ข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยว และรายได้ จากการบันทึกข้อมูลของชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภูป่าเปาะระบุว่า ในปี 2559 มีนักท่องเที่ยวมาขึ้นภูป่าเปาะรวมทั้งสิ้นจำนวน 85,501 คน มีเงินรายได้จากการจัดเก็บค่าบริการรถอีแต๊ก จำนวน 5,130,060 บาท หักเข้ากองกลางชมรมฯ 20% คิดเป็นเงิน 1,026,012 บาท
มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนั้น นับเป็นผลตอบแทนจากการที่ชุมชนบ้านผาหวาย หมู่ 3 ตำบลปวนพุ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย มองเห็นถึงคุณค่าจึงร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรในท้องถิ่น ผสานกับการจัดการโดยชุมชน ด้วยความรู้สึกป็นเจ้าของทรัพยากร และการหนุนเสริมจากหน่วยงาน ทำให้ภูเขาลูกหนึ่ง มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวขึ้นมาจนเป็นที่รู้จักทั้งชาวไทยและต่างประเทศ นำพารายได้ สร้างอาชีพ สร้างความภาคภูมิใจ และเป็นต้นทุนในการพัฒนาชุมชนได้เป็นอย่างดี
ภูป่าเปาะแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติโดยความร่วมมือร่วมใจของชุมชน
“ภูป่าเปาะ” เป็นชื่อเรียกที่มาจาก ภูเขาที่เต็มไปด้วยป่าไผ่ ซึ่งเป็นไผ่พันธุ์ที่เปาะ แตกง่าย ชาวบ้านจึงพากันเรียกภูเขาลูกนี้ว่าภูป่าเปาะ ด้วยความสูง 900 เมตร ทำให้มองเห็นทัศนียภาพได้ 360 องศา มีภูมิทัศน์ที่แปลกตาเป็นเอกลักษณ์ สามารถเห็นภูหลวง ภูกระดึง ภูผาม่าน ภูหินร่องกล้า และภูอื่นๆ ที่เป็นไฮไลท์นั่นก็คือ ภูหอ ภูเขาที่มีลักษณะคล้ายกับภูเขาไฟฟูจิประเทศญี่ปุ่น จึงมีการขนานนามกันภายหลังว่า “ฟูจิเมืองเลย”
ในอดีตภูป่าเปาะ ชาวบ้านพากันขึ้นไปทำไร่ เก็บหาของป่า ผู้ใหญ่บุญลือ พรมหาลา และคณะกรรมการหมู่บ้านผาหวาย ได้หารือกันและเห็นว่าที่นี่น่าจะทำเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชุมชน โดยนัดกันทุกวันพระชาวบ้านจะมาช่วยกันขึ้นไปพัฒนาภูป่าเปาะให้สวยงาม จะได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนชุมชนข้างเคียง ชาวบ้านจะได้มีรายได้เสริมเพิ่มขึ้น จึงช่วยกันปรับปรุงพื้นที่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความงามของธรรมชาติ สร้างระเบียง สร้างศาลา ปรับภูมิทัศน์ ปลูกต้นไม้ที่จุดชมวิวบนภูป่าเปาะ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน 4 จุด
โดยเริ่มเปิดการท่องเที่ยวในปี 2556 ช่วงแรกนักท่องเที่ยวยังเข้ามาไม่มากนัก แต่หลังจากที่มีสื่อนำเสนอข่าวมากขึ้น และมีการแชร์ การโพสต์ในเฟสบุ๊ค ก็ทำให้คนเริ่มรู้จักภูป่าเปาะมากขึ้นเรื่อยมา ด้วยความโดดเด่นของภูเขาที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ทุกทิศทาง บวกกับเสน่ห์ในการเดินทางขึ้นภูด้วยรถแต๊กๆ (รถไถนั่งขับ) ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนอย่างไม่ขาดสาย
ชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภูป่าเปาะ (องค์กรสวัสดิการชุมชน)
ชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภูป่าเปาะ (องค์กรสวัสดิการชุมน) ก่อตั้งเมื่อปี 2557 โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมชุมชน 2) เพื่ออนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามและภูมิปัญญาท้องถิ่น 3) เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารการท่องเที่ยวและแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยชุมชนอย่างยั่งยืน และ 4) เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับกลุ่มอาชีพ และบุคคลในชุมชนอย่างทั่วถึง
มีคณะกรรมการบริหารชมรมฯ 21 คน โดยนายอำเภอหนองหิน หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูค้อภูกระแต และผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านผาหวายเป็นประธานที่ปรึกษา ซึ่งจะมีการแบ่งงานกันทำ ในทุกกระบวนการทำงาน โดยจะแบ่งออกเป็นฝ่ายๆ เหรัญญิก ประชาสัมพันธ์ ฝ่ายรถนำเที่ยว ฝ่ายมัคคุเทศก์ ฝ่ายร้านค้า ฝ่ายดูแลศูนย์ และฝ่ายรักษาความสงบ
และเชื่อมโยงกระบวนการในการบริหารจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านผาหวาย ชุมชนใกล้เคียง กลุ่มร้านค้า กลุ่มรถนำเที่ยว และกลุ่มนำเที่ยว สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของในการบริหารจัดการท่องเที่ยวภูป่าเปาะ สร้างกิจการการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นฐานการพัฒนา เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกลุ่มอาชีพ กับชุมชน สู่การกำหนดวิสัยทัศน์ชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภูป่าเปาะ โดยกำหนดแผนปฏิบัติการ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร การปรับปรุงภูมิทัศน์โครงสร้างพื้นฐานแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนากลุ่มอาชีพ แหล่งเรียนรู้ รวมถึงการขยายแนวร่วมเครือข่ายความร่วมมือ
โกศัลย์ นามมะลิ เลขานุการ ชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภูป่าเปาะ (องค์กรสวัสดิการชุมชน) เล่าให้ฟังว่า ก่อนจะมาเป็นชมรมฯ ในปัจจุบัน เมื่อก่อนเริ่มจากตั้งกลุ่มวิสาหกิจ กลุ่มแรกกลุ่มอนุรักษ์ภูป่าเปาะ และกลุ่มท่องเที่ยวบ้านผาหวาย เป้าหมายของการรวมกลุ่มในตอนนั้น ก็เพื่อขอสินเชื่อจากธนาคารออมสิน มาปล่อยให้สมาชิกกู้ซื้อรถอีแต๊ก ไว้สำหรับนำมาประกอบกิจการรถนำเที่ยวขึ้นภูป่าเปาะ หลังจากนั้นทั้งสองกลุ่มจึงได้รวมกัน แล้วก่อตั้งเป็นชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภูป่าเปาะ การสมัครเป็นสมาชิกชมรม ต้องเสียค่าสมัครจำนวน 20 บาท เพื่อเป็นค่าเอกสาร และลงหุ้นคนละ 500 บาท ปัจจุบันมี 71 หุ้น และทุกวันพระจะนัดสมาชิกชมรมฯ มาช่วยกันพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ตัดหญ้า ปลูกต้นไม้ ดูแลซ่อมบำรุงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
สาเหตุที่เราตั้งชมรมเพราะเราต้องการการพึ่งพาตนเองของชมรม ตอนที่เป็นกลุ่มวิสาหกิจนั้น ไม่สามารถเขียนโครงการขอรับงบสนับสนุนเองได้โดยตรง จะทำโครงการของบจากหน่วยงานอื่นๆ จำเป็นต้องเสนอผ่านองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งมีข้อติดขัดบางประการ แต่การก่อตั้งชมรมได้ไปจดแจ้งรับรองเป็นองค์กรสวัสดิการชุมชน จากคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ เมื่อ 17 เมษายน 2558 ทำให้มีสถานะเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ สามารถดำเนินการต่างๆ ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น
เลขานุการชมรมฯ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการบริหารจัดการ เลขานุการชมรมฯ บอกว่า การท่องเที่ยวจังหวัดเลย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. และมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย มาช่วยเป็นพี่เลี้ยง ให้ความรู้ อบรมการทำแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวให้ รวมทั้งได้ไปศึกษาเรียนรู้การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ตำบลป่าบ่า อ.ภูเรือ จังหวัดเลย โดยเรียนรู้ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน แล้วนำมาปรับใช้ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การต้อนรับนักท่องเที่ยว การออกแบบจัดเตรียมสถานที่ รวมทั้งการบริหารจัดการ ที่เป็นการนำเอาอุปสรรคของที่ป่าบ่า มาแปรเป็นโอกาสของที่ภูป่าเปาะ เริ่มจากทำแผนการท่องเที่ยว ที่มีแผนบริหารจัดการ แผนการพัฒนาบุคคลากร แผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
รายได้หลักมาจากค่าให้บริการรถอีแต๊ก 20 % ของรายได้รวมค่าบริการรถอีแต๊กเข้ากองกลาง โดยจะแบ่งรายได้ 60% ไว้สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ซ่อมแซม ต่อเติมสถานที ปลูกต้นไม้ดอกไม้ และเป็นค่าตอบแทนรายปีของคณะกรรมการชมรม 20% ช่วยเหลือสวัสดิการหมู่บ้าน ทำบุญช่วยวัด กฐิน ผ้าป่า และสมทบในกิจกรรมของโรงเรียน 15 % และอีก 5% เป็นสวัสดิการสำหรับเรื่องอื่นๆ เช่น จังหวัดขอความร่วมมือมา หรือไว้สำหรับรับรองแขกเรื่อ
การเก็บค่าบริการ ผู้ใหญ่จะคิดราคาคนละ 60 บาท เด็กประถมถ้ามากับผู้ปกครองจะไม่คิดค่าบริการ ส่วนเด็กมัธยมคิดครึ่งราคา 30 บาท แต่ถ้าเป็นกลุ่มศึกษาดูงานที่มาเป็นคณะ เด็กประถมจะเก็บ 20 บาท มัธยมจะเก็บค่าบริการ 40 บาท นอกจากนั้น ชุมชนจะมีรายได้จากโฮมสเตย์ประมาณ 20 หลัง ที่คิดค่าบริการคนละ 350 บาท รวมอาหารเช้า-เย็น และรายได้จากร้านค้าชุมชนประมาณ 20 ร้าน ที่จำหน่ายและผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากชุมชน เช่น การแปรรูปไม้ไผ่ กะลา และสินค้าทางการเกษตรไว้จำหน่ายด้วย เลขานุการ กล่าว
รถแต๊กๆ เสน่ห์ของการขึ้นภู และช่องทางหลักในการสร้างเม็ดเงิน
ประหยัด หาระบุตร ประธานกลุ่มรถแต๊กๆ เล่าให้ฟังว่า กลุ่มรถอีแต๊กมีสมาชิกกลุ่ม 71 คน มีรถอีแต๊กให้บริการ 47 คัน เมื่อก่อนลองใช้รถไถนาเดินตาม แต่ขึ้นทางชันไม่ไหว จึงหันมาใช้รถไถนั่งขับ 14 แรงแทนและได้ออกแบบที่นั่ง จนในที่สุดก็ลงตัวในรูปแบบปัจจุบัน ที่นักท่องเที่ยวสามารถนั่งด้านหน้าได้ประมาณ 2 คน และด้านหลังประมาณ 4 – 6 ท่าน มีการร่วมกำหนดกฏระเบียบ-กติกาของสมาชิก โดยก่อนที่จะมาขับรถได้นั้นต้องผ่านการสอบ โดยให้ทดลองขับรถขึ้นภูป่าเปาะโดยจะมีกรรมการนั่งไปด้วย 2 ท่าน เพื่อประเมินว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ครั้งแรกถ้าไม่ได้ก็ให้ลองใหม่ บางคนต้องผ่านการทดสอบถึง 3 ครั้งจึงจะสอบผ่าน สามารถมาขับรถให้บริการได้ รวมถึงโชว์เฟอร์สำรองก็ต้องมาทดสอบขับด้วย
กฏสำคัญๆ ของกลุ่ม คือ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นเรื่องหลัก คนขับห้ามดื่มสุราในเวลาทำงาน ถ้าดื่มในเวลางานก็จะให้ออก และมีกติกาให้มาลงทะเบียนคิว ไม่เกินแปดโมงเช้า หากใครสายวันนั้นก็ให้หยุดวิ่ง โดยเที่ยวแรกจะให้บริการตั้งแต่ตี 5 เป็นต้นไป และจะวิ่งตามคิวที่ลงทะเบียนไว้ไล่เรียงลำดับกันไป
ในช่วงเย็นหลังปิดการให้บริการ จะมีการเคลียร์เงินในแต่ละวัน รายได้เฉลี่ยในวันปกติ ประมาณ 200 บาท สูงสุดประมาณ 4,000 บาท ในช่วงวันหยุดเทศกาล โดยนำรายได้ทั้งหมดหลังหักเข้าชมรมแล้ว 20 % มาหารเฉลี่ยในสัดส่วนเท่ากัน และเมื่อมีเศษ ก็จะปัดเข้ากองกลาง เพื่อเอามาเป็นทุนหมุนเวียน เช่นยางรั่ว รถเสีย สมาชิกก็สามารถยืนเงินกลุ่มเพื่อไปซ่อมบำรุงรถ เป็นเงินให้ยืมระยะสั้น จำนวนไม่มาก และปลอดดอกเบี้ย หรือสมาชิกจะยืมไปใช้หนี้ ธกส. ก็ได้ หรือนำไปจ่ายค่าน้ำมันในการปรับปรุงซ่อมแซมทาง ปัจจุบันมีเงินกองทุนที่เกิดจากการปัดเศษ ประมาณ 1 แสนกว่าบาท ปีนี้ก็จะลองปรึกษากับสมาชิกว่าจะทำอย่างไรกับเงินก้อนนี้ดี
น้าน้อย สิทธิผล ก้อมมณี สมาชิกกลุ่มรถแต๊กๆ ผู้เป็นเขยบ้านผาหวาย มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 2540 โดยปกติก็เป็นเกษตรกรทำไร่ทำนา ปลูกข้าวโพดหวาน มัน และทำสวนยางพารา หากไม่มีงานในไร่นาก็จะมาวิ่งรถทุกวัน ทุกเดือนจะมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 6,000-7,000 บาท น้าน้อยบอกว่า วันแรกที่มาวิ่งรถ รู้สึกใจหาย เพราะวันนั้นได้เงินอยู่ 5 บาท ลงทุนซื้อรถมือสอง แล้วมาต่อเติม รวมแล้วประมาณ 150,000 บาท มันจะคุ้มกับเงินที่เสียไปไหม น้าน้อยบอกความในใจวันนั้นให้ฟัง วันที่สองได้ 30 บาท จนวันที่ 4 ได้เงิน 500 บาท เริ่มรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย จนทุกวันนี้วิ่งรถทุกวันก็มีรายได้ทุกวันมากบ้างน้อยบ้าง ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาได้เงินวันเดียว 3,000 บาท แต่ก็วิ่งรับส่งนักท่องเที่ยวจนไม่ได้พักกินข้าว วันนั้นมีนักท่องเที่ยวกว่า 4 พันคน รถแต๊กๆ วิ่งกันจนวุ่น
น้าน้อยเล่าให้ฟังต่อว่า เริ่มเข้ามาช่วยทำเรื่องการท่องเที่ยวภูป่าเปาะ เมื่อประมาณปี 2550 ตอนนั้นมีโครงการ SML มาทำถนน ซื้อไม้ซื้อสังกะสี มาเริ่มต้นทำซุ้ม ในจุดชมวิวจุดต่างๆ ที่ตรงจุดที่ 4 จุดสูงสุด เมื่อก่อนก็มีซุ้ม ศาลาอยู่บนนั้น แต่มีไฟป่าเกิดขึ้นจึงไหม้ไป ก่อนหน้านี้ที่นี่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ตอนนั้นมีคนไปบอกรายการตลาดสดสนามเป้า เขาก็เข้ามาทำรายการ พอหลังจากออกอากาศก็เริ่มเป็นที่รู้จัก เพิ่งจะมาบูมมากๆ ในช่วง 2 ปีมานี้ ก่อนหน้าก็เปิดเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ ตอนนั้นรถที่ใช้วิ่งส่งนักท่องเที่ยวยังต้องแจกร่มให้นักท่องเที่ยวกางเอง ยังไม่ได้คิดรูปแบบการต่อเติมเหมือนในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรกษ์ภูป่าเปาะ จะมีรายได้หลักๆ มาจากทางเดียวนั้นก็คือค่าให้บริการรถอีแต๊ก 60 บาท ต่อคน แต่เริ่มมีการพัฒนาช่องทางที่จะดึงรายได้จากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากการทำเกษตร อย่างพี่โอด ทักษิณ นนทะลัย หนึ่งในผู้ให้บริการรถอีแต๊กภูป่าเปาะ ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ 1 ไร่ ตามคำแนะนำของเกษตรจังหวัด มาทำแปลงปลูกผักกางมุ้ง ปลูกองุ่นไร้เมล็ด สตอเบอรี่ เครปกูสเบอรี่ ไว้สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวได้แวะเยี่ยมชมแปลงเกษตร และซื้อผลผลิตโดยตรงจากไร่ เป็นการขยายสินค้าและบริการของการท่องเที่ยวในพื้นที่แห่งนี้เพิ่มเติม
โฮมสเตย์บ้านผาหวาย บริการด้วยใจ อบอวลด้วยความเป็นกันเอง
สำลี ศรีโจมรัก สมาชิกกลุ่มโฮมสเตย์ และกลุ่มร้านค้าชุมชน ให้ข้อมูลว่า ที่นี่มีโฮมสเตย์ อยู่ประมาณ 20 หลัง เวลามีนักท่องเที่ยวมาพัก จะใช้วิธีการหมุนเวียนกันไป เริ่มทำมาประมาณ 2 ปี ตอนที่เริ่มต้นมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฎเลย มาช่วยประเมินสภาพบ้าน อบรมให้ความรู้ และแนะนำการปรับปรุงตกแต่งบ้าน โดยจะเก็บค่าบริการ 350/คน ราคานี้รวมอาหารมื้อเย็น และเช้า หากมากางเต้นท์จะคิดหลังละ 150 บาท แต่บางครั้งก็แล้วแต่นักท่องเที่ยวเขาจะให้ บ้างมากัน 10 คนก็ให้ 500 บาท หรือบางครั้งมาเป็นกลุ่มศึกษาดูงาน 30 คน เขาก็ให้ 1,000 บาท ก็มี แต่ป้าก็เต็มใจช่วยเหลืออย่างเป็นกันเอง
ถ้านักท่องเที่ยวต้องการพักโฮมสเตย์ ก็ให้ติดต่อผ่านศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แล้วเขาจะแจ้งให้เจ้าของบ้านออกมารับพาเข้าที่พัก หากมาเป็นกลุ่มเป็นคณะ ในตอนเย็นบ้านโฮมสเตย์แต่ละหลังก็จะทำกับข้าวมาสู่กันกินที่ศูนย์ฯ พร้อมมีพิธีบายศรีสู่ขวัญต้อนรับ
ป้าสำลีบอกว่า ตั้งแต่ทำมาก็มีรายได้เพิ่มทุกเดือน มากบ้างน้อยบ้าง เมื่อรวมกับรายได้จากการเปิดร้านค้าขายของชำ ขายกับข้าว ทำให้มีรายได้ที่น่าพอใจ ยิ่งในช่วงเทศกาลจะขายของได้วันละประมาณ 1 หมื่นบาท วันปกติทั่วไปก็จะขายของได้ประมาณ 3 พันบาท ซึ่งร้านค้านั้นจะเสียภาษีร้านค้ากับทาง อบต. ปีละ 180 บาท ส่วนสถานที่ก็ไม่ได้เสียค่าเช่าอะไร เพราะชมรมขออนุญาติใช้ประโยชน์ที่สาธารณะของตำบล ซึ่งแต่เดิมที่แห่งนี้เป็นบ่อหินสัมปทาน
เจ้าบ้านน้อย มัคคุเทศก์ท้องถิ่น จิตอาสา
น้อย เธอจันทึก มัคคุเทศก์ท้องถิ่น เล่าให้ฟังว่า เจ้าบ้านน้อย หรือมัคคุเทศก์เป็นเรื่องของจิตอาสาได้รับการอบรมจาก อพท. งานนี้ไม่ได้มีรายได้ที่กำหนดชัดเจน รายได้จะมาจากการแบ่งสรรปันส่วนจากเงินค่าบริการรถอีแต๊ก ที่แบ่งให้ และส่วนหนึ่งก็มาจากการได้ทิปจากนักท่องเที่ยว ปัจจุบันมีคนที่ทำหน้าที่นี้ประมาณ 14 คน และมีการนำเด็กนักเรียนมาช่วยงานในช่วงวันหยุดด้วย ส่วนหน้าที่นั้นก็จะคอยทำความสะอาดศูนย์บริการฯ ดูแลต้อนรับนักท่องเที่ยว บรรยายทิวทัศน์พื้นที่ แนะนำสถานที่ รวมถึงการให้ข้อมูลต่างๆ
อย่างเรื่องตำนานนางผมหอม พี่น้อยเล่าให้ฟังว่า มีคำบอกเล่าต่อกันมาว่าที่ภูหอมีพญาช้างสาร วันหนึ่งมีหญิงสาวชาวบ้านพลัดหลงเข้าไปในป่า เพื่อประทังชีวิตจึงดื่มน้ำที่ขังในรอยเท้าพญาช้าง ทำให้เธอตั้งท้องขึ้นมาเอง และได้คลอดลูกสาวชื่อว่านางรุน ซึ่งมีผมที่หอมมาก ตอนเป็นเด็กถูกล้อว่าลูกไม่มีพ่อเมื่อโตขึ้นจึงออกตามหาพ่อในป่าจนได้พบกับพญาช้างในที่สุด ที่ผ่านมาพี่น้อยบอกว่า นอกจากจะบอกเล่าให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวกลุ่มต่างๆ แล้ว ตนยังได้รับความรู้จากนักท่องเที่ยวจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ภูป่าเปาะ นั้นครบองค์ประกอบของการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ทั้งด้านการมีทรัพยากรธรรมชาติที่โดดเด่น มีชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภูป่าเปาะเป็นกลไกในการทำงาน ที่สามารถเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการพัฒนาชุมชนโดยรวมได้ มีกฏกติกาในการบริหารจัดการที่ดี มีการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมทั้วถึง มีกองทุนที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ระหว่างชาวบ้านกับผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี นับเป็นการจัดการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม ที่จัดการโดยชุมชน เพื่อชุมชน โดยชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าของ มีสิทธิในการจัดการดูแลอย่างแท้จริง





