วันที่ 26 - 27 ธันวาคม 2559 สำนักงานภาคกลางและตะวันตก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) นำทีมโดย นายธีรพล สุวรรณรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสำนักงานภาคกลางและตะวันตก เปิดสัมมนาทิศทางการขับเคลื่อนงานปี 2560 และประชุมคณะอนุกรรมการสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตก ณ เอกไพลิน ริเวอร์แคว รีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี มีผู้เข้าร่วมที่เป็นตัวแทนผ่านการแต่งตั้งโดยผู้อำนวยการสถาบันฯจากขบวนองค์กรชุมชนระดับจังหวัดทั้ง 16 จังหวัด จำนวน 40 คน วัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงาน และบทบาทของอนุกรรมการฯในการลงไปสนับสนุนงานระดับตำบล/เมือง จังหวัด และภาค การสร้างความร่วมมือในการทำงานสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตก และการจัดความสัมพันธ์การทำงานในอนาคต
นายธีรพล สุวรรณรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสำนักงานภาคกลางและตะวันตก แลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานขบวนองค์กรชุมชนปี 2560 ส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใส การสร้างรูปธรรมจับต้องได้เพื่อสื่อสารสู่สาธารณะ กับงานพัฒนาคนคือการพัฒนาความคิดเพื่อสร้างความรู้ให้เท่าทันและให้เกิดรูปธรรมการแก้ไขปัญหา กับกรอบงบประมาณที่สนับสนุนเพื่อสร้างความเป็นรูปธรรมนั้นที่ผ่านมาขบวนองค์กรชุมชนมีพื้นที่การทำงานครอบคลุมพื้นที่ 5 ภาค แต่ระบบงานสื่อสารประชาสัมพันธ์นับว่ายังมีการขับเคลื่อนให้เกิดพลังยังมีน้อย กับเป้าหมายสำคัญปี 2560 ส่งเสริมให้เกิดการประชาสัมพันธ์ในการดำเนินงานของขบวนองค์กรชุมชนให้เกิดผลเป็นที่ประจักษ์สู่สาธารณะ
จากสถานการณ์ดังกล่าว ขบวนองค์กรชุมชนต้องสร้างความรู้เท่าทันสถานการณ์ ให้มีความเข้าใจและเข้าถึงในการบริหารองค์กร เพื่อสร้างเสถียรภาพ และสานพลังเครือข่ายภาคประชาชน
นายวิชัย นะสุวรรณโน ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค (ปฏิบัติการพื้นที่) แลกเปลี่ยนภาพการทำงานของขบวนองค์กรชุมชนในบทบาทของอนุกรรมการภาคกลางและตะวันตก ภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ภาคกลางและตะวันตก และวิเคราะห์สถานการณ์ที่สอดคล้องตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ตามยุทธศาสตร์ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองร่วมกับขบวนองค์กรชุมชน โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” นำไปสู่การพัฒนาให้คนไทยมีความสุข และตอบสนองตอบต่อการบรรลุซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ ตามกรอบแนวทาง 6 ข้อ ได้แก่ 1) ความมั่นคง 2) การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3) การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน 4) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม 5) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อประโยชน์ในการเชื่อมโยงงานในระดับพื้นที่
จากสถานการณ์ดังกล่าว ขบวนองค์กรชุมชนร่วมแลกเปลี่ยนและเทียบเคียงผลการวิเคราะห์ประเมินตามยุทธศาสตร์ 20 ปี กับความเหลื่อมล้ำให้เกิดความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ภาคประชาชน ประกอบด้วย
นายพิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี แลกเปลี่ยนวิเคราะห์สถานการณ์ที่สอดคล้องตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 นโยบายการขับเคลื่อนไม่เกิดผลเนื่องด้วยกฎหมายมีความล่าหลังภาคประชาชนเข้าไม่ถึงคิดจากฐานข้างบน และมาวางกรอบให้ฐานรากดำเนินการ เสนอให้มีข้อเปรียบเทียบระหว่างยุทธศาสตร์ภาครัฐกับภาคประชาชน ร่วมผลึกพลังเชื่อมโยงความมั่นคงทางอาหารของพื้นที่ภาคกลางและตะวันตก การทำงานองค์การมหาชนส่วนใหญ่นั้น มีการประชาสัมพันธ์น้อย และไม่ค่อยเป็นผลการทำงานที่ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น
ดร.วรภพ วงค์รอด อาจารย์ประจำสาขาสังคมวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์ แลกเปลี่ยนวิธีการปรับจุดอ่อนเพิ่มจุดแข็ง และจัดลำดับความสำคัญของการทำงาน วิธีการทำงาน สร้างเป้าหมายให้ชัดเจนบทเรียนการทำงานของขบวนองค์กรชุมชน ที่สามารถตอบโจทย์กับสังคมให้เกิดความเข้าใจ แต่จะทำอย่างไรให้พื้นที่รู้เท่าทันสถานการณ์ทิศทางการพัฒนาประเทศกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การเรียนรู้ที่ต้องสามารถปรับเปลี่ยนวิถีจากความรู้ ทักษะ ค่านิยม ชุมชนทำงานเพื่อตอบโจทย์หน่วยงานภาครัฐไม่มีความตระหนักในความยั่งยืน ถือเป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันคิด และวางแผนงานดังกล่าว
นายสันติ จียะพันธ์ ผู้แทนภาคประชาสังคม แลกเปลี่ยนการหนุนเสริมให้ขบวนองค์กรชุมชนสามารถปรับตัวในสถานการณ์ตามนโยบาย ที่สามารถค้นหาคุณค่าความหมายของการทำงานขบวนองค์กรชุมชนให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างสามารถสร้างทางเลือกในการพัฒนาภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัดและแตกต่างจากภาครัฐ และแนวทางการผลักดันโลกแห่งวาทะกรรมของการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สัมพันธ์กับแนวทางการพัฒนาความรู้และติดตามประเมินผลในอนาคต
ผลจากการระดมความคิด“บทบาทและการหนุนเสริมของอนุกรรมการประสานงานขบวนองค์กรชุมชนภาคเพื่อให้บรรลุยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
แนวทางการสนับสนุนให้เกิดคุณภาพรูปธรรมชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองระดับตำบลและจังหวัด
1) ระบบข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้อง ทันสมัย พร้อมใช้ สื่อสารให้ชัดเจน
2) วิเคราะห์สถานการณ์พื้นที่เพื่อจัดลำดับพัฒนาการของพื้นที่ตำบล/เมือง และความสัมพันธ์เพื่อกำหนดแผนงานพัฒนาขบวนองค์กรชุมชน
3) พัฒนาแนวคิดผู้นำชุมชนให้เกิดความเชื่อมั่นในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
4) ใช้ “พื้นที่กลาง” ให้เกิดการเรียนรู้และเครื่องมือในการทำงานอย่างถูกวิธี ในทุกขบวนงาน และประเด็นงานพัฒนาในพื้นที่
5) สนับสนุนให้เกิดการจัดทำแผนพัฒนาตำบลให้ครอบคลุมทุกมิติ/บูรณการทุกภาคส่วน
6) สนับสนุนให้เกิดข้อตกลงร่วม/กติการ่วม ข้อบัญญัติ ธรรมนูญตำบล
7) เปิดพื้นที่ปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอก
8) สนับสนุนให้เกิดวิธีการร่วมในการสร้างความยั่งยืน ได้แก่ กองทุนพัฒนาตำบล ฯลฯ
9) ส่งเสริมให้เกิดพื้นที่ปฏิบัติการ/ถอดชุดความรู้ระดับพื้นที่เพื่อการสื่อสารสู่สาธารณะ
10) บริหารจัดการที่โปร่งใส บูรณาการงบประมาณให้ขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งระบบ
11) การสื่อสารข้อมูลที่ส่งผลกระทบกับพื้นที่ให้สามารถรู้เท่าทันกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง
12) ผลักดัน และประสานความร่วมมืองานพัฒนาในระดับนโยบายให้เกิดพลังการเปลี่ยนแปลง
แนวทาง/วิธีการสนับสนุนขบวนงานประเด็นให้เกิดการบูรณาการโดยพื้นที่เป็นตัวตั้ง
1) วิเคราะห์สถานการณ์ประเด็นงานพื้นที่เพื่อจัดลำดับพัฒนาการ ระบบการหนุนเสริม เชื่อมโยงการทำงานระหว่างตำบล/เมือง จังหวัด ภาค
2) สร้างและพัฒนาพื้นที่กลางให้ทุกขบวนฯและทุกคนเกิดการยอมรับและพูดคุยหารือกัน
3) กำหนดเป้าหมายร่วมเพื่อสนับสนุนงานประเด็นโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง
4) พัฒนาแผนพัฒนาตำบล/เมือง จังหวัด ให้เชื่อมโยงและครอบคลุมทุกมิติ ด้วยวิธีการ
§ ทำเอง คือ แผนของชุมชนฯ ทำด้วยตนเอง
§ ทำร่วม คือ แผนบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน
§ ทำขอ คือ แผนฯ ของภาคี เอกชน รัฐ
5) สร้างกระบวนการเรียนรู้/วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง ปฏิบัติการร่วมพื้นที่รูปธรรมเพื่อการเรียนรู้และสื่อสารสู่สาธารณะ
6) ใช้ศักยภาพของผู้นำในการเชื่อมประสานกับภาคีพัฒนาทุกภาคส่วน
7) บูรณาการวิธีงบประมาณสนับสนุนในเชิงพื้นที่มากกว่าเชิงประเด็น
8) สนับสนุนให้เกิดวิธีการร่วมในการสร้างความยั่งยืน ได้แก่ เรื่องร่วม/ประเด็นร้อน ฯลฯ
แนวทาง/วิธีการประสานความร่วมกับองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
1) รวบรวมข้อมูลในแต่ละหน่วยงาน ภารกิจงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการวิเคราะห์งานในพื้นที่
2) วิเคราะห์จัดลำดับความสำคัญเนื้อหาตำบล/จังหวัด กลุ่มจังหวัด แผนพัฒนาหน่วยงาน ระหว่างชุมชน อปท. ภาครัฐ และรวบรวมนโยบายที่เกี่ยวข้อง
3) สร้างความเชื่อมั่นขององค์กรชุมชนด้วยการใช้ข้อมูลในพื้นที่และเปิดพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อสร้างความร่วมมือกับหน่วยงาน
4) ใช้ “พื้นที่กลาง” ให้เกิดการเรียนรู้และพูดคุยกับหน่วยงานในทุกภาคส่วน
5) ใช้ศักยภาพของผู้นำที่ได้รับการยอมรับ และมีหลักคิดในการเชื่อมประสานกับภาคีพัฒนา
6) ประมวลสรุปบทเรียนจากพื้นที่วิธีการประสานความร่วมมือกับองค์กร เชื่อมโยงคลี่คลาย พัฒนาแผนงานในพื้นที่
7) กำหนดพื้นที่เป้าหมายในการปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
8) บูรณาการงบประมาณให้ขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งระบบ
9) สื่อสารงานขบวนองค์กรชุมชนในรูปแบบเวทีสมัชชาองค์กรชุมชนภาค/สมัชชาจังหวัด เพื่อนำเสนอพื้นที่รูปธรรมและสร้างความน่าเชื่อถือ
แนวทาง/วิธีการบริหารจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพควรเป็นอย่างไร
1) สนับสนุนให้เกิดกระบวนการสอบทาน ตามข้อตกลงและการยอมรับร่วมตั้งแต่ระดับตำบล/จังหวัด ภาค
2) ใช้พื้นที่กลางในการปฏิบัติการบริหารจัดการงบประมาณอย่างเปิดเผยโปร่งใส ตามหลักบริหารจัดการทีดี
3) ส่งเสริมให้เกิดการติดตามประเมินผลแบบมีส่วนร่วม พัฒนาระบบรายงานผลการดำเนินงานระดับตำบล/จังหวัดสามารถสื่อสารเผยแพร่
4) ส่งเสริมสนับสนุนพื้นที่ให้มีระบบการติดตามหนุนเสริมภายในและกลไกการสนับสนุนระดับภาค
5) สร้างมาตรฐานร่วม เรียนรู้ เครื่องมือบริหารจัดการที่ดี เพื่อสนับสนุนงานให้เข้าใจและถูกวิธี
6) พัฒนาศักยภาพทีมติดตาม/กองเลขาในการสนับสนุนพื้นที่ตามหลักคิด เทคนิค วิธีการ แนวทาง ผลลัพธ์
7) บริหารจัดการที่โปร่งใส สามารถบูรณาการงบประมาณให้ขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งระบบ
8) สรุปบทเรียนผลการทำงานที่ผ่านมา/การจัดการความรู้ตามหลักธรรมาภิบาลให้เกิดการหนุนเสริมและพัฒนาแผนงานอย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอต่อสำนักงานภาคและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
1) สร้างขวัญและกำลังใจกับคนทำงานในการสร้างความยั่งยืน ได้แก่ สวัสดิการผู้นำ ฯ
2) สร้างความเชื่อมั่นในการประสานงานระดับนโยบายกับหน่วยงานระดับกระทรวงและหน่วยงานภายในจังหวัดให้รู้จักการทำงานของขบวนองค์กรชุมชน
3) สร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือในระบบข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมใช้ ทันสมัย และทันสถานการณ์ และระบบการเข้าถึงข้อมูลที่สามารถเผยแพร่ได้
4) สนับสนุนเครื่องมือต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงสิทธิการใช้ประโยชน์ของข้อมูลขบวนองค์กรชุมชน
5) ผลักดันให้เกิดโรงเรียนผู้นำเพื่อร่วมพัฒนาพื้นที่รองรับและการันตีประสบการณ์การทำงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
6) หนุนเสริมสถานที่ศูนย์ประสานงานขบวนองค์กรชุมชนแต่ละจังหวัด
7) บูรณาการวิธีงบประมาณสนับสนุนในเชิงพื้นที่ไม่ใช่การสนับสนุนรายประเด็น
8) ระบบการประสานงานต้องเป็นแนวทางเดียวกัน
9) พัฒนาศักยภาพผู้นำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ได้แก่ ทักษะการประสานงาน/วิเคราะห์งาน นำเสนอข้อมูล ฯลฯ
10) วิธีการสนับสนุนงบประมาณต้องระบุให้ชัดเจนในการบริหารงานของขบวนจังหวัด
11) ผลลัพธ์ของการประเมินผลองค์กรพอช.ควรสื่อสารสู่สาธารณะ
จากการระดมความคิดเห็นบทบาทการหนุนเสริมของอนุกรรมการได้ร่วมกันกำหนดแผนขับเคลื่อนงานในอนาคต เพื่อนำข้อสรุปดังกล่าวลงไปสร้างความเข้าใจระดับพื้นที่ตำบล/เมือง จังหวัดเพื่อร่วมเติมเต็มให้สอดคล้องและสามารถดำเนินการในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ประกอบด้วย เรื่องการสื่อสารประชาสัมพันธ์โดยขบวนองค์กรชุมชนเปิดช่องทางสื่อสาร Facebook Website ฯลฯ อีกทั้งความยั่งยืนของผู้นำในการพัฒนาศักยภาพคนในขบวนเพื่อรองรับและการันตีประสบการณ์การทำงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
ช่วงท้าย นายธีรพงศ์ พร้อมพอชื่นบุญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค (ปฏิบัติการที่อยู่อาศัย) ร่วมเติมเต็มแนวคิดการพัฒนาพื้นที่เป็นตัวตั้งให้พื้นที่เป็นเจ้าของงานพัฒนาต้องสอดคล้องกับวิธีคิดและวิธีทำรวมเปิดโอกาสให้ตัดสินใจและส่งเสริมในการจัดระบบในพื้นที่ กับการจัดการตนเองด้วยการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนที่สามารถเชื่อมโยงการทำงานในรูปแบบการสร้างโครงสร้างการพัฒนาที่มีความส่วนร่วมได้ในอนาคต
เรียบเรียง สุภาภรณ์ ดำรงพันธ์ สำนักงานภาคกลางและตะวันตก





