โดย สุวัฒน์ คงแป้น

27 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา เป็นวันที่ครบรอบ 12 ปี การเกิดภัยพิบัติสึนามิ ถล่มจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันของไทยและอีกหลายประเทศในมหาสมุทรอินเดีย สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินมหาศาลและคร่าชีวิตผู้คนหลายแสนคน
สำหรับประเทศไทย ได้รับผลกระทบ 6 จังหวัด ได้แก่ภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง สตูล และตรัง รวม 502 หมู่บ้าน 20,178 ครอบครัว ผู้เสียชีวิต 5,395 คน สูญหาย 2,906 คน และมีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยประมาณเจ็ดพันคน ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคืออำเภอตะกั่วป่า จ.พังงา
แต่เมื่อสึนามิผ่านไป กลับทิ้งภัยที่ร้ายแรงกว่าเอาไว้ ให้กับผู้คนที่รอดชีวิต ต้องรับกรรมไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านจิตใจ ด้านที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน ซึ่งเมื่อชาวบ้านกลับเข้าไปยังบ้านและที่ดินที่เคยอยู่อาศัยกลับพบว่าบ้านถูกพัดพาไปกับคลื่นยักษ์ และที่ดินกลับเป็นของคนอื่น เข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินเดิมไม่ได้ ชีวิตหลังภัยสึนามิจึงเป็นเสมือนคนหลักลอย ไม่มีบ้าน ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนชายขอบ ชาวเล คนไทยพลัดถิ่น รวมทั้งชาวบ้านทั่วๆ ไป
แน่นอนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ชั่วคราว อาหารยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศและจากหลายๆองค์กร แต่นานวันสิ่งเหล่านี้ก็หมดไปทุกคนเริ่มถอยห่าง ภาครัฐก็ทำได้เพียงสร้างบ้านใหม่ให้ในบางพื้นที่ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมและความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คน แล้วก็จากไป ทิ้งปัญหาสำคัญที่สุดให้กับผู้ประสบภัยแก้ไขกันต่อไป นั่นคือ ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกินและพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ ซึ่งทุกที่ล้วนมีกรณีพิพาทกับรัฐหรือไม่ก็เอกชน
ตลอด 12 ปี ที่ผ่านมาการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยสึนามิ ซึ่งประชาชนเกือบทั้งหมดไม่เคยผ่านประสบการณ์งานพัฒนาที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนมาก่อนแต่ก็ได้ก่อเกิดกระบวนการเรียนรู้การพัฒนาโดยการสนับสนุนขององค์กรพัฒนาเอกชนบางองค์กร ลงพื้นที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง บนหลักการให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดอนาคตตนเอง
จำนงค์ จิตรนิรัตน์ นักพัฒนาเอกชนจากมูลนิธิชุมชนไท ซึ่งทำงานกับผู้ประสบภัยตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน บอกว่า “เรามุ่งให้คนที่รอดชีวิตสามารถอยู่ได้อย่างปกติให้เร็วที่สุด ในช่วงแรกๆ เราก็ช่วยเยียวยา ทำไปวิเคราะห์ไป จัดระบบชุมชนไปพร้อมๆกับการแก้ปัญหา ขยายพื้นที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย มีการช่วยเหลือเพื่อให้ชาวบ้านกลับไปอยู่ในที่ดินเดิม ออกแบบบ้านเองสร้างบ้านเอง ต่อสู้เรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัยและที่ทำกินโดยพวกเขาเอง ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง”
จากปัญหาที่รัฐประกาศเขตอุทยานทับที่อยู่ซึ่งชาวเลอาศัยอยู่เดิมหรือกรณีเอกชนอ้างสิทธิ์ในที่ดิน ทำให้ชาวเล จาก 5 จังหวัดอันดามัน ซึ่งอยู่อาศัยมาหลายร้อยปีและไม่เคยแสดงความเป็นเจ้าของในที่ดินจึงต้อง รวมตัวกันเป็นเครือข่ายชาวเล เพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินตลอดจนพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ทำให้สาธารณะชนรู้จักชาวเลมากขึ้นและยังได้รับการยอมรับจากรัฐโดยกระทรวงวัฒนธรรม เสนอเป็นมติคณะรัฐมนตรี สนับสนุนการจัดงาน “วันรวมญาติชาวเล” ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา รวมทั้งได้ขับเคลื่อนร่วมกับคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยที่ดินทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ที่มีพล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน นำไปสู่ข้อเสนอในการแก้ปัญหาของชาวเลอย่างครบวงจร ซึ่งปัจจุบันได้ยกระดับไปสู่การยกร่างกฏหมายเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษชาวเล โดยมีนักวิชาการด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยรังสิตสนับสนุน
ที่บ้านน้ำเค็ม ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิรุนแรงที่สุด และเป็นจุดที่นักพัฒนาลงพื้นที่มากที่สุดได้รับการสนับสนุนการจัดการตนเองตั้งแต่เริ่มแรก ซึ่ง ไมตรี จงไกรจักร์แกนนำชุมชนบอกว่า พวกตนได้รับคำแนะนำจากนักพัฒนาจากมูลนิธิชุมชนไทและจากองค์กรอื่น ๆ ในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับเสื้อผ้าและของบริจาค การจัดระบบที่พักชั่วคราว ไปถึงการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน เช่นการสร้างกองทุน การเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ
บทเรียนบ้านน้ำเค็มนำไปสู่บทเรียนในการจัดการภัยพิบัติที่ยั่งยืนหลายประการคือ 1) ต้องมีแกนนำที่เอาจริงเอาจัง 2) มีองค์กรสนับสนุนที่เอาจริงเอาจังและต่อเนื่อง 3) ต้องมีการขยายการตั้งกลุ่มชาวบ้านออกไปให้เกิดกลุ่มใหม่ๆ เรื่อยๆ 4) ทุกกลุ่มจะต้องมีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา 5) ต้องทำให้เกิดกองทุนเป็นของตนเอง 6) ต้องมีแผนในการรับมือกับภัยพิบัติจากนั้น ก็ต้องมีการยกระดับไปสู่การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน
ไมตรี จงไกรจักร์ เล่าต่อว่า ตอนนี้เรื่องการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน ได้ถูกบรรจุไว้เป็นหนึ่งในสิบยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคประชาชนของจังหวัดพังงาไม่เพียงชาวบ้านเท่านั้นที่รับรู้ แต่ภาคีพัฒนาในพังงาก็รับรู้และถือเป็นงานของเขาด้วย ซึ่งก้าวที่สำคัญของการจัดการภัยพิบัติ ก็คือต้องยกระดับการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนไปสู่ระดับนโยบาย ซึ่งต้องมีการแก้กฎหมายบางฉบับบางเรื่องให้สอดคล้องและเอื้อกับการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนมากขึ้น เพราะการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน มีความเป็นไปได้มีความเหมาะสมกับความเป็นจริงมากกว่าเทคโนโลยีใดๆ ที่เคยใช้มาแล้ว


ที่จังหวัดภูเก็ต ชาวเล และคนจน ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติได้รวมตัวกันเป็น “เครือข่ายคนจนพัฒนาภูเก็ต” มีการรวมตัวกันทำกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าคนจน ไม่เพียงไม่เป็นภาระของสังคมแต่ยังพัฒนาเมืองร่วมกับประชาชนกลุ่มอื่นๆ ได้อย่างมีพลัง เช่นได้ร่วมกันปลูกป่าชายเลนหนึ่งล้านต้น มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงและอยู่ร่วมกับป่าชายเลนได้อย่างพึ่งพาต่อกัน
ส่วนคนไทยพลัดถิ่นหรือคนไทยที่เสียสัญชาติไทยไปเพราะปัญหาจากการแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับอังกฤษ ก่อนเกิดสึนามิ คนไทยพลัดถิ่น เริ่มมีการรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิความเป็นคนไทยกลับคืนมา แต่หลังภัยสึนามิได้มีการขยายเครือข่ายจากระนองไปประจวบและจังหวัดตราด รวมทั้งได้เชื่อมโยงกับเครือข่าย คนชายขอบด้วยกันเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางขึ้น จนพัฒนาไปสู่การเรียกร้องให้มีการแก้ไข พรบ.สัญชาติ พ.ศ.2555 เป็นผลสำเร็จ ทำให้คนไทยพลัดถิ่นได้รับสิทธิความเป็นคนไทยกลับคืนมา
ที่จังหวัดสตูลได้มีการถอดบทเรียนการพัฒนาของ 4 พื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสึนามิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตำบลขอนคลาน อำเภอทุ่งหว้า ซึ่งใช้สภาองค์กรชุมชนตำบล เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงชาวบ้านกลุ่มต่างๆ และภาคีพัฒนาในตำบล นำไปสู่การวางแผนพัฒนาตำบลโดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนในการจัดการทรัพยากรทางทะเล เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ชาวบ้านก็มีศักยภาพในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากรูปธรรมที่ตำบลขอนคลานได้ขยายบทเรียนของการใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลไปสู่ตำบลอื่นๆ เพื่อนำปัญหาของแต่ละตำบลมาบูรณาการเป็นแผนระดับจังหวัด มีการเชื่อมโยงกับภาคีพัฒนาต่างๆในระดับจังหวัด ขับเคลื่อนงานในระดับจังหวัดร่วมกันภายใต้แนวคิด “รักจังสตูล” ซึ่งแนวคิด “รักจังสตูล” ถูกใช้ในการจัดสมัชชาเพื่อนำเสนอปัญหาของภาคประชาชนในระดับจังหวัดมาแล้ว 5 ครั้ง รวมทั้งมีข้อเสนอเรื่องคนสตูลไม่เอาท่าเรือน้ำลึกปากบารา
ที่กล่าวมาเป็นบางส่วนของพลังชุมชนริมทะเลอันดามัน ที่ก่อเกิดอย่างมีนัยยะสำคัญหลังภัยพิบัติสึนามิ ซึ่งทุกเครือข่ายได้มีการเชื่อมโยงและหนุนเสริมซึ่งกันและกัน ในการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายทั้งด้านการจัดการภัยพิบัติและปัญหาของเพื่อนร่วมเครือข่าย ทั้งชาวเล คนไทยพลัดถิ่น รวมทั้งคนจนอื่นๆ ซึ่งมีข้อน่าสังเกตว่าทำไมเครือข่ายชุมชนที่ประสบภัยพิบัติสึนามิชายฝั่งอันดามัน จึงก่อตั้งขึ้นอย่างเหนียวแน่น มีพลัง พลิกวิกฤตไปเป็นโอกาส สร้างชีวิตตลอดจนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายได้
แน่นอนปัจจัยสำคัญก็คือตัวผู้ประสบภัยเองที่ทำงานอย่างมีเป้าหมายมีความต่อเนื่อง มีองค์กรสนับสนุนหรือองค์กรพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์งานพัฒนา ทั้งสองประการนี้คือปัจจัยตั้งต้นสำคัญที่ดึงดูดให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามาสนับสนุนทั้งภาควิชาการ ภาคเอกชน ฯลฯ และ ร่วมกันขับเคลื่อนงานบนฐานข้อเท็จจริงจนได้รับการยอมรับจากภาคนโยบายในที่สุด
ซึ่งความเข้มแข็งของชุมชนนี้ไม่ใช่เพียงรับมือกับภัยพิบัติจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังรับมือจากภัยพิบัติทุกรูปแบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยพิบัติที่เกิดจากเพื่อนมนุษย์การเอารัดเอาเปรียบ ความไม่เป็นธรรม โลกาภิวัฒน์ และภัยจากนโยบายรัฐที่ไม่เป็นธรรม ภัยเหล่านี้รุนแรงและเกิดบ่อยกว่าภัยธรรมชาติหลายเท่านัก





