playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

    16174706_1156719937781445_4101181411856051210_n.jpg

วันที่  24 - 26  มกราคม  2560 ที่ผ่านมา คณะทำงานการพัฒนาศักยภาพผู้นำขบวนองค์กรชุมชน และขบวนองค์กรชุมชน 16จังหวัด ร่วมกับ สำนักงานภาคกลางและตะวันตก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดเวทีการพัฒนาศักยภาพผู้นำขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตก  หลักสูตร  “พัฒนาผู้นำและนักจัดการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลงชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” ณ โรงแรมวังยางรีสอร์ท จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีเป้าหมายในการสร้างผู้นำที่มีอุดมการณ์ จิตวิญญาณ ความเชื่อและความคิดประสบการณ์ความรู้ ทักษะ เครื่องมือ มุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ผู้เข้าร่วม 130 คน  

          ตามนโยบายสำคัญของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กับการพัฒนาศักยภาพแกนนำเป็นเรื่องของการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาแนวคิดของผู้นำในพื้นที่ และต้องมีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งในส่วนของภาคกลางและตะวันตก มีการกำหนดเป้าหมาย การสร้างผู้นำที่มีอุดมการณ์ จิตวิญญาณ ความรู้ มุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมจากล่างสู่บน เพื่อชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง “การพัฒนาเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการพัฒนาทั้งหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาความคิด การพัฒนาอุดมการณ์ ความรู้เป็นสิ่งจำเป็นแต่มันเป็นเรื่องที่ตามมา

16195654_1574668585881709_3939704771630708911_n.jpg

          ความคาดหวังจากหลักสูตร  “พัฒนาผู้นำและนักจัดการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลงชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง เพื่อพัฒนาการเป็นนักจัดการที่มีประสิทธิภาพ  ตามหลักคิดทำตามแผนงาน เพื่อให้เห็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาชุมชนอย่างมีความสุข  เห็นรูปแบบการทำงานแบบมีส่วนร่วมที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม  ผู้นำในการพัฒนาองค์กรให้เข้มแข็งและมั่นคงยิ่งขึ้น พัฒนาตนเองจากประชาชนไปสู่การเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคต

          นายสุรินทร์  กิจนิตย์ชีว์ ที่ปรึกษาขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตก กล่าวต้อนรับนักจัดการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลงชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองด้วยความยินดี ร่วมกล่าววัตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพผู้นำขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตกหลักสูตร “พัฒนาผู้นำและนักจัดการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลงชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันทั้งในทุกระดับพื้นที่ตั้งแต่ระดับตำบล จังหวัด และภาค ขับเคลื่อนให้เกิดเครือข่าย และบูรณาการทำงานได้จริงร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ และภาครัฐ  สิ่งสำคัญ คือ ทำให้เป็นต้นแบบ ขยายผลในพื้นที่ และต้องมีมิติที่แตกต่าง ๆ คือ ต้องให้เกิดความท้าทาย และผู้นำแนวใหม่ต้องสร้างผลงานที่เป็นประจักษ์ให้เกิดการยอมรับ การสัมมนาในครั้งนี้ขอให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสำเร็จตามวัตถุประสงค์และผลลัพท์ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาต่อไป



          นายธีรพล  สุวรรณรุ่งเรือง ผู้อำนวยการภาคกลางและตะวันตก  กล่าวต้อนรับและให้กำลังใจนักจัดการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลง ร่วมทั้งแลกเปลี่ยนสถานการณ์ขบวนองค์กรชุมชน และสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจที่คาดหวังความสำคัญของนโยบายภาครัฐในการขับเคลื่อนภารกิจที่เร่งด่วน โดยจะเห็นว่าบทบาทสำคัญคือ การคิดนวัตกรรมในเรื่องต่าง ๆ อาทิ การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย คือ “บ้านที่มากกว่าบ้าน” สวัสดิการชุมชน “ให้อย่างมีคุณค่ารับอย่างมีศักดิ์” สภาองค์กรชุมชน “ที่เป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงทุกเรื่อง” เศรษฐกิจและทุนชุมชน ซึ่งต้องนวัตกรรมในการทำงานที่ผ่านมาทำให้มีกระบวนการวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนในการใช้ประเด็นงานขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง   

16265962_1339675936083736_1587557339612467210_n.jpg

          ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ สถานการณ์โลก /ประเทศ /นโยบายรัฐและโครงสร้างที่มีผลกระทบต่อชุมชน  "บูรพาภิวัฒน์ จุดแข็งของประเทศไทย" ซึ่งประเด็นแรกคือประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และอยู่ใกล้กับประเทศจีนมากและไม่ไกลจากประเทศอินเดีย ถ้าเทียบกับประเทศไทยนั้น ภาคเหนือใกล้ประเทศจีนทางบก ภาคอีสานใกล้ประเทศจีนทางอากาศ ส่วนสำคัญ คือ สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศจีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและเป็นมหาอำนาจของโลกอันดับสอง รองจากประเทศอเมริกา และใหญ่กว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นสองเท่า  โดยมีการวัดจากกำลังซื้อของประชากรในประเทศจีนที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ประเทศญี่ปุ่นอันดับ 3 ประเทศเยอรมันอันดับ 4 และประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 22  ซึ่งในมุมมองของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากนั้น

16298809_1574669165881651_659174676889655528_n.jpg

          เนื่องจากภูมิศาสตร์ทั้งประเทศไทยใกล้ชิดกับประเทศอินเดียทำให้ได้รับอิทธิพลต่าง ๆ ค่อนข้างมาก ทั้งทางด้านศาสนา ประวัติศาสตร์  อารยธรรม และประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นถ้วย ชาม ผ้าไหม วัฒนธรรมต่าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะทางภาคตะวันตก ทางนี้ทางภาคใต้ซึ่งสถานการณ์ที่ได้เปรียบคือ ช่องแคบมะละกาที่เป็นช่องทางการค้าขายกับเพื่อนบ้านและช่องผ่านสินค้าและน้ำมันซึ่งถือว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่มีอาหารและพลังงานต่าง ๆ ใกล้สู่ประเทศไทยมากที่สุด  และจังหวัดสตูลก็เป็นจังหวัดหนึ่ง ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ในอนาคตที่จะเกิดคลองสองฝั่ง คลองคอดกระ คลองไทย และประเทศไทยมีสองมหาสมุทรทั้งอ่าวไทยมหาสมุทรแปซิฟิก และทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย และโลกจัดให้ประเทศไทยมีรายได้ปานกลาง ทำให้เราต้องตระหนักว่าเราต้องใช้มหาสมุทรให้ได้เป็นประโยชน์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกให้ได้ โดยเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ที่เอื้ออำนวยช่องแคบมะลากาในอนาคต

          เห็นได้ว่าประเทศไทยมีจังหวัดที่ติดชายแดนจำนวนกว่า 33 จังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย กาญจนบุรี ตราด  มุกดาหาร ฯลฯ เพราะฉะนั้นชุมชนของเราต้องใช้ประโยชน์จากการค้าทางชายแดนที่มากขึ้น จังหวัดที่ติดทะเลใน 23  จังหวัด หรือ 1 ใน 4 ของประเทศไทย ยังมีชนเผ่าพื้นเมืองเดิมที่ค่อนข้างหลากหลาย เช่น มอญ เขมร ลาว  ฯลฯ ซึ่งมีข้อดีในการผสมผสานกลมกลืน และเป็นโอกาสที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เปลี่ยนวิธีคิดให้ทันกับโลกการเปลี่ยนแปลง ทั้งแนวคิดในเชิงเกษตรฯ แนวคิดการท่องเที่ยว แนวคิดเศรษฐกิจฯ ให้เท่าเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน และทันต่อสถานการณ์โลกในอนาคตต่อไป

          เติมแนวคิด “สร้างอุดมการณ์งานพัฒนา คุณค่าของชุมชน”ผลจากการแลกเปลี่ยนสถานการณ์โลก ทำให้เรามีอุดมการณ์งานพัฒนา คำว่า ชุมชนเข้มแข็ง กับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ปัจจัยสำคัญในการพัฒนารูปธรรมให้สำเร็จ กับการพัฒนาคน และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานในสังคม ชุมชน และสถานการณ์ภายนอกที่เกี่ยวข้อง

          เนื้อหาหลักสูตร ประกอบด้วย “รู้เขา รู้เรา” ดังรายละเอียด

                   รู้เขา คือ  รู้สถานการณ์สังคมโลกเกิดอะไร  ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กับการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “สถานการณ์โลก /ประเทศ /นโยบายรัฐและโครงสร้างที่มีผลกระทบต่อชุมชน  และการเรียนรู้หลักคิด ที่นักพัฒนาต้องวิเคราะห์  

          “รู้เรา” กับการพัฒนาบนฐานทรัพยากรที่มีอยู่  ทิศทางข้างหน้าที่งานพัฒนาต้องปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว กับการเติมแนวคิดผลจากการแลกเปลี่ยนสถานการณ์โลก ทำให้เรามีอุดมการณ์งานพัฒนา คำว่า ชุมชนเข้มแข็ง กับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่มีประสบการณ์จำนวน 4 คน ได้แก่ 1) นาย โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์  กับกระบวนการใช้ข้อมูลทำให้คนเห็นกับการเปลี่ยนแปลง  2) นายสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ ปราชญ์ชุมชนที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาคนและการสร้างแรงบันดาลใจ  3) นายทรรศิน สุขโต กับวาทะ “ตามองดาว เท้าติดดิน” คือการเห็นการเปลี่ยนแปลง และ 4) นางจรรยา กลัดล้อม ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชัยนาท กับการทำงานเป็นทีม กับการรักษาทีม เพื่อนร่วมอุดมการณ์มีการกำหนดปัจจัยสำคัญในการพัฒนารูปธรรมให้สำเร็จ กับการพัฒนาคน และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานในสังคม ชุมชน และสถานการณ์ภายนอกที่เกี่ยวข้องที่อาศัยประสบการณ์ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

          “ติดอาวุธทางปัญญา” เพื่อลงไปปฏิบัติการระดับพื้นที่ โดย นายปิยะ พวงสำลี ผู้แทนภาคประชาสังคม หนึ่งในคณะทำงานพัฒนาศักยภาพผู้นำภาคกลางและตะวันตก กับการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ที่สอดรับกับสถานการณ์ในชุมชน และการเปลี่ยนแปลงของภาครัฐ

         16265894_1265623633526995_3587453228826352308_n.jpg

ในช่วงท้ายมีการมอบใบประกาศนียบัตรนักจัดการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลงชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง รุ่น 1 ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อกระบวนการยกระดับศักยภาพที่ทำให้ผู้นำในพื้นที่ได้เข้าใจสถานการณ์โลก สังคม ชุมชน ที่ไม่มองแค่เฉพาะตนอย่างเดียว แต่เกิดองค์ร่วมที่บูรณาการการแก้ปัญหาที่เป็นบทบาทของพลเมืองที่ให้ความสำคัญต่อสถานการณ์บ้านเมือง  ตามแนวทาง 8 ประกอบด้วย 1) ผู้นำดี 2) สมาชิกดี 3) เครือข่ายดี 4) วิธีการดี 5) แผนงานดี 6) ผลลัพธ์ดี  7) บริหารจัดการดี  และ 8) การสื่อสารดี และในการจัดครั้งนี้สถาบันฯได้เน้นเป้าหมายบูรณาการแบบองค์รวมในการขับเคลื่อนงานพัฒนาความคิดและองค์ความรู้ให้มีคุณภาพในพื้นที่ต่อไป



รายงานโดย สุภาภรณ์  ดำรงพันธ์ สำนักงานภาคกลางและตะวันตก

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter