
เมื่อวันที่ วันที่ 16 มกราคม 25560สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคใต้ เปิดเวทีเรียนรู้ “การถอดบทเรียนจังหวัดยุทธศาสตร์ ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” กรณี จังหวัดพังงา “พังงาแห่งความสุข” และ จังหวัดสตูล “รักจังสตูล ”
บทเรียน “จังหวัดยุทธศาสตร์ ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” จ.สตูล :“รักจังสตูล-สมัชชาคนสตูล”
อ.ประยูร โขขัด และ นายอับดุลรอซัก เหมหวัง (บังศักดิ์) เล่าที่มาของความเป็นมาเป็นไปของคำว่า "รักจังสตูล" ซึ่งมาจากปี 2553 เริ่มมาจากการคิด แบบ "นินจา" ไม่มีรูป ไม่มีร่าง วัตถุประสงค์ แต่เกิดจากพลังหลักในการขับเคลื่อนสตูลอยู่อย่างเงียบ คือ ภาคส่วนหลักๆของประชาชนในสตูล โดยเริ่มจากขบวน NGOs สภาองค์กรชุมชน กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภค พอช. และกลุ่มสายงานด้านสุขภาพ ซึ่งมาร่วมกันขับเคลื่อนงานของประชาสังคม ทั้งนี้ที่มาของรักจังสตูล ได้มีการก่อตัวมาก่อนหน้านั้น คือ ได้มีการสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนงานในจังหวัดสตูลมาก่อนปี 2553 โดยมี พอช. สำนักงานภาคใต้ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่หลายคน ทั้งนายธีรพล สุวรรณรุ่งเรือง,นายสามารถ สุขบรรจง และนายสุวัฒน์ คงแป้น มากระตุ้นให้เกิดการรวมกลุ่มรวมตัว ซึ่งในขณะนั้นมีบริบทเงื่อนไขของเรื่องนโยบายการพัฒนาของรัฐ คือ การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ดังนั้น จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเกิด "รักจังสตูล"
เมื่อเริ่มมีขับเคลื่อนภายใต้ "รักจังสตูล" จึงเกิดเป็นพื้นที่กลางในการทำงานร่วมกันของคนทำงานในหลายประเด็นงานในจังหวัดสตูล ทั้งนี้ มีการสร้างเวทีกลาง/พื้นที่กลาง ภายใต้คำว่า "สมัชชา" ที่หลากหลายกลุ่ม ทั้งสมัชชาสุขภาพ สมัชชาเด็กและเยาวชน ดังนั้น กลุ่มคนทำงานที่ได้รวมตัวกัน จึงมองว่านอกจากการรวมกลุ่ม "รักจังสตูล"จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการทำงานร่วมกันของคนสตูลแล้ว น่าจะใช้กระบวนการสมัชชาเป็นเครื่องมือที่สำคัญด้วย จึงเกิดเป็นสมัชชาคนสตูล เกิดขึ้น และเกิดเวทีสมัชชา "รักจังคนสตูล" ครั้งแรกในปี 2555

ซึ่งในช่วงแรก เป้าหมายที่สำคัญของเวทีสมัชชา "รักจังคนสตูล" เป็นพื้นที่กลาง/เวทีกลางให้คนทำงานพัฒนาในประเด็นงานต่างๆ ในจังหวัดสตูล มาระดมความคิดและเสนอขอเสนอต่อหน่วยงานรัฐ โดยให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมาร่วมคิดและรับฟังข้อเสนอ กระทั่ง ในปี 2560 เกิดการตกผลึกเพื่อนำไปสู่การสร้างยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อน "รักจังสตูล"สู่จังหวัดจัดการตนเอง จึงเกิดแนวคิดเรื่อง "ลูกข่าง"(ลูกกะสิงห์)เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงไปสู่เป้าหมายในปี 2560 ทั้งนี้ มาจากคนทำงานภายใต้รักจังสตูล ได้ทบทวนการทำงานที่ผ่านมาและเรียนรู้จากการขับเคลื่อนของเพื่อนๆในขบวนองค์กรชุมชนในหลายจังหวัด โดยพื้นฐานในการวิเคราะห์แนวคิดที่สำคัญ คือ การวิเคราะห์ฐานกำลังที่สำคัญ หรือกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาในพื้นที่ คือ สภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ 1.) สภาฯ ที่พอช่วยตนเองได้ 2.) สภาที่สามารถดำเนินงานภายใต้ภารกิจ3.) สภาฯที่สามารถขับเคลื่อนงานและบูรณาการเชื่อมโยงกับหน่วยงานและภาคีต่างๆได้ และสามารถผลักดันข้อเสนอเชิงสาธารณะได้
ดังนั้น จากทฤษฎีลูกข่าง จึงนำไปสู่การสร้างกระบวนการที่จะนำไปสู่การสร้างพลังเพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยง โดยมอง "ลูกข่าง" คือ "รักจังสตูล" ให้มีแรงในการขับเคลื่อนงานพัฒนาในพื้นที่ได้ แต่ทั้งนี้ พลังดังกล่าวต้องมาจากการรวมพลังจากภาคีหลายภาคส่วน ดังนั้น ในปี 2560 จึงมีกระบวนการทำงานที่สำคัญในการดึงภาคี ที่หลากหลายเข้ามา อาทิ ภาคีเยาวชน ภาคีวิชาการ และการสร้างแรงจูงใจ ให้กับกลุ่มคนทำงาน/ผู้นำ ตลอดจนประชาชน แถวสอง และแถวสาม นั้นคือ กลุ่ม/องค์กร และประชาชนในพื้นที่ให้ตื่นตัว ต่อบริบทการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ (สังคมสตูล) เพื่อให้คนในทุกถิ่นทุกกลุ่ม มีความตระหนักต่อการพัฒนาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น ในกรณีนโยบายการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก บังศักดิ์ กล่าวว่า การทำงานที่สำคัญที่ผ่านมาคือ "การทำให้คนตกใจ จากท่าเรือน้ำลึก จึงนำไปสู่การรวมตัว จนเกิดเป็นรักจังสตูล และเกิดเวทีในการเรียนรู้ร่วมกัน ผ่าน "สมัชชาคนสตูล" เพื่อไปสู่ท้องถิ่นที่จัดการตนเองได้ อย่างไรก็ตาม องค์กรภาคีต่างๆที่ "รักจังสตูล" จะประสานมาร่วมพลังนั้น อาจไม่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบวนองค์กร "รักจังสตูล" แต่เป็นการหาเพื่อน เพื่อมาเติมเต็มในการทำงานต่อไป เช่น ภาคีวิชาการ ที่มีข้อมูลในการการศึกษาวิจัย เรื่องจังหวัดจัดการตนเอง" ซึ่งสามารถนำข้อมูลไปใช้สู่การขับเคลื่อนงานสู่เป้าหมายได้อีกทางหนึ่ง
ทั้งนี้ เมื่อมองถึงเครื่องมือที่สำคัญ และกระบวนการที่สำคัญ โดยพิจารณาผ่านแนวคิด/ทฤษฎี "ลูกข่าง" ซึ่งหมายถึง ขบวนรักจังสตูล (คนทำงาน/กลุ่มคนทำงาน) ที่จะมีลูกข่างย่อยๆ หรือ "ลูกกะสิงห์" ย่อยๆ อีกหลายๆ ลูก เช่น สภาองค์กรชุมชนตำบล ภาคีพัฒนาในประเด็นงานต่างๆ เพื่อสร้างแรงเหวี่ยงไปยัง "เครือข่ายรักจังสตูล"
มีกระบวนการดำเนินงานของสมัชชาคนสตูล
1. จัดประชุมระดมข้อมูลการดำเนินงานขององค์กรที่สนับสนุน อาทิ ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จ.สตูล คณะทำงานจังหวัด สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค มูลนิอันดามัน สมาคมรักษ์ทะเลไทย สภาองค์กรชุมชน
2. จัดประชุมพัฒนาข้อเสนอเชิงประเด็นในพื้นที่ จ.สตูล มีการนำเสนอประเด็นเข้าร่วม คือ ประเด็นสวัสดิการชุมชน การจัดการทะเล และทรัพยากรชายฝั่ง คนพิการ การคุ้มครองผู้บริโภค การท่องเที่ยวโดยชุมชน การเกษตร คนสตูลไม่กินหวาน อาหารถวายพระ โดยการนำเสนอแลกเปลี่ยนนำประเด็นไปจัดทำข้อเสนอ
3. จัดประชุมพิจารณาข้อเสนอ
4. จัดเวทีสมัชชาคนสตูล (ปี 2555-2559)
มีบทบาทการทำงานในเครือข่าย
1. คณะทำงาน (CORE TEAM) (ทำสื่อ)
2. ตัวแทนองค์กรประชาชน (ยุทธศาสตร์ ,หาเพื่อน)
3. สมัชชาคนสตูล (ปีละครั้ง)
โดยใช้เครื่องมือที่สำคัญ สองระดับ คือ ช่วงแรก (2555) ใช้เวทีสมัชชาคนสตูลเป็นเครื่องมือ ในการนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายของแต่ละประเด็นงาน (ลูกกะสิง) ไปยังหน่วยงานรัฐ (หน่วยงานมารับต่อและบอกว่าจะนำไปดำเนินการต่อ) กระทั่ง สมัชชาคนสตูลครั้งที่ 4 เริ่มมีหน่วยงานท้องถิ่นและเครือข่ายภาคี เริ่มมีความสนใจ ต่อมา สมัชชาคนสตูล ครั้งที่ ห้า เริ่มมีหน่วยงานท้องที่/ท้องถิ่น เช่น อบจ. และผู้ว่าราชการจังหวัด รับเอาประเด็นข้อเสนองานพัฒนา 5 เรื่อง คือ การใช้โฟมใส่อาหาร การท่องเที่ยว ไข้เลือดออก เรื่องสุขภาพ (ฟันผุในเด็กและการสูบบุหรี่) เป็นต้น และแต่งตั้งให้เกิดคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนต่อ รวมถึงการติดตามผลการดำเนินงาน (ให้มีการรายงานต่อผู้ว่าฯ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเพิ่มรายงานผลไปเมื่อวันที่พฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2560) ดังนั้น หลังเกิดคณะกรรมการขับเคลื่อนงาน ทำให้เกิดงานและการสนับสนุนงบประมาณ จนทำให้เกิดการขับเคลื่อนงานที่มาจากข้อเสนอเชิงนโยบายที่มาจากการศึกษาและเก็บข้อมูลและนำเสนอข้อมูลเหล่านั้นต่อไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และเกิดการดำเนินการสู่การปฏิบัติ/การพัฒนาในเรื่องดังกล่าวต่อได้
ทั้งนี้ ในจังหวะก้าว ของสมัชชาคนสตูล ครั้งที่ 4 และ 5 นั้น มีเงื่อนไขสำคัญของการเปลี่ยนผ่านของราชการ คือ การโยกย้ายผู้ว่าฯ คนใหม่ ดังนั้น "เครือข่ายรักจังสตูล" จึงพยายามเจราจาและพูดคุยกับผู้ว่าฯคนใหม่ เพื่อไปต้อนรับผู้ว่าฯ และนำเสนอข้อมูลการทำงานที่ผ่านมาของทุกประเด็นงาน ซึ่งคือการนำข้อมูลที่ได้มาจากสมัชชาคนสตูลครั้งที่ 4 (ปี 2558) แก่ผู้ว่าฯคนใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ต่อมา กระบวนการขับเคลื่อน "รักจังสตูล" ในปี 2560 คือ การใช้เครื่องมือเวที/พื้นที่กลาง "สมัชชาคนสตูล 6.0" : "สตูลยั่งยืน" ซึ่งใช้ฐานคิดในการสร้างกรอบ/ธีมเวที จากนโยบายรัฐบาล Thailand 4.0 และ การพัฒนาภายใต้ SDGs (เป้าหมายการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน) ภายใต้สโลแกน “รวมคน รวมคิด กำหนดทิศทาง คนสตูล” สมัชชาคนสตูล 6.0 ปี 2560 “สตูลยั่งยืน” โดยสิ่งที่สำคัญ คือ 1.) ต้องให้ทุกคนเห็นเป้าหมายที่สำคัญร่วมกัน 2.) การทำเวทีทุกครั้งจะมีการเก็บข้อมูลเป็นpaper เพื่อนำข้อมูลไปใช้ต่อ/พัฒนางานต่อ 3.) พยายามดึงให้ทุกส่วนหน่วยที่เข้าร่วมมามีส่วนในการคิดวิเคราะห์ร่วม เข้าร่วมในเวทีให้มากที่สุด 4.) ดึงหน่วยงาน/ขยายหน่วยงานภาคีให้มากขึ้น เช่น ในครั้งที่ 5 มีการขยายไปสู่ภาคีภายใต้บริษัทประชารัฐ เป็นต้น
พังงาแห่งความสุข : (เมื่อ) จังหวัดจัดการตนเอง
ตัวแทนจากคณะยุทธศาสตร์ "พังงาแห่งความสุข" ทรงวุฒิ อินทรสวัสดิ์ และ ชาตรี มูลสาร เล่าที่มาของความเป็นมาเป็นไปของคำว่า “พังงาแห่งความสุข : (เมื่อ) จังหวัดจัดการตนเอง” เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2552 สมัย SIF (ชาตรี รุ่นที่ 7) มีที่มาของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดพังงา เริ่มจาก วิสัยทัศน์สำคัญ "รัฐราษฎร์ร่วมใจ ใช้กลไกสภาองค์กรชุมชนสู่พังงาแห่งความสุข" ซึ่งมีการทำงานในประเด็นสภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน การจัดการภัยพิบัติ ที่ดิน บ้านมั่นคง ผู้สูงอายุ
ทั้งนี้ พังงาแห่งความสุข มีต้นทุนสำคัญในการขับเคลื่อนมาโดยเฉพาะผู้นำ กว่า 10 รุ่น โดยเมื่อย้อนกลับไปถึง จุดเริ่มต้น คือ ตั้งแต่ ยุคแรก ยุคการพัฒนาภายใต้โครงการ SIF (ปี 2543) โดยเริ่มมีการรวมตัว และมีพระอาจารย์ท่านหนึ่งในพื้นที่ร่วมขับเคลื่อนในยุคแรก รวมทั้ง พอช. ที่มาร่วมสนับสนุน คุยกันทุกประเด็นงาน กระทั่งปี 2548 เกิดสึนามิ จึงกระจัดกระจายกันไปทำงาน แยกกันทำงานและเกิดความขัดแย้ง กันอย่างมากมาก ดังนั้น จึงเกิดการหันหน้ามาคุยกัน โดย คุณไมตรี จงไกรจัก และหลายคนในเครือข่าย จึงเกิดการตั้งเครือข่ายการทำงานขึ้นในแต่ละประเด็นงาน ทั้งงานภัยพิบัติ งานสวัสดิการในทุกชุมชนทุกพื้นที่
“ตั้งแต่ปี 2548 เมืองพังงาเป็นเมืองที่น่าอยู่อันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน เราจึงต้องเริ่มต้นจะทำอย่างไรให้พังงามีความสุข”
ต่อมาหลังการรวมตัวกันของคนพังงา ภายใต้การพัฒนาของภาคประชาชน ได้พยายามประสานให้ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานร่วมกัน โดยเฉพาะหน่วยงานระดับจังหวัดและรับดับตำบล (ท้องที่ ท้องถิ่น) โดยใช้วิธีการสำคัญ คือ การดึงให้หน่วยงานรัฐลงไปสัมผัสกับข้อเท็จจริง/ข้อมูลและการทำงานของภาคประชาชนในทุกตำบลทุกพื้นที่ที่เกิดเป็นรูปธรรม/เชิงประจักษ์ในการทำงานในทุกประเด็นงาน (ที่ดิน/สวัสดิการ/ภัยพิบัติ/ไทยผลัดถิ่น เป็นต้น) ทั้งนี้ คุณทรงวุฒิ อินทรสวัสดิ์ สะท้อนว่า กระบวนการขับเคลื่อนของพังงาแห่งความสุข มาตั้งแต่ปี 2543 ถึงปัจจุบัน เกิดคนทำงาน/แกนนำรุ่นหนึ่ง ถึงรุ่นที่ 7 ซึ่งเกิดการเติบโตทั้งตัวผู้นำที่สวมหมวกหลายใบและเข้าไปมีบทบาทสำคัญมีตำแหน่งแห่งที่ในหลายหน่วยงาน ร่วมทั้งหน่วยงานรัฐ และขับเคลื่อนในหลายประเด็นในในทุกพื้นที่ ทุกระดับทั้งตำบลและจังหวัด ตลอดจน พัฒนาแกนนำ/ผู้นำ ให้เกิดการเรียนรู้และถ่ายถอดการเรียนรู้ต่อๆกันไป สร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันภายในพื้นที่ (ระหว่างตำบลและระหว่างประเด็นงาน)
รวมทั้ง การใช้เครือข่าย "การใช้ความเป็นพี่เป็นน้อง" และการใช้พื้นที่เป็นครู เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันในทุกประเด็นงาน จึงทำให้เกิด "พังงาแห่งความสุข" สะท้อนได้ จากการขยายความสุข จากสมัชชาพังงาแห่งความสุขครั้งแรก มีคนเข้าร่วม 300 คน และสมัชชาต่อมาๆมีคนเข้าร่วมเพิ่มขึ้นทุกๆครั้ง และมีหน่วยงานเข้ามาร่วมเป็นคณะทำงานพังงาแห่งความสุขด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานที่ผ่านมาของขบวนพังงาแห่งความสุข ก็ต้องเรียนรู้ เพื่อแก้ไขปัญหาและจัดการข้อจำกัดของคนทำงาน ที่มีความหลากหลายทั้งกลุ่มคนและแนวคิด คุณชาตรี จึงเล่าวิธีการทำงานสำคัญ คือ หนึ่งมีการจัดตั้งคณะทำงานด้านต่างๆ 4-5 ชุด ซึ่งมาจากการพิจารณาถึงศักยภาพของแต่ละคนว่าใครถนัดอะไรก็ทำงานเรื่องนั้น ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกัน เพราะคุณชาตรีมองว่า "ทุกคนมีใจ" ดังนั้น ต้องพิจารณาตัวเองและร่วมกันวิเคราะห์ร่วมกันระหว่างคนทำงานให้ทำงานตามความถนัด จึงนำไปสู่การแบ่งงานและหน้าที่กันทำ เป็นคณะทำงาน เช่น คณะทำงานในการจัดหาทุนและบริหารจัดการทุน/งบประมาณในการดำเนินงานของขบวน คณะทำงานด้านงานประเด็นที่ดิน เศรษฐกิจ การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ เป็นต้น
และจึงเกิดเป็นการวางแผนและจัดวางระบบในการทำงาน ทั้งนี้ ยังวิเคราะห์ไปถึงคนทำงานที่เหมาะสมหรือมีจริตที่เหมาะกับแต่ละหน่วยงาน (ราชาการ) ด้วย ซึ่งเป็นกลยุทธการทำงานที่สำคัญ เมื่อคิดกันในวงเล็ก (คณะยุทธศาสตร์ขบวนระดับจังหวัด) และดึงคนทำงาน/คณะทำงานในระดับพื้นที่/ตำบล ซึ่งจะดึงคนทำงานที่มีผลงานที่มีพื้นที่ยืน มีพื้นที่ทำงานและมีพื้นที่ผลงานรูปธรรมไม่ใช่ลอยๆ ซึ่งจะดึงมาเข้าร่วมกับขบวนในระดับจังหวัด ภายใต้การใช้กลไกสภาองค์กรชุมชนในการประสานให้เกิดการขับเคลื่อนงานในระดับตำบลมาสู่จังหวัด

ทั้งนี้ ในคณะยุทธศาสตร์จะมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละคนที่ชัดเจน เช่นการประสานงาน งานข้อมูล งานประสานภาคีหน่วยงาน และงานประเด็นสวัสดิการ ที่ดินภัยพิบัติ เป็นต้น ซึ่งพังงาแห่งความสุข จึงจะเป็นการขับเคลื่อนงานจากระดับจังหวัดแล้วค่อยขับเคลื่อนไปสู่ระดับตำบล/พื้นที่
เริ่มต้นสมัชชาสุขภาพ ปี 2553 จำนวน 300 คน ได้งบประมาณครั้งแรก 30,000 บาท มีกองทุนสวัสดิการสมทบงบประมาณ รวม 100,000 บาทเพื่อการจัดงาน ต่อมาปี 2554 ก็ยังไม่ได้ผล หลังจากนั้นมาปีที่ 5 จัดชื่องานสมัชชาพังงาแห่งความสุข (ครั้งที่ 1) มีคนเข้าร่วม 500 คน เพิ่มขึ้นมา และต่อมาปีที่ 6
ชาตรี มูลสาร ยังเล่าย้อนไปถึงวาทกรรมสำคัญ ของ "พังงาแห่งความสุข" ว่ามาจาก การร่วมกันมองว่า เป้าหมายที่สำคัญของการพัฒนาของชุมชนท้องถิ่น ถ้าจะใช้คำว่า "จังหวัดจัดการตนเอง/ท้องถิ่นจัดการตนเอง" นั้นอาจจะมีหน่วยงานรัฐไม่เข้าใจและมองเป้าหมายในการทำงานของชุมชนที่อาจติดกรอบของแนวการพัฒนาของ NGOs ประกอบกับ การนำข้อมูลจากการสำรวจโพล ทั้งประเทศของ ABAC Poll เสนอว่า จังหวัดพังงาเป็นจังหวัดที่ประชากรมีความสุขมวลรวมมากที่สุด จึงนำไปสู่การคิดต่อถึงที่มาหรือเงื่อนไข/ปัจจัยใด ที่ทำให้คนพังงามีความสุข ดังนั้น จึงนำไปสู่การสร้างวาทกรรม "พังงาแห่งความสุข" มาเป็นแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนงานมาตั้งแต่ปี 2553
ต่อมา เกิดการสร้างพื้นที่ สมัชชาคนพังงา ครั้งแรกปี 2554 มีคนเข้าร่วมประมาณ 500 คน ต่อมา ในปี 2555 ได้มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ภายใต้การพัฒนาด้านสุขภาพ คือสมัชชาสุขภาพ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากขึ้น ทำให้หน่วยงานรัฐ คือ ผู้ว่าฯให้ความสนใจ ต่อมา ในปี 2556 จึงเกิดเป็น "เวทีสมัชชาแห่งความสุข": รัฐร่วมราษ สู่สมัชชาแห่งความสุข และได้งบประมาณในการสนับสนุนการทำงานต่อ รวมทั้ง พอช. เข้ามาสนับสนุน เพื่อการศึกษาวิเคราะห์ที่มาทีไปของความสุขของคนพังงา และเกิดเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นขึ้นในหลายตำบล และเกิดเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรม 8 ตำบล เช่น บ้านแห่งความสุข (ที่เกิดจากการรับรองชุมชนของตนเอง เช่น การไม่มียาเสพติด การเข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน เป็นต้น) จนนำไปสู่การดำเนินการต่อๆ มาในปีต่อมา ทั้งนี้ ภายใต้ "โครงการรัฐร่วมราษฎร์ไปสู่พังงาแห่งความสุข" ที่ได้ดำเนินงาน ภายใต้คำสั่งของผู้ว่าฯ คือ คณะทำงานชุดใหญ่ ชุดเล็ก (คณะทำงานในพื้นที่) และคณะทำงานวิชาการ (ข้อมูลที่ได้มามาวิเคราะห์) ปีแรกได้งบประมาณจากผู้ว่าฯ และ พอช.สนับสนุน 8 พื้นที่รูปธรรม (ธรรมนูญตำบลแห่งความสุข) ปี 2556 และปี 2558/2559 ได้มีการนำเสนอข้อมูลจากปี 2556 เพื่อเสนอรับสนับสนุนงบประมาณจากผู้ว่าคนใหม่ (รุ่นที่สอง) ภายใต้ 10 ยุทธศาสตร์ ที่ได้คิดร่วมกันมาตั้งแต่ปีแรกจนถึงปี 2558-2559 ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณของสมัชชาสุขภาพ เกิดเป็นพื้นที่ 16 พื้นที่ต้นแบบ ภายใต้มติสมัชชาสุขภาพ ที่ยุทธศาสตร์ดังกล่าว จะไปเชื่อมโยงภายใต้ 10 ยุทธศาสตร์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ต่อมา ในปีล่าสุด ผู้ว่ารุ่นที่ 3 เข้ามา คณะยุทธศาสตร์ได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงแนวทางในการขับเคลื่อนต่อ ในปี 2559
ภายใต้ 10 ยุทธศาสตร์ (ตั้งแต่ปี 2556) "พังงาแห่งความสุข" โดยได้การวิเคราะห์แนวทางในการดึงให้ผู้ว่าฯยอมรับและสนับสนุนการขับเคลื่อนเพื่อให้หน่วยงานนำไป จึงคิดยุทธศาสตร์ในการดึงหน่วยงานต่างๆเข้ามาร่วม อาทิ สำนักงานจังหวัด หอการค้า เป็นต้น จนเกิดเป็นเวทีสมัชชาแห่งความสุข 19 ก.ย 59 โดยใช้คณะทำงาน (พังงาแห่งความสุข) มาเป็นวิทยากรร่วมกับตัวแทนในแต่ละหน่วยงานรัฐ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละหน่วยงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหัวหน้าส่วน จึงสามารถนำข้อมูลและงานที่ได้ไปต่อยอดสู่การขับเคลื่อนงานต่อได้ และสามารถนำไปสู่การมอบต่อไปยังผู้ว่าฯ ได้
ทั้งนี้ ประชาชนจากหลายพื้นที่/ตำบล ที่มาเข้าร่วมสมัชชาพังงาแห่งความสุข จะได้ออกแบบการเข้าร่วมภายใต้การทำงาน/ประเด็นงานของตนเอง ซึ่งดึงมาจากความสุขของแต่ละตำบล ทั้งนี้ ภายใต้ 10 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย อาทิ การศึกษาตามวิถีชุมชน การสร้างระบบการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์การส่งเสริมสวัสดิการชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ ในแต่ละยุทธศาสตร์จะมีข้อเสนอในแต่ละยุทธศาสตร์ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดรับเรื่องต่อและให้คณะยุทธศาสตร์ไปนำเสนอข้อมูลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น เมื่อได้นำเสนอจึงนำไปสู่การเสนอให้มีการตั้งคณะทำงานในแต่ละเรื่อง เป็นต้น ซึ่งจากการนำเสนอดังกล่าว ผู้ว่าราชการ รับเรื่องและส่งลูกต่อไปยังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยคุณชาตรี เล่าว่า ผู้ว่าฯกล่าวว่า ภาคประชาชนมีข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งเป็นการทำงานที่มีข้อมูล ดังนั้นให้หน่วยงานต่างๆ นำยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่ภาคประชาชนพัฒนามา นำไปดำเนินการต่อ ดังนั้น จากวันที่ได้นำเสนอ เกิดเป็นคำสั่งของผู้ว่าฯ มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานต่อได้ในปีนี้ 2559-2560 ในการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชนและหน่วยงานราชการในการขับเคลื่อนงานร่วมกันได้
ดังนั้น จากเงื่อนไขสำคัญ ของที่มาในการขับเคลื่อนพังงาแห่งความสุข คือ คำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา การเชื่อมหน่วยงานระดับต่างๆ รวมทั้งภาคเอกชนด้วย และการตกผลึกจากเวทีสมัชชาแห่งความสุขไปสู่การพัฒนาจากประเด็นงานมาสู่ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนพังงาแห่งความสุข 10 ยุทธศาสตร์ได้ ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1. สร้างระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน กระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ทั้งการท่องเที่ยว เกษตร ประมง อุตสาหกรรม
ยุทธศาสตร์ที่ 2. สร้างระบบการศึกษาตลอดชีวิต การศึกษาตามวิถีชุมชน
ยุทธศาสตร์ที่ 3. สร้างความมั่นคงในที่ดินและที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคง เป็นธรรม
ยุทธศาสตร์ที่ 4. สร้างระบบการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟู อนุรักษ์ การใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่าง
ยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ที่ 5. สร้างระบบความร่วมมือในการฟื้นฟูจารีต ประเพณี วัฒนธรรม ตามความหลากหลายกลุ่ม
ชาติพันธุ์และอัตลักษณ์คนพังงา
ยุทธศาสตร์ที่ 7. สร้างระบบการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อลอดอบายมุข ยาเสพติด สร้างครอบครัวแห่งความสุขอย่างยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ที่ 8. ส่งเสริมระบบการจัดสวัสดิการชุมชน สู่สวัสดิการสังคม โดยความร่วมมือ 4 ฝ่าย ชุมชน ท้องถิ่น รัฐ และเอกชน
ยุทธศาสตร์ที่ 9. ส่งเสริมระบบป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ สร้างภูมิคุ้มกัน และสร้างความเป็นธรรมเท่าเทียมในระบบการดูแลสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม
ยุทธศาสตร์ที่ 10. สร้างระบบการเมืองภาคพลเมือง ประชาธิปไตยชุมชน การมีส่วนร่วมให้เกิดธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กรทุกระดับ

ทิศทาง/เป้าหมายปี 60
· มีคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พังงาแห่งความสุข 10 ยุทธศาสตร์
· แผนยุทธศาสตร์ภาคประชาชนบรรจุในแผนยุทธศาสตร์จังหวัด (1 จังหวัด 1 แผนพัฒนา)
· เกิดนักยุทธศาสตร์ระดับตำบลทุกตำบล (นักเปลี่ยนแปลงสังคม)
ไมตรี เล่าถึง การดึงภาคเอกชนให้มาเข้าร่วมกับขบวนองค์กรชุมชน ได้ เริ่มจากการเข้าร่วมวงประชุมเรื่องข้าว โดยภาคเอกชน คือ ชำนาญ พึ่งถิ่น ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการทำงานต่อๆ มาได้ และได้เข้าร่วมกับหอการค้าจังหวัด และมีโอกาสในการทำงานร่วมกันอีกหลายครั้ง นอกจากนั้น มีตัวแทนจากคณะยุทธศาสตร์พังงาแห่งความสุข เช่น นายชาตรี มูลสาร,นายกำธร ขันธรรม ได้มามีตำแหน่งในขบวนหอการค้า ซึ่งปัจจุบันประธานหอการค้าและรองหอการค้า ได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานพังงาแห่งความสุขเนื่องจากเห็นความสำคัญถึงการทำงานของขบวนองค์กรชุมชนว่าเกิดประโยชน์จริงกับคนพังงา นอกจากนั้น คุณไมตรีมองว่า จากการทำงานที่ผ่านมา เครื่องมือที่สำคัญ คือ งบประมาณ ที่ผ่านมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข้อจำกัด ดังนั้น จึงจำเป็นต้นใช้เรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัวของคนในคณะยุทธศาสตร์ กับหน่วยงานต่างๆ และการเข้าไปยึดพื้นที่ การเข้าไปทำงานให้เพื่อน ทำงานกับเพื่อน รวมทั้ง การมีกองเลขาคณะยุทธศาสตร์ที่ดี ที่คอยหนุนเสริมเรื่องข้อมูล และการวางบท วางตัวคน วางคนและทีมให้เหมาะกับแต่ละงาน แต่ละการประสานกับแต่ละหน่วยงาน อยู่กันแบบพี่แบบน้อง และทำให้ปัจจุบันทีมงานทุกคนมีความสุขที่ได้มารวมตัวกัน เจอกันและทำงานร่วมกัน และนี่คือเทคนิคที่สำคัญในการทำงานของจังหวัดพังงา
นอกจากนั้น สมใจ ชมขวัญ (ตัวแทนคณะยุทธศาสตร์จังหวัดพังงาแห่งความสุข) ยังเสริมว่า ขบวนพังงาแห่งความสุขสามารถดึงหน่วยงานมาได้กว่า 47 องค์กร หลักคิดที่สำคัญ คือ การเชื่อมโยงภาคเอกชน ต้องวิเคราะห์หน่วยงานต่างๆ ว่ามีศักยภาพอะไร ด้านอะไร เช่น ภาคเอกชน มีศักยภาพด้านทุน ก็ต้องดึงให้มาหนุนขบวนในด้านนี้
ดังนั้นการจัดงานสมัชชาปี 2560 “สมัชชาพังงา 6.0” ควรประมวลผลการทำงานภาคประชาชนเพื่อเสนอต่อหน่วยงาน ไม่ควรจะเป็นการทำข้อเสนอต่อหน่วยงานอีกต่อไปแล้ว แม้ว่าที่ผ่านมา การปรับขบวนจนถึงปัจจุบัน จะต้องเผชิญกับความขัดแย้ง การมีอัตตา/อีโก้ของแต่ละคน ซึ่งมีหลายเงื่อนไขและเทคนิคที่สำคัญ ในการเปิดใจ เปิดโอกาส เพื่อสร้างพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน และเปิดใจเพื่อยอมรับกันและกัน จึงทำให้การรวมตัวรวมขบวนกัน เป็น "คณะทำงานพังงาแห่งสุข" ได้มาจึงถึงปัจจุบัน
Ø เวทีช่วงบ่าย จะแลกเปลี่ยนกันระหว่างจังหวัดเป็นกลุ่ม โดยนำเนื้อหาบทเรียนของจังหวัดสตูลและพังงา มาเป็นตัวตั้งในการแลกเปลี่ยน เพื่อสรุปข้อคิดและบทเรียนสำคัญในการนำไปพัฒนาต่อในการขับเคลื่อนงานจังหวัดจัดการตนเอง ใน 10 จังหวัด ยกเว้นจังหวัดระนองและจังหวัดพัทลุง ที่ไม่ได้เข้าร่วมเวที ดังนี้
1. จังหวัดสงขลา ทั้งนี้ ครูโถ (นายปาฏิหาริย์ บุญรัตน์) ได้เล่าถึง กรณี “สงขลาพอเพียง” ที่เริ่มมีการจัดขบวนเพื่อขับเคลื่อน ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของคนทำงานในประเด็นต่างๆในจังหวัดสงขลา โดยการกำหนดวาระ โดยผู้ว่าฯ จำนวน 15 วาระ และสามารถเสนอข้อมูลได้ 15 ประเด็น แต่ยังไม่ต้องใช้เวลาในการทำงานต่อ ซึ่งกรณีจังหวัดพังงาและสตูลก็มีเทคนิคและเครื่องมือที่น่าสนใจที่สามารถนำไปปรับใช้กับงานต่อได้
2. จังหวัดนครศรีธรรมราช นายช่วน ยอดวิจารณ์ ตัวแทนของขบวนองค์กรชุมชนเล่าว่า นครศรีธรรมมีสถานการณ์คล้ายกับพัง คือ มีการเสนอให้มีตัวแทนที่มาจากพื้นที่รูปธรรม โดยการใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกในการขับเคลื่อนหลัก ภายใต้ “นครศรี อยู่เย็นเป็นสุข” แต่ยังคงเป็นการทำงานที่ยังไม่สามารถภายใต้โครงการอยู่
3. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ผ่านมายังไม่สามารถรวมกลุ่มกันเดินด้วยกันได้ ภายใต้ “สุราษฎร์ฯเมืองคนดีที่น่าอยู่” เนื่องจากคนในขบวนองค์กรชุมชนยังมีอัตตาค่อนข้างสูง แต่ปีนี้ 2560 กำลังได้งบประมาณสนับสนุนจาก อบจ. มาใช้ในการสนับจัดเวทีเรียนรู้ ผ่านเครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ฯ ดังนั้น ในการทำงานต่อในปีนี้ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ต่อการขยับงานต่อ
4. ตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนราธิวาส นางพาสนา ศรีศรัทธา ให้ข้อคิดเห็นว่า จังหวัดนราธิวาส เมื่อพิจารณากรณีจังหวัดพังงาและจังหวัดสตูลแล้วนั้น ยังถือว่าเพิ่งเริ่มหัดเดิน เนื่องจากในขบวนยังไม่มีคณะยุทธศาสตร์และขาดผู้หลักผู้ใหญ่ (ผู้เชี่ยวชาญ/ผู้มีประสบการณ์) ที่จะคอยให้คำปรึกษาและแนะนำ แต่ขณะนี้ได้ดึงภาคีต่างๆให้มาร่วมกับขบวน เช่น ภาคีวิชาการ เป็นต้น ซึ่งกำลังจะขยับเรื่อง ND Forum (Narathiwat Development)
5. กรณีจังหวัดยะลา นายธรณินทร์ แวดอเลาะ ให้ข้อคิดเห็นว่า ภายใต้ “ยะลาแห่งความอบอุ่น” ซึ่งกำลังอยู่ในการขับเคลื่อน ทั้งนี้ความสัมพันธ์ของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดกับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์วิธีในการประสานความร่วมมือ เนื่องจากมีความเปราะบางต่อการมองเรื่องการครอบงำกันระหว่างประชาชนและหน่วยงานรัฐ และใช้สภาองค์กรชุมชนระดับตำบลเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างเวทีกลางในการทำงานและใช้ตำบลเป็นพื้นที่ทำงานที่สำคัญ
6. กรณีจังหวัดกระบี่ มีเป้าหมาใยการรวมคนรวมพลัง ภายใต้ “กระบี่อยู่ดีมีสุข” โดยมีกระบวนการขับเคลื่อนของบวนองค์กรชุมชนจังหวัดกระบี่ และภาคประชาสังคม ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ยังคงเป็นการทำงานแยกส่วน และไม่มีแผนยุทธศาสตร์ที่เป็นยุทธศาสตร์ร่วม และยังไม่มีพื้นที่กลางในการทำงานร่วม แม้ว่า จะมีการทำงานข้อมูลเพื่อสร้างการยอมรับในการทำงาน การทำงานเป็นไปในลักษณะจิตอาสามากกว่า ดังนั้นจังหวัดกระบี่ต้องรวมคน รวมงาน รวมเครือข่าย ปรับคน กลไกจังหวัดใหม่ ได้คน ได้งาน กำหนดทิศทางเดิน
ทั้งนี้ คุณสามารถ สุขบรรจง ให้ข้อสังเกตว่า ในกรณีของจังหวัดกระบี่และสงขลา มีลักษณะของเงื่อนไขและบริบทที่คล้ายกัน คือ ยังไม่มีเป้าหมาย และแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของตัวเอง ที่จะดึงเพื่อนหรือดึงหน่วยงานมาร่วมได้
7. สำหรับกรณีจังหวัดปัตตานี ที่ผ่านมา มีการพยายามเชื่อมโยงการทำงานของขบวนองค์ชุมชนกับภาคีอื่นๆ แต่ยังไม่เป็นไปในวงกว้าง นอกจากการวง คปจ. ดังนั้น เมื่อบริบทเปลี่ยนไปแล้ว ก้าวต่อไปจึงต้องวางแผนการทำงานใหม่ร่วมกันเพื่อสร้างความร่วมมือและแผนการเคลื่อนต่อของจังหวัดปัตตานี
ทั้งนี้ คุณสามารถ สุขบรรจง ให้ข้อสังเกตว่า ในกรณีของจังหวัดกระบี่และสงขลา มีลักษณะของเงื่อนไขและบริบทที่คล้ายกัน คือ ยังไม่มีเป้าหมาย และแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของตัวเอง ที่จะดึงเพื่อนหรือดึงหน่วยงานมาร่วมได้ ดังนั้น จำเป็นอย่างมากที่ต้องคิดต่อและตกผลึกเพื่อสร้างจังหวะก้าวต่อไปของแต่ละจังหวัด โดยนำบทเรียนที่น่าสนใจของเพื่อนมาปรับใช้
8. จังหวัดตรัง นายอานนท์ สีเพ็ญ ตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดตรัง ให้ข้อเห็นว่า การขับเคลื่อนของภาคประชาชนมีการพยายามมาตั้งแต่ ปี 2540 ในหลายพื้นที่ ซึ่งทำงานผ่านการทำงานภายใต้การบริหารโครงการ แต่กรณีการเกิดภัยพิบัติล่าสุด (ธ.ค 59–ม.ค 60) สะท้อนให้เห็นว่า ขบวนองค์กรชุมชนสามารถทำงานได้ รวมกลุ่มร่วมกันทำงานได้ดี โดยไม่จำเป็นต้องทำงานผ่านโครงการ ดังนั้น ข้อจำกัดที่สำคัญและการสร้างแนวทางการทำงานคือ การสร้างงานให้เหมาะกับคน การจัดวางคนทำงานให้ถูกที่ถูกทางถูกคน ทั้งนี้ จึงจำเป็นต้องถอยหลังเพื่อย้อนมองการก้าวเดินที่ผ่านมา กลับมาในกรณีจังหวัดตรัง ปีนี้ เป็นปีที่จะมีการพยายามทบทวนตนเองของบวนเพื่อไปสู่สมัชชาจังหวัดตรังให้ได้
9. ชุมพร นายธวัฒน์ คล้ายรุ่ง ตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชุมพร มองว่า ในกรณีจังหวัดชุมพร ภาคประชาชนพยายามตั้งขบวนในการทำงานในพื้นที่มาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงแรกยังไม่สามารถเชื่อมกับหน่วยงานรัฐได้ดีนัก เนื่องจากยังถูกติดภาพของการทำงานพัฒนาแบบNGOs แต่ต่อๆ มามีการพยายามเรียนรู้และปรับตัว โดยให้ผู้นำเข้าไปเชื่อมโยงกับหน่วยงานระดับต่างๆ ทั้งนี้ คุณสุชาติ บัวสุวรรณ เพิ่มเติมข้อมูลการทำงานที่ผ่านมาว่า ที่ผ่านมาขบวนชาวบ้านใช้วิธีการทำงานใน ลักษณะการกดดันหน่วยงานรัฐ แต่เมื่อมีการปรับตัวหลังมี พรบ.สภาองค์กรชุมชน เกิดขึ้น จึงมีการนำมาเป็นเครื่องมือในการทำงาน ทั้งงานในประเด็นที่ดิน ซึ่งมีการเปิดเวทีมาทำปฏิญญา 5 ฝ่าย มาลงนามความร่วมมือกัน (กับภาคีและหน่วยงาน) ทำให้ในปี 2559 เกิดเป็นแนวในการทำงานที่สามารถสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานได้หลายหน่วยงาน ทั้งระดับตำบลและจังหวัดได้ โดยการนำเอาข้อมูลของเรื่องการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายลุ่มน้ำ (6 ลุ่มน้ำ) โดยข้อมูลเพื่อการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติและการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหน่วยงานเริ่มให้ความสนใจ และสนับสนุนงบประมาณ คือ สพม. แต่ในขณะนี้ ยังขยับต่อไม่ได้ นอกจากนั้น ที่ผ่านมา เจ้าหน้า ปก ได้ช่วยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งระดับท้องที่ ท้องถิ่น และจังหวัดได้ ซึ่งสามารถสร้างความร่วมมือได้เป็นอย่างดี
10. ภูเก็ต นายพงศ์ชัย อารีรอบ ตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดภูเก็ตมีน้อย และต้องขอขอบคุณ พอช. ที่ร่วมกันทำงานพัฒนาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต 



นายสามารถ สุขบรรจง หัวหน้ากลุ่มจังหวัดศรีวิชัย ให้ข้อสังเกตว่า เมื่อฟังประสบการณ์การทำงานของแต่ละจังหวัดแล้ว พบว่า แต่ละจังหวัด มีลักษณะ 3 กลุ่ม คือ 1. จังหวัดที่ยังจัดการตนเองไม่ได้ 2. จังหวัดที่พอจัดตัวเองได้ และพยายามเชื่อมโยงภาคี และ3. จังหวัดที่สามารถเชื่อมโยงและบูรณาการการทำงานและแผนพัฒนากับหน่วยงานได้แล้ว ดังนั้น จากนี้จำเป็นต้องมีการสร้างพื้นที่นี้ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในลักษณะนี้ให้มากเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ปรับขบวนและวางแผนการขับเคลื่อนสร้างความเข้มแข็งของจังหวะก้าวของจังหวัดจัดการตนเองต่อได้
ต่อมา นายสุวัฒน์ คงแป้น ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพื้นที่ พอช. ภาคใต้ ให้ข้อคิดเห็นว่า การทำงานของ พอช. มีปรัชญาสำคัญ คือ พอช.เป็นองค์กรอิสระ มีความคล่องตัว ยืดหยุ่นและเป็นองค์กรที่มีความโปร่งใส ซึ่งการทำงานที่ผ่านมาขององค์กรจะพยายามยืดหลัการนี้มาโดยตลอด และคาดหวังให้ขบวน/องค์กรชุมชนมีแนวคิดและคุณลักษณะดังกล่าวด้วย คือ ต้องมีอิสระทางความคิด มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และที่สำคัญคือความโปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดที่เชื่อมโยงลักษณะอื่นๆ ที่นำไปสู่การสร้างการมีส่วนร่วม ความหลากหลายของคนของกลุ่ม/องค์กร ดังนั้น สะท้อนไปยังกลไก/โครงสร้างในการทำงานของระดับ ที่ต้องมีความหลากหลายและกว้างขวาง จากทุกภาคส่วนด้วย ทั้งนี้ การกำหนดจังหวัดก้าว (แผนงาน) หลังจากนี้ แต่ละจังหวัดจะต้องมีการกำหนดแผนงานออกมา ทั้งนี้ เพื่อให้เจ้าที่พื้นที่ได้ออกแบบแผนงานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของขบวนองค์กรชุมชนในปี 2560 ด้วย
นายชาตรี มูลสาร ให้ข้อสังเกตว่า จากแผนงานยุทธศาสตร์จังหวัดที่แต่ละจังหวัดนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนกันนั้น ยังไม่เห็น ว่าแผนงานที่เสนอนั้น ดำเนินการอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์อะไร และมีกิจกรรมอะไรที่จะมาใช้ หรือมีเครื่องมืออะไรที่จะใช้ให้เกิดเป้าหมายตามแผนงานและแผนยุทธศาสตร์นั้นๆ ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพของคนทำงานและโดยเฉพาะกองเลขาของขบวนที่สามารถนำข้อมูลของนักยุทธศาสตร์ที่ได้นำเสนอหัวข้อยุทธศาสตร์ในแต่ละเรื่องให้สามารถเชื่อมโยงไปสู่แผนงานและงบประมาณที่เป็นรูปธรรมให้ได้ด้วย
อ.สมใจ แลกเปลี่ยนเพิ่มเติมว่า กรณีขบวนพังงา มีการจัดกิจกรรมการถอดบทเรียนการทำงาน “เหลียวหลังแลหน้า พังงาแห่งความสุข” ทำให้เห็นว่ากลไกที่สำคัญคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด
นายอัมพร แก้วหนู ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักงานภาคใต้ สรุปเนื้อหาตลอดทั้งเวที คือ กระบวนการทั้งหมดที่ทำมาทั้งหมด คือ “การจับถ้วยมาใส่ถาด” ซึ่งเป็นคำพูดของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ฯ ได้วิเคราะห์ไว้ ซึ่งการจับถ้วย คือ เปรียบได้กับโครงการหรือประเด็นงานต่างๆจึงเป็นเรื่องที่ยากและท้าทาย
นอกจากนั้น ในกรณี “ถาด” (พื้นที่กลาง/ขบวนองค์กรชุมชน) มีความละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน นั้น คือ ถาด เป็นพื้นที่กลางของการทำงานหรือขบวนร่วม ดังนั้น การตั้งชื่อจึงมีส่วนสำคัญ เช่น การตั้งชื่อ “พังงาแห่งความสุข” เป็นต้น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญด้วย รวมทั้ง ความหลากหลายของกลุ่ม/องค์กร/หน่วยงาน ต่างๆในถาดนั้น ก็มีเป้าหมายและแผนงานที่หลากหลาย เช่นในบางจังหวัด เมื่อผู้ว่าฯโยกย้ายสับเปลี่ยนเก่า-ใหม่ แผนงานต่างๆก็จะเปลี่ยนไปด้วย ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากแผนงานเหล่านั้น ไม่ได้มาจากแผนงานในพื้นที่/ตำบลอย่างแท้จริง และแผนงานที่จะสามารถขับเคลื่อนได้จริงจำเป็นต้องมีความชัดเจนในแผนงานและกิจกรรม ตลอดจน การมีตัวชี้วัดในการแสดงให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงในแต่ละแผนที่ได้วางไว้ ซึ่งตัวชี้วัดมีความสำคัญเนื่องจากสามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงจาการดำเนินงานตามแผนและยุทธศาสตร์ได้ โดยต้องกำหนดให้เห็นในเชิงปริมาณและคุณภาพด้วย (เพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ มีการเปลี่ยนแปลงในด้านใดเรื่องใด เช่น ด้านสวัสดิการที่ครอบคลุมการแก้ไขปัญหามากขึ้น เป็นต้น) และถ้าพิจารณาให้ละเอียดต่อการจัดการตนเอง/ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง อาจสะท้อนได้มาจากเรื่องเล็กๆ เช่น กรณีของขบวนพังงาแห่งความสุข ที่มีชุมชนในระดับตำบล/เครือข่ายสวัสดิการตำบลที่สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆได้แม้ว่าจะไม่มีงบประมาณหรืองบประมาณน้อย แต่ก็ดำเนินการได้ เช่น กรณีการนำปิ่นโตมาสมทบอาหารในการทำกิจกรรม/จัดเวที ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ เป็นต้น
ดังนั้น การเชื่อมโยงถาด (ขบวนจังหวัด/พื้นที่กลาง) จำเป็นต้องอาศัยกลยุทธและยุทธศาตร์ขั้นสูงในการประสานความร่วมมือ ประสานความคิด ประสานเป้าหมายและแผนงานร่วมกันต่อได้
ผู้อำนวยการภาค สรุป
1. จับถ้วยมาใส่ถาด ชื่อถาดก็สำคัญ ต้องเป็นที่ยอมรับ (การจัดคน จัดองค์กร สร้างความร่วมมือ )
• เชื่อมโยงประเด็นงานต่างๆ ในระดับตำบล
• ระดับจังหวัดต้องมีการประสานภาคี หน่วยงานในพื้นที่ด้วย
• ตระหนักถึงประโยชน์ร่วมกัน
2. แผนงาน คือเครื่องมือที่จะพัฒนาไปสู่ยุทธศาสตร์ของภาคประชาชน
• ต้องเป็นแผนงานของประชาชน ไม่ใช่แผนของหน่วยงาน แผนของผู้ว่า
• ที่มาของแผนงาน ยุทธศาสตร์ต้องมาจากคนในจังหวัด
• แผนงาน ยุทธศาสตร์ ต้องระบุเป้าประสงค์ ตัวชี้วัดให้ชัดเจน
3. เครือข่าย คือ กำลังที่สำคัญ งานระดับล่างต้องสัมพันธ์กับระดับนโยบาย
โดย จุไรพร จิตพิทักษ์ เจ้าหน้าปฏิบัติการชุมชนและทีมวิชาการ สำนักงานภาคใต้





