค์กรชุมชนจะต้องตอกย้ำอุดมการณ์ให้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ต้องมีประเด็นยุทธศาสตร์ที่กัดไม่ปล่อย เพื่อทำให้เกิดผลงานในเชิงประจักด้านการแก้ปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่ตลอดจนต้องสร้างมิตรให้มาทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหน่วยงานของรัฐ อบต. เทศบาล นักพัฒนาเอกชนและภาคเอกชนในท้องถิ่น”นายไพโรจน์ให้ความเห็น
นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ เลขาธิการสมาคม อบต. แห่งประเทศไทยให้ความเห็นว่า พวกเราต้องร่วมมือกันทำให้สภาองค์กรชุมชนเป็นองค์กรที่สำคัญในตำบล โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง มีการสร้างมิตรกับภาคีพัฒนาต่างๆ เปลี่ยนจากผู้แค่ให้ข้อมูลกับหน่วยงานไปเป็นผู้ร่วมจัดทำแผนและผู้ร่วมปฏิบัติตามแผนอย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งนี้เพราะ ตำบลคือพื้นที่แตกหักในการพัฒนา ถ้าสภาองค์กรชุมชนมีพลัง มีความรู้มีความเข้มแข็งก็จะเป็นตัวกำหนดการพัฒนาของตำบลได้
รศ. ปาริชาติ วลัยเสถียร นักวิชาการให้ความเห็นว่า สภาองค์กรชุมชนต้องพัฒนาความเข้มแข็งควบคู่ไปกับการเข้าไปวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้าน ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพแกนนำสภาองค์กรชุมชนหรือการตอกยำอุดมการณ์จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
ผมในฐานะที่ร่วมหัวจมท้ายกับชุมชนมาตั้งแต่ผลักดันจนเกิดพรบ.สภาองค์กรชุมชนพ.ศ.2551 และขับเคลื่อนงานร่วมกับสภาองค์กรชุมชนมาอย่างต่อเนื่องตลอด 9 ปี เห็นว่าเป็นเรื่องยากที่ชาวบ้านจะก้าวไปเป็นผู้กำหนดอนาคตตนเองดังกล่าวข้างต้น เพราะประชาชนถูกทำให้เป็นผู้รอรับมานับร้อยปีไม่ได้ถูกบอกว่าเขาคือผู้กำหนด แต่ถ้าเราไม่เริ่มต้นเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้ ประชาชนก็จะเป็นผู้ถูกกำหนดตลอดไป
แต่ในความยากนั้น ผมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงเพราะแนวทางที่ผู้รู้หลายท่านได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ ตรงกับผลสรุปบทเรียนของสภาองค์กรชุมชน เชื่อมั่นว่าบนหนทางแห่งการต่อสู้ท่ามกลางการพัฒนายกระดับความคิดและแนวทางการทำงานอย่างต่อเนื่อง สภาองค์กรชุมชนจะทำให้รูปธรรมด้านสิทธิชุมชนเป็นจริงและเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศและประชาธิปไตยให้มั่นคง





