รายงาน 4 ข่าวเด่น การต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกิน 1 แกนนำนักต่อสู้สิทธิที่ดินทำกิน หายไปอย่างไร้ร่องรอย คาดว่าถูกบังคับให้สูญหาย 2 ทหารเข้ามาหาชาวบ้านซำผักหนาม บนพื้นที่พิพาทอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน นำมาสู่การฟ้องหมิ่นประมาทผู้รายงานข่าวและแหล่งข่าว 3 จากการถูกหลอกและบังคับให้เซ็นเอกสารขอคืนพื้นที่ มาสู่การถูกดำเนินคดีบุกรุกอุทยานแห่งชาติไทรทอง 4 จากการถูกให้เซ็นเอกสารออกจากที่ทำกิน ปัจจุบันชาวบ้านถูกดำเนินคดีบุกรุกที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิม(ร้อยเอ็ด) จำนวน 43 รายด้วย สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน www.esaanlandreformnews.com/ เป็นสื่อพลเมืององค์กรภาคประชาชนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ) ) จัดตั้งขึ้นมาเพื่อรับใช้ชุมชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผลกระทบเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน โดยมีบทบาทในการรายงานข่าว เผยแพร่ข้อมูล ตลอดจนการร่วมรณรงค์ จัดกิจกรรม และการประชุมกับหน่วยงานรัฐ หรือการยื่นหนังสือข้อเรียกร้องทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
โดยเฉพาะ หลังจากรัฐบาลมีนโยบายทวงคืนผืนป่า ตามแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ฯ เมื่อปี พ.ศ.2557 ที่ผ่านมา นั้น ส่งผลให้หลายพื้นที่ทั่วภูมิภาคได้รับผลกระทบหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพื้นที่ของสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ได้รับผลกระทบและถูกดำเนินคดีความเพิ่มมากขึ้น เนื้อหาส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องปัญหาของชุมชน เป็นเรื่องนโยบายรัฐด้านการจัดการทรัพยากร หรือข้อกฎหมายที่ไม่สอดคล้องต่อความไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน
ทุกๆข่าวในรอบหนึ่งปี จะทำการคัดเลือกนำมาเป็นการรายงานข่าวเด่นในรอบปี จำนวน 5 เรื่อง เป็นการส่งท้ายปี 2559 เข้าสู่ปีใหม่ 2560 เพื่อสะท้อนให้สังคมได้รับรู้ เข้าใจในอีกมุมหนึ่งที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบ และเพื่อให้เป็นแนวทางไปสู่การร่วมกันแก้ไขปัญหาให้เกิดความปกติสุขต่อวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชน เป็นการต่อไป ตามลำดับ ดังนี้
1. แกนนำนักต่อสู้สิทธิที่ดินทำกิน หายไปอย่างไร้ร่องรอย คาดว่าถูกบังคับให้สูญหายหลังเทศกาลสงกรานต์ ข้ามผ่านไปเพียงคืนเดียว เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ต้องสูญเสียสมาชิกระดับแกนนำชุมชน หลังจากได้รับแจ้งว่า นายเด่น คำแหล้ อายุ 65 ปี หรือพ่อเด่น (ประธานโฉนดชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ) หายตัวไปในป่าที่เขาคุ้นเคย หลังจากเข้าไปหาหน่อไม้ในบริเวณสวนป่าโคกยาว พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนามรอยต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ปัจจุบันเป็นเวลา 9 เดือนกว่า ยังไม่พบร่องรอย หรือเบาะแสที่จะเชื่อมโยงได้ว่า พ่อเด่นหายไปไหน
นางสุภาพ คำแหล้ ผู้เป็นภรรยา เล่าให้ฟังว่า เช้าวันที่ 16 เมษายน 2559 ก่อนที่พ่อเด่นจะออกไปหาหน่อไม้ ได้บอกให้ขุดดินเตรียมพื้นที่ไว้ปลูกหวาย เพราะจะไปหาหวายมาด้วย จากนั้นพ่อเด่นก็หยิบย่ามถุงปุ๋ยสะพายขึ้นหัวไหล่เดินออกไปหาของป่า โดยจะพกข้าวเหนียว 1 กำปั้น ขวดน้ำ และมีดสั้น 1 เล่ม โดยมีสุนัข 2 ตัว ตามไปด้วย เป็นปกติทุกครั้ง
ทุกครั้งที่เข้าไปหาของป่า พ่อเด่นจะกลับมาประมาณบ่ายสาม เพื่อเตรียมของที่หามาได้ เช่น หน่อไม้ เห็ด และผักพื้นบ้านต่างๆ พาแม่ภาพขึ้นซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ขับไปวางขายที่ตลาดทุ่งลุยลาย แต่ช่วงบ่ายวันนั้นมีสุนัขเพียงตัวเดียวที่วิ่งกลับมาเพื่อให้นมลูกตามปกติทุกวัน เวลาผ่านมาถึงประมาณห้าโมงเย็น ด้วยความกังวลใจ แม่ภาพจึงเดินออกไปหา พร้อมทั้งตะโกนเรียกไปตลอดทาง ด้วยความหวังที่จะได้ จนฟ้าใกล้จะมืดแล้ว แม่ภาพจำต้องเดินกลับมาบ้านด้วยความผิดหวัง
ในวันเดียวกัน ประมาณ 3 – 4 ทุ่ม สุนัขอีกตัว ชื่อเติ่ง เดินกลับมาถึงที่บ้าน พร้อมกับมีอาการตื่นตระหนก ตกใจหวาดกลัว คล้ายกับว่าเพิ่งผ่านเหตุการณ์ร้ายๆบางอย่างมา ความผิดปกติของสามีที่ยังไม่กลับมา จึงเริ่มชัดเจนมากขึ้น “พ่อเด่น หายไปไหน”
เช้าวันที่ 17 เม.ย.ปฏิบัติการตามหาไปทั่วผืนป่าได้เริ่มขึ้น พร้อมทั้งได้ไปแจ้งต่อ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเดินทางไปแจ้งความคนหายที่สถานีตำรวจห้วยยาง ต.ห้วยยาง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ
การค้นหาเป็นไปอย่างต่อเนื่องทุกวัน โดยมีหลายบุคคล และหลายองค์กรเข้าร่วม อาทิ เครือข่ายภาคประชาชน องค์กรสิทธิมนุษยชน นักศึกษา นักวิชาการ และสื่อมวลชนหลายสำนักร่วมลงพื้นที่ทำข่าวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง มาร่วมติดตามและสืบสอบสวนการหายตัว
ตลอดการติดตามค้นหาต่างเฝ้าหวังทุกเวลา ที่จะได้พบเจอ จนถึงปัจจุบันยังไม่ทราบชะตากรรม หรือยังไม่พบร่องรอยว่ามีชีวิตอยู่หรือไม่ แม้กระทั่งการพบวัตถุพยานต่างๆ ก็ยังไม่เป็นเบาะแสสำคัญในการที่จะเชื่อมโยงไปสู่การติดตาม เช่น หลังจากค้นหามาได้ 5 วัน ได้พบร่องรอยการลากถูไปตามพื้นดิน จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยยาง ลงตรวจสอบพื้นที่ เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นรอยลื่นของเท้าคน แต่ทางทีมชาวบ้าน ยืนยันว่าเป็นรอยลากของหนักคล้ายลายนิ้วมือคน เข้าใจว่าถูกลากจากเชิงเขาลงมาลำน้ำพรม จึงได้ประสานทีมนักประดาน้ำระดมหาใต้ผืนน้ำ ไม่สามารถหาพบ แต่อย่างใด
ในวันที่ 6 พ.ค.59 พบกอไผ่ถูกไฟไหม้ 3 จุด ห่างจากด้านหลังหน่วยพิทักษ์ป่าหนองไรไก่ ประมาณ 50 เมตร จึงร่วมกันใช้ไม้เขี่ยบนกองขี้เถ้า พบวัตถุถูกเผาลักษณะคล้ายกระดูก และห่างไปยังทางลุ่มน้ำพรม ประมาณ 200 เมตร พบรอยไหม้แบบเดียวกัน จึงได้เดินทางนำวัตถุที่พบส่งมอบสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นกระดูกมนุษย์หรือไม่ นอกจากนี้พิสูจน์หลักฐานทั้งสองหน่วยงาน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดรอยไหม้ ผลการตรวจพิสูจน์ ไม่ใช่เป็นเถ้ากระดูกของมนุษย์แต่อย่างใด
จากนั้นได้นำสุขนัขชื่อเติ๋ง ไปยังอาคารคณะสัตวแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้ตรวจร่องรอยใบหู และอาการบาดเจ็บฟกซ้ำตามลำตัว แพทย์ ได้นำสุนัขเข้าห้องเอ๊กซ์เรย์ ผลการตรวจไม่มีลักษณะรอยกระสุนปืน และรอยบาดแผลที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเชื้อรา ส่วนรอยแผลบริเวณใบหูเกิดจากการถูกทำร้ายโดยสัตว์ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสัตว์ชนิดใด
ความหวังกับภารกิจการตามหาเริ่มผุดขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 แม่ภาพ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ท. ทวิชชาติ พละศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เพื่อขอให้เร่งรัดการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีการหายตัวไป กระทั่งวันที่ 1 ส.ค.2559 การค้นหาครั้งนี้จึงประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดชัยภูมิ(กกล.รส.จว.ชย.) เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองท้องถิ่น และหน่วยกู้ภัยคุณธรรมเต๊กก่าคอนสาร กู้ภัยชุมแพจีแชเกาะ เป็นต้น
โดยมีชาวบ้านชุมชนโคกยาวนำทางเพื่อชี้เป้าแต่ละจุดที่สงสัยและจุดที่ยังค้นหาไม่ทั่วถึง จนได้พบเพิ่มเติม เช่น ท่อนกระดูก ปลอกกระสุน และผ้าขาวม้า เกาะติดกับรากไม้ฝั่งลำน้ำพรม โดยแม่ภาพ ยืนยันว่าผ้าขาวม้าเป็นของสามี เพราะทอเองกับมือ และสามีจะพกไว้เพื่อผูกมัดกับปลายถุงปุ๋ยใช้สะพายแบกหลัง ทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตำรวจชัยภูมิ ได้เก็บหลักฐานทั้งหมดเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจได้รับแจ้งในวันที่ 5 ก.ย.2559 ว่า เศษผ้าข้าวม้า ตรวจไม่พบคราบโลหิต
เมื่อผลการตรวจสอบจากเบาะแสที่พบไม่สามารถเชื่อมโยงสู่การการหายตัวไปอย่างปริศนา อย่างไรก็ตามแม่ภาพ ยืนยันว่า ยังไม่ล้มเลิกการติดตาม เพราะหวังที่จะคลี่คลายปมนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะเจอในสภาพใดก็ตาม เพราะการรอคอย โดยที่ไม่พบเบาะแสอะไรเลย มันทรมานมากกว่า
จากกรณีที่เกิดขึ้นวิเคราะห์กันว่า อาจมาจากการบังคับให้สูญหาย หรือถูกอุ้มหาย เพราะโดยส่วนตัวของนายเด่น เป็นคนแข็งแรงไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ และไม่มีความขัดแย้งกับใคร จากการค้นหาก็ไม่พบร่องรอยที่อาจถูกสัตว์ทำร้าย ส่วนการหลงป่าไม่มีความเป็นไปได้ เพราะพ่อเด่นเป็นสหายเก่า อยู่ในป่าแห่งนี้มาแต่ปี 2512
จึงถือเป็นบทพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่ในการแกะรอยเพื่อไขปริศนาให้ได้ว่า การหายตัวไปของแกนนำนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน เป็นการถูกบังคับให้สูญหาย ด้วยน้ำมือมนุษย์ ตามที่ผู้เดือดร้อน รวมทั้งสังคมทั่วไปตั้งข้อสังเกตหรือไม่
ภายใต้บรรยากาศที่สุ่มเสี่ยง ไร้หลักประกันของชุมชนโคกยาว ความพยายามในการผลักดันชาวบ้านออกจากพื้นที่มีมานับแต่ปี 2528 กรมป่าไม้ได้มีโครงการปลูกป่าโดยการนำต้นยูคาฯ เข้ามาปลูกทับที่ทำกินและขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ และในช่วงปี 2548 นายเด่น และสมาชิกชุมชนโคกยาวได้กลับเข้ามายังที่ดินทำกินเดิม และร่วมต่อสู้เรียกร้องให้รัฐดำเนินการแก้ไขปัญหา
กระทั่งวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังกว่า 200 นาย เข้ามาปิดล้อมและควบคุมตัวไปสถานีตำรวจภูธรห้วยยาง ดำเนินคดีชาวบ้านข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม จำนวน 10 ราย นายเด่นเป็นจำเลยที่ 1 นางสุภาพ เป็นจำเลยที่ 4 คดีอยู่ในระหว่างชั้นกีฏา
ในปี 2557 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้ามาปิดประกาศคำสั่ง คสช.64/57 ตามนโยบายทวงคืนผืนป่า และวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้ามาปิดประกาศไล่รื้อชุมชนออกจากพื้นที่อีกรอบ พ่อเด่น เป็นแกนนำชุมชน เข้ายื่นหนังสือชี้แจงและเข้าร่วมเจรจากับหน่วยงานภาครัฐให้ ชะลอการไล่รื้อจนกว่าจะมีกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง
ในระหว่างการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ชุมชนอยู่ในที่ทำกินได้ตามปกติสุข กระทั่ง 16 เมษายน 2559 พ่อเด่น ได้เข้าเก็บหาของป่าตามวิถีปกติ นับ จากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่มีผู้ใดพบเห็น แม้แต่ร่องรอยก็ไม่ปรากฏ “พ่อเด่น หายไปไหน” !!!
2 ทหารเข้ามาหาชาวบ้านซำผักหนาม บนพื้นที่พิพาทอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน นำมาสู่การฟ้องหมิ่นประมาทผู้รายงานข่าวและแหล่งข่าวกรณีทหารฟ้องหมิ่นประมาท สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 และวันที่ 5 ส.ค. 2559 เจ้าหน้าที่อุทยานฯ และเจ้าหน้าที่ทหาร เข้ามาบ้านเลขที่ 488 หมู่ 11 ต.นาหนองทุ่ม อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น เป็นบ้านของนางบุญรอด แก้วสิงห์ อายุ 60 ปี มารดาของนายเจด็จ แก้วสิงห์ นายศรายุทธจึงได้สอบถามนายเจด็จ ได้ทราบว่า เจ้าหน้าที่ต้องการพบกับนายเจด็จ เนื่องจากทำให้ทหารเกิดความเสียหาย โดยอ้างว่าได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2559 ประมาณ 21.30 น. ที่มีทหารจำนวน 3 นาย แต่งชุดในเครื่องแบบครึ่งค่อน พร้อมพกอาวุธปืน เข้าไปพบแกนนำชุมชนหนองจาน ในยามวิกาล เพื่อสอบถามข้อมูลในพื้นที่ และได้เชิญแกนนำชุมชนไปร่วมดื่มน้ำเย็น ในค่ายทหาร
ได้มีการรายงานข่าวตามสถานการณ์ และการที่ทหารเข้ามาหาที่บ้าน เป็นเหตุให้แม่ของนายเจด็จ เกิดอาการเครียด กินข้าวไม่ได้ นอนไม่ค่อยหลับ ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นการข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว
จึงเป็นที่มาของการแจ้งความนายศรายุทธ ฤทธิพิณ (สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน) ผู้ต้องหาที่ 1 และนายเจด็จ แก้วสิงห์ (ชาวบ้านซำผักหนาม) ผู้ต้องหาที่ 2 ในข้อหา “ร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือข้อมูลอันเป็นเท็จ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน”
ทั้งนี้ หมายเรียกฟ้องร้องลงวันที่ 3 ตุลาคม 2559 ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรชุมแพ จ.ขอนแก่น ในวันที่ 25 ตุลาคม 2559 แต่ผู้ถูกกล่าวหาเพิ่งได้รับหมายเรียกในวันที่ 17 ตุลาคม 2559 เนื่องจากเวลาที่กระชั้นชิดเพียงประมาณ 1 สัปดาห์ สำหรับเตรียมการไปรับฟังข้อกล่าวหา และต้องใช้เวลาเตรียมเอกสารและปรึกษาหาถึงมูลเหตุที่ถูกตั้งข้อหา จึงได้ขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 25 พฤศจิกายน ต่อมาได้ขอเลื่อนไปวันที่ 12 ธันวาคม 2559
ระหว่างการขอเลื่อนวันรับทราบข้อกล่าวหา ผู้ถูกข้อหาทั้งสองได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนางอังคณา นีละไพจิตร ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรียกร้องให้ประสานงานรัฐบาล เพื่อขอให้ยุติการคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และเคารพสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย และยุติการดำเนินคดี โดยการถอนแจ้งความ
วันที่ 9 ธันวาคม 2559 ได้มีการการพูดคุยทำความเข้าใจระหว่างชาวบ้านกับตัวแทนของทหารกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 8 อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น จนนำมาสู่การถอนฟ้อง โดยนายทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 8 ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรชุมแพ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2559 และขอถอนคำร้องทุกข์
นอกจากนี้ ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและการเมือง ได้มีการเชิญให้พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจชุมแพมาให้ข้อมูลในวันที่ 19 ธันวาคม 2559 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รายงานความคืบหน้าว่าได้มีการดำเนินการถอนร้องทุกข์โดยผู้กล่าวหาแล้ว และจะเร่งดำเนินการทำหนังสือแจ้งต่อผู้ถูกกล่าวหาต่อไปว่าไม่มีความจำเป็นในการดำเนินคดีต่อไป
เดิม เมื่อปี 2533 ชุมชนหนองจาน และบ้านซำผักหนาม อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น เป็นหนึ่งในหลายพื้นที่ภาคอีสาน ที่ได้รับผลกระทบถูกอพยพออกจากที่ดินทำกิน ตามโครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้ (คจก) ต่อมาได้ร่วมกับพี่น้องเครือข่ายภาคอีสาน เพื่อคัดค้านให้ ยกเลิกโครงการ คจก. เมื่อรัฐบาลได้ยุติโครงการ ชาวบ้านชุมชนหนองจาน และบ้านซำผักหนาม ได้กลับเข้ามายังที่ทำกินเดิม ปรากฏว่าได้ถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ขั้นมานับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2535
ชาวบ้านได้ร่วมกันผลักดันหาแนวทางแก้ไขปัญหา จนนำไปสู่การทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ในโครงการจอมป่า ส่งผลให้ลดปัญหาข้อพิพาทในเรื่องที่ดินทำกินระหว่างรัฐและชาวบ้านได้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมการบริหารจัดการป่าและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่า และร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ อย่างยั่งยืน
ภายหลังรัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายทวงคืนผืนป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ตามเป้าหมาย 40 % ทั่วประเทศ ส่งผลให้ข้อพิพาทเกิดขึ้นมาอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2558 อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน มีหนังสือแจ้งว่าจะลงสำรวจพิสูจน์สิทธิ์ ตามมติ ครม.30 มิ.ย.41 ซึ่งนโยบายนี้ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน ตัวแทนชุมชนจึงได้เดินทางเข้าร่วมพูดคุยกับนายอำเภอชุมแพ และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน เนื่องจากเอกสารการสำรวจสิทธิ์ ไม่มีความชัดเจนว่าจะสำรวจไปเพื่ออะไร และหากจะทำการสำรวจต้องประชุมร่วมกันหลายฝ่าย โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้าน และคณะกรรมการจอมป่า เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อทำความเข้าใจ และมีมติร่วมกันว่าควรจะมีการสำรวจหรือไม่ เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชุมชน
และในวันที่ 7 ส.ค.2558 เข้ายื่นหนังสือที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดขอนแก่น เพื่อให้ยกเลิกการพิสูจน์สิทธิ์ โดยมีตัวแทนจากศูนย์ดำรงธรรมขอนแก่น ตัวแทนสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) ปลัดอาวุโสอำเภอภูผาม่าน เข้าร่วมเจรจา ได้ข้อยุติว่า จะไม่มีการลงสำรวจสิทธิ์แต่อย่างใด จนกว่าจะได้มีการหารือร่วมกัน อย่างไรก็ตามกระแสที่เจ้าหน้าที่พยายามหาวิธีการลงพิสูจน์สิทธิ์ก็ยังไม่มาอย่างต่อเนื่อง
3. จากการถูกหลอกและบังคับให้เซ็นเอกสารขอคืนพื้นที่ มาสู่การถูกดำเนินคดีบุกรุกอุทยานแห่งชาติไทรทองสืบเนื่องจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติไทรทองทับที่ดินทำกิน ในพื้นที่ ต.ห้วยแย้ ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ต่อมารัฐบาลมีนโยบายทวงคืนผืนป่า ตามแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ฯ เมื่อปี พ.ศ. 2557 ที่ผ่านมา นั้น ได้สร้างผลกระทบต่อชาวบ้านที่อาศัยทำกินในพื้นที่ โดยมีลักษณะปัญหาที่ได้รับผลกระทบได้แก่ การตัดฟันทำลายผลอาสิน การข่มขู่ คุกคาม ห้ามมิให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ทำกิน การบังคับให้ชาวบ้านเซ็นยินยอมออกจากพื้นที่ เช่น กรณี นางสุดี เนาว์โอโล ชาวบ้านซับหวาย ม.7 ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.57 เจ้าหน้าที่เข้ามาขอคืนผืนป่า ตามพื้นที่ล่อแหลม พื้นที่ลาดชัน โดยบอกว่าจะนำไปฟื้นฟูป่า จึงตัดสินใจคืนให้จำนวน 3 ไร่ จากนั้นส่วนที่เหลือให้ทำกินได้ต่อไป และบอกอีกว่าจะมอบใบประกาศดีเด่นในการคืนพื้นที่ให้
ประมาณหนึ่งอีกเดือน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เข้ามาขอคืนพื้นที่อีก ครั้งนี้นางสุดีไม่ยอมคืนให้ เพราะถ้าคืนให้ก็จะไม่มีที่ทำกิน จนได้รับการถูกข่มขู่ว่า จะมีหมายศาลเข้ามาจับกุมดำเนินคดี ด้วยความจะถูกจับกุม และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงยอมเซ็นให้ไปบางส่วน
ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ม.ค.59 เจ้าหน้าที่เข้ามาเป็นครั้งที่ 3 อ้างว่าได้รับคำสั่งให้ทุกคนรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ออกไปให้หมดภายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ หากใไม่ยอมออกจากพื้นที่จะบังคับให้ออกไปให้หมด ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้หลอกเอาเอกสารอ้างว่ามีรายชื่อของผู้ยินยอมออกจากพื้นที่หมดแล้ว เหลือแต่ตนคนเดียว จากนั้นก็ถูกบังคับให้เซ็นเอกสาร ส่งผลให้ในปัจจุบันนางสุดี กลายเป็นคนไร้ที่ทำกิน
กรณีที่เกิดขึ้น มีชาวบ้านหลายรายถูกข่มขู่ ในลักษณะเดียวกัน โดยใช้วิธีการเข้าไปหาชาวบ้านตามไร่นาที่อยู่เพียงลำพังทีละคน เมื่อผู้เดือดร้อนได้รับผลกระทบหนักขึ้นจึงได้รวมกลุ่มกันเดินทางเข้ายื่นหนังสือเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งพิจารณาแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยมีข้อเสนอเพื่อให้ผู้มีอำนาจพิจารณา ดังนี้
1. ให้ยกเลิกแผนการทวงคืนผืนป่าในพื้นที่พิพาทอุทยานแห่งชาติไทรทอง ต.ห้วยแย้ ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ 2. ให้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างชาวบ้านผู้เดือดร้อน กับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือครองทำประโยชน์ที่ดิน โดยมีสัดส่วนของราษฏรที่เดือดร้อนในจำนวนที่เท่ากัน ทั้งนี้ ไม่ให้มีการดำเนินการตามนัยมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน 2541 และ 3.ในระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหา ให้ยุติการดำเนินการใดๆที่ส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนต่อราษฎรในพื้นที่ และผ่อนผันให้สามารถทำประโยชน์ตามปกติสุข
เริ่มจากเมื่อวันที่ 8 มี.ค.59 ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) บริเวณฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี โดยนายพันธ์ศักดิ์ เจริญ (ผู้อำนวยการสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี) เป็นผู้รับหนังสือ และเดินทางไปยื่นหนังสือที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
จากนั้นในวันที่ 9 มี.ค. 59 เดินทางเข้าพบนายฐากร สัตศตพร (ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์เขต 7 นครราชสีมา) และเดินทางต่อไปยังศาลากลางจังหวัด เพื่อเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิโดย พันโทวสุธา ฤกษ์จำนงค์ (นายทหารปฏิบัติการ) ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยภูมิ เป็นตัวแทนมารับหนังสือ และวันที่ 14 มี.ค.2559 เข้ายื่นหนังสือที่กองบัญชาการกองทัพภาคสองที่ 2 (ค่ายสุรนารี นครราชสีมา) โดย พ.ต.วรินทร แสงวิลัย (นายทหารปฏิบัติการศูนย์ประชาสัมพันธ์รับเรื่องร้องทุกข์ เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ
ท้ายที่สุดในระหว่างการยื่นหนังสือเพื่อให้มีกระบวนการแก้ไขปัญหา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรทอง มีหนังสือ ทส.0917.513 ลงวันที่ 1 เม.ย.59 แจ้งให้ออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 30 เมษายน 2559 และจะไม่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแก่อย่างใด
หากดำเนินการขับไล่ตามหนังสือคำสั่งดังกล่าว จะทำให้ชาวบ้านกว่า 800 ครอบครัว ไร้ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ดังนั้น ตัวแทนชาวบ้านผู้เดือดร้อน จึงเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ยุติการดำเนินการใดๆที่ส่งผลต่อความสุขของประชาชน ตามหนังสือที่ชาวบ้านยื่นเรียกร้อง โดยด่วน และเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 59 ตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วมประชุมกับรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ประธานที่ประชุม) พร้อมตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับชาวบ้านผู้เดือดร้อนกรณีอุทยานแห่งชาติไทรทอง ปิดประกาศขับไล่ให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ ตามหนังสือ ทส 0917.513 ลงวันที่ 1 เมษายน 2559
จากที่ผู้เดือดร้อน ต่างร่วมเดินทางไปยื่นหนังสือเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง พร้อมทั้งได้เข้าประชุมให้ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ชาวบ้านถูกกระทำจากอำนาจรัฐ กระทั่งเมื่อวันที่ 31มีนาคม 2559 จังหวัดได้เชิญชาวบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยมีนายนิพนธ์ สาธิสมิตพงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็นประธาน เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้เกิดความเป็นธรรม และมีข้อเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างชาวบ้านผู้เดือดร้อนกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือครองทำประโยชน์ที่ดิน และในระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหา ให้ชาวบ้านเข้าใช้ประโยชน์ได้ตามปกติสุข
ที่สุดชาวบ้านต่างเริ่มถูกดำเนินคดี
โดย เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2559 พนักงานสอบสวนเวรสถานีตำรวจภูธรวังตะเฆ่ มีหมายเรียกให้ 3 แม่ลูก เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อหาตามที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง แจ้งข้อหาร่วมกันบุกรุกเขตพื้นที่อุทยาน ตาม พรบ.ป่าไม้ ต่อมาชาวบ้านถูกแจ้งหาตามมาเรื่อยๆ ถึงปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 15 ราย และมีแนวโน้มที่จะแจ้งความดำเนินขึ้นคดีมากขึ้นเรื่อยๆ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2559 ตัวแทนชาวบ้านเข้ายื่นหนังสือต่อประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (คุณอังคณา นีละไพจิตร) ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อร้องเรียนการถูกข่มขู่ คุกคาม และขอให้ ประสานงานต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือครองทำประโยชน์ที่ดิน และยุติการดำเนินคดีต่อชาวบ้านที่เดือดร้อน แต่การมายื่นหนังสือทั้งนี้ประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมือง ติดภารกิจต่างจังหวัด จึงได้เข้ายื่นหนังสือรับเรื่องร้องเรียนต่อผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รับเรื่องประสานต่อไปยังท่านประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมือง เป็นการต่อไป
4. จากการถูกให้เซ็นเอกสารออกจากที่ทำกิน ปัจจุบันชาวบ้านถูกดำเนินคดีบุกรุกที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิม(ร้อยเอ็ด) จำนวน 43 รายมูลเหตุการณ์ดำเนินคดีชาวบ้านจำนวน 43 ราย ข้อหาบุกรุกที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิม อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2558 เจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครอง สนธิกำลังเข้ามาตรวจสอบพื้นที่สาธารณะประโยชน์โคกหนองสิม จากนั้นได้กลับเข้ามาจัดเวทีรับฟังข้อมูลในหมู่บ้าน โดยชาวบ้านร่วมชี้แจงในเวทีว่า มูลเหตุปัญหาที่กลายมาเป็นพื้นที่พิพาท เกิดขึ้นเมื่อปี 2519 เจ้าพนักงานที่ดินสาขาเกษตรวิสัย ร่วมกับเทศบาลตำบลโพนสูง เข้ามารังวัด พร้อมกับปักแนวเขตที่สาธารณะประโยชน์โคกหนองสิม เพื่อดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ปรากฎว่าได้ปักแนวเขตทับซ้อนที่ทำกินชาวบ้าน จึงได้ร่วมเรียกร้องในสิทธิที่ดินทำกิน ปัจจุบันปัจจุบันอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา ตามที่จังหวัดร้อยเอ็ดมีหนังสือที่ รอ 0019/10569 และหนังสือ ที่ รอ 0019/10570 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2550 เรื่องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับที่ดินสาธารณประโยชน์“โคกหนองสิม” โดยให้ชะลอการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่มีการคัดค้านไว้ก่อน
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่แจ้งให้ชาวบ้านไปลงชื่อที่เทศบาลตำบลโพนสูง แจ้งความประสงค์เพื่อยืนยันการยอมออกจากพื้นที่ หากไม่ปฎิบัติตาม จะเข้ามาดำเนินการอพยพออกเอง และจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด แต่ชาวบ้านต่างไม่ไปร่วมลงชื่อ
ต่อมาในวันที่17 ก.พ.2558 ตัวแทนผู้เดือดร้อนเข้ายื่นหนังสือเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเข้าประชุมร่วมกันระหว่างขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ.) กับหน่วยงานรัฐ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน หลังจากสำนักงานสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี ได้ส่งหนังสือถึงเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและจังหวัดร้อยเอ็ด ตามหนังสือที่ นร.0105.04/1697 เรื่องขอความร่วมมือชะลอการดำเนินการใดๆ ที่อาจเป็นมูลเหตุให้เกิดความเดือดร้อนต่อการดำเนินชีวิตตามปกติสุขของประชาชนและให้สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินไปพลางก่อน จนกว่ากระบวนการแก้ไขจะมีผลเป็นที่ยุติ
แต่ในทางปฏิบัติเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย.2558 เทศบาลตำบลโพนสูง ได้ยื่นฟ้องคดีความชาวบ้านดอนดู่ และชาวบ้านโคกทม ต.สระบัว อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด จำนวน 43 ราย ข้อหาบุกรุกที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิม อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด
ปัจจุบันศาลจังหวัดร้อยเอ็ดได้นัดสืบพยานโจทก์ไปแล้วในวันที่ 13 - 15 ธันวาคม 2559 และนัดสืบพยานจำเลยไปแล้วในวันที่ 16 และในวันที่ 20 - 23 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดนัดสืบพยานอีกในเดือนมกราคม และเดือนกุมภาพันธุ์ 2560
สรุปปัญหาการต่อสู้เรื่องสิทธิทำกินในพื้นที่พิพาทที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยเฉพาะ ภายหลังจากรัฐบาลมีนโยบายทวงคืนผืนป่า ตามแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ฯ เมื่อปี พ.ศ.2557 ที่ผ่านมา ได้มีการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ)
ทั้งในเรื่องขอให้ภาครัฐพิจารณาทบทวนการดำเนินการตามแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน คำสั่ง คสช. ที่ 64,66/2557 และกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ตามมติ ค.ร.ม. 30 มิถุนายน 2541 และการดำเนินงานโฉนดชุมชนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 โดยตัวแทน พีมูฟ ขอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการนำพื้นที่จัดทำโฉนดชุมชน กรณีพื้นที่ที่มีการตรวจสอบร่วมกันระหว่างประชาชนและภาครัฐ เพื่อจัดเป็นที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยแบบแปลงรวม
แต่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งถือว่าเป็นความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ ส่งผลกระทบต่อการถือครองที่ดินกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พิพาทใน นำมาสู่การถูกดำเนินคดี โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งที่ชาวบ้านถือครองการใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินมาก่อนการประกาศเป็นพื้นที่ป่า
แน่นอนว่า หากกระบวนการแก้ไขในระดับนโยบายล่าช้า ผลกระทบดังกล่าว จะนำมาสู่ความเดือดร้อนกับประชาชนจำนวนมากขี้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงในการถือครองทำประโยชน์ที่ดิน
รายงานโดย ศรายุทธ ฤทธิพิณ สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน





