บทความโดยสุวัฒน์ คงแป้น

ช่วงระยะเวลาเดือนเศษตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2559 ถึงปลายเดือนมกราคม 2560 ภาคใต้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมถึง 3 ครั้ง สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินครอบคลุมเกือบทุกจังหวัด ซึ่งท่ามกลางความเดือนร้อนที่ได้รับจากน้ำท่วม ด้านดีก็คือได้สร้างบทเรียนครั้งสำคัญในการรับมือหรือการจัดการภัยพิบัติให้คนใต้เช่นกัน
ไมตรี จงไกรจักร อาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากจังหวัดพังงาเล่าว่าโดยปกติทั่วๆไปยามเกิดภัยพิบัติ เราจะเห็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัย 3 ลักษณะ ด้วยกัน รูปแบบแรกในลักษณะแบบหน่วยกู้ภัยที่มูลนิธิหรือองค์กรต่างๆหรือแม้แต่ทหารทำกัน โดยอาศัยบุคลากรหรือเครื่องมือที่มีความพร้อมส่งกำลังลงไปช่วยผู้ประสบภัยที่อยู่ในความเสี่ยงให้ปลอดภัยและมอบทั้งปลาอาหารให้ประทังชีวิตเบื้องต้น ลักษณะเช่นนี้เป็นการกู้ชีวิตเป็นด้านหลัก ซึ่งเป็นจิตอาสาที่มีประสบการณ์และมีความกล้าเป็นอย่างยิ่ง การช่วยเหลือลักษณะนี้มีให้เห็นอยู่หลายครั้งตอนน้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ อำเภอชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ที่หน่วยกู้ภัยไปช่วยชาวบ้านที่ติดอยู่บนหลังคาบ้าน บนต้นไม้หรือหนีขึ้นไปอยู่บนเสาไฟฟ้า หรือการช่วย เด็ก คนชรา ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ให้พ้นจากอันตราย

รูปแบบที่สองเป็นรูปแบบทั่วไปที่ใครก็ทำได้ ก็คือเมื่อทราบว่าเพื่อนร่วมชาติประสบภัยพิบัติน้ำใจคนไทยก็หลั่งไหล่ออกมาในรูปแบบต่างๆทั้งการบริจาคเงินทอง สิ่งของสำหรับอุปโภค บริโภค ทั้งที่นำไปเองและบริจาคผ่านองค์กรต่างๆ น้ำใจคนไทยลักษณะนี้ เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางหลั่งไหลมาจากทุกภาคของประเทศ จนไม่อาจประมวลออกมาเป็นข้อมูลที่ชัดเจนได้ เป็นความดีอย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน รูปแบบนี้อาจหมายรวมถึงรูปแบบย่อยอีก 2 ประการ ประการแรกคือการช่วยเหลือในลักษณะถุงยังชีพของหน่วยงานภาครัฐ เช่น อบต. เทศบาลแลหน่วยงานรัฐ อื่นๆ แต่การช่วยเหลือของรัฐมักจะล่าช้า เพราะต้องรองบประมาณ ต้องให้ของพร้อมดังขึ้นกว่าผู้ประสบภัยจะได้รับการช่วยเหลือก็ต่อเมื่อภัยได้ผ่านพ้นไปแล้ว รวมทั้งมีข้อจำกัดในกฎระเบียบของทางราชการที่จะช่วยเหลือได้เฉพาะผู้ที่มีเลขประจำตัว 13 หลัก เท่านั้น
ส่วนประการที่สองคือ การช่วยเหลือของผู้ใจบุญที่ต้องการนำของไปบริจาคให้ถึงมือผู้ประสบภัยด้วยตัวเอง ดูราวกับว่า “มีผู้ประสบภัยเป็นของตัวเอง” เข้าแถวแจกแล้วก็ถ่ายรูปของหมดก็จบ ส่วนใหญ่ของที่แจกจะน้อยกว่าผู้ประสบภัยเกิดการแย่งชิงและผู้ประสบภัยคือผู้น่าสงสารช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
ประเภทสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ การช่วยเหลือโดยผู้ประสบภัยด้วยกันเอง ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและอย่างมีนัยยะสำคัญตอนน้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ ไม่ใช่รูปแบบที่เกิดขึ้นลอยๆแต่เป็นพัฒนาการที่เป็นบทเรียนจากภัยพิบัติหลายครั้งที่ผ่านมา เช่น ประสบการจากภัยพิบัติสึนามิ ปี 2547 ประสบภัยดินถล่มที่อุตรดิษถ์ ปี 2549 น้ำท่วมภาคใต้ ปี 2554 และแผ่นดินไหวที่เชียงราย ปี 2556
ประสบการณ์จากภัยพิบัติหลายครั้งที่กล่าวมาข้างต้น สอนให้ผู้ประสบภัยรู้ว่า ผู้ประสบภัยไม่ใช่ผู้น่าสงสารที่รอแต่การช่วยเหลือจากผู้อื่น แต่เป็นผู้มีพลังที่จะช่วยเหลือกันเองได้ และไม่ได้มองเพียงระยะเฉพาะหน้า เมื่อภัยผ่านไปก็จบกันไป รอภัยครั้งใหม่ที่จะเข้ามาและช่วยเหลือกันแบบเดิมอย่างไม่มีที่สิ้นสุดแต่จะคิดถึงการสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นโดยผู้ประสบภัยเอง
การจัดการกับภัยพิบัติแนวนี้ เริ่มจากองค์การชุมชนที่มีประสบการณ์จากภัยพิบัติที่ผ่านมา หรือองค์กรชุมชนในพื้นที่ที่มีการร่วมตัวกันอย่างเข้มแข็งหรือจากองค์กรพัฒนาที่ทำงานกับชาวบ้านลงพื้นที่เข้าไปจัดตั้งหรือสนับสนุนให้ผู้ประสบภัยรวมตัวช่วยเหลือกันเองตามบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยมีทุนประเด็นเล็กๆน้อยหาสถานที่ที่เหมาะสมตั้งครัวกลางของชุมชนจัดหาอาหารของจำเป็นให้กับชาวบ้าน รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ มีการสรุปบทเรียนและประเมินสถานการณ์กันทุกวัน ซึ่งการทำเช่นนี้ไม่เพียงทำให้ชาวบ้านผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลือเห็นอกเห็นใจกันเท่านั้นแต่ยังได้สร้างแกนนำชุมชนที่มีจิตอาสาสร้างแนวคิดการจัดการภัยพิบัติ ที่ยั่งยืนให้กับแกนนำเหล่านั้นอีกด้วย
เมื่อภัยพิบัติคลี่คลายลงไปก็จะปรับจากครัวกลางเป็นศูนย์ประสานงานชวนกันคิดชวนกันคุยเรื่องการฟื้นฟูและการจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืนไม่ใช่เมื่อภัยผ่านไปก็เลิกกันไปอีกต่อไป ซึ่งภัยน้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้เกิดกลุ่มชุมชนที่ลุกขึ้นมาจัดการภัยพิบัติทั้งที่หลังสวนชุมพร เขาพนม กระบี่ สุราษฎร์ธานี ตรัง และนครศรีธรรมราช รวมๆแล้วไม่น้อยกว่า 20 ศูนย์
โดยเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ผู้ประสบภัยพิบัติเหล่านี้ได้รวมตัวกันน้ำประสบการณ์ที่ทำมาพุดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และยกระดับเป็นแนวทางหรือข้อเสนอในการจัดการภัยพิบัติโดยองค์กรชุมชนอย่างยั่งยืน 3 ระดับด้วยกัน
ข้อเสนอระดับตำบล ทุกตำบลจะต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยขึ้นมาที่จะใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการด้านภัยพิบัติของตำบล โดยพื้นที่กลางนี้ต้อง 1)มีทีมงานที่เข้มแข็งมีความพร้อมและมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป 2)มีการจัดทำข้อมูลทุกประเภทของตำบลทั้งข้อมูลทางกายภาพที่ลุ่มที่ดอนแม่น้ำพื้นที่เสี่ยงข้อมูลประชากรเด็ก คนชรา สัตว์เลี้ยง ฯลฯ 3)จะต้องมีอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น อุปกรณ์การทำครัวกลาง เครื่องมือสื่อสาร เรือกลาง อุปกรณ์การนอน ฯลฯ และ 4)ต้องมีกองทุนภัยพิบัติเป็นของตำบล ฯลฯ เชื่อว่าหากดำเนินการตามนี้ได้ก็จะสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้โดยไม่เดือดร้อน ทั้งนี้พื้นที่กลางอาจรวมถึงพื้นที่ปฏิบัติการ พื้นที่รวมพลที่หลับทีนอน ที่ปลูกพืชระยะสั้น และพื้นที่ปลอดภัยสำหรับสัตว์เลี้ยงด้วย
ข้อเสนออีกประการหนึ่งของระดับตำบลก็คือ ตำบลที่มีสภาองค์กรชุมชนตำบลอยู่แล้วให้ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบล เป็นเวทีจัดทำแผนภัยพิบัติ โดยการสนับสนุนงบประมาณในการทำแผนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) การทำแผนภัยพิบัตินี้จะครอบคลุมทุกมิติของตำบล รวมทั้งบางเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีท้องถิ่น เช่น การตั้งบ้านเรือนในในที่ลุ่ม ก็อาจยกระดับไปสู่ “ข้อบัญญัติท้องถิ่น” เพื่อห้ามหรือกำหนดรูปแบบบ้านที่จะสร้างในที่ลุ่ม เป็นต้น
ถัดมาคือข้อเสนอในระดับจังหวัด ให้มีการประมวลข้อเสนอระดับตำบลในประเด็นที่อยู่เหนือกำลังของชาวบ้านเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดตามมาตรา 27 หรือส่งต่อข้อเสนอจากผู้ว่าราชการจังหวัด (ประมวลปัญหาที่แต่ละจังหวัดประสบ) เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการตามมาตรา 32(3) แห่ง พรบ. สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 เช่นข้อเสนอที่เกี่ยวกับถนนขวางทางน้ำก็ให้มีการทำท่อบล็อก ระบายน้ำเป็นระยะๆทั้ง ถนนสายหลัก (เพชรเกษม 41) และถนนสายรองทั้งหมด หรือการย้ายชุมชนใหม่ ออกจากพื้นที่เสี่ยง เช่น ย้ายชุมชนจากเขาพนม จ.กระบี่ หรือเสนอให้มีการยกบ้าน (ดีดบ้าน) ที่สร้างในที่ลุ่มให้เป็นบ้านสองชั้น เป็นต้น
ประการสุดท้ายเป็นข้อเสนอระดับนโยบาย คือการแก้ไขปรับปรุง พรบ. ภัยพิบัติ ปี 2550 ให้มีการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนไปอยู่ที่ตำบลทั้งการประกาศภัยและการกระจายงบประมาณ ให้ชุมชนจัดการเอง ซึ่งจะทำให้สามารถจัดการภัยพิบัติ ได้อย่างรวดเร็วมีพลัง และตรงกับความต้องการของชุมชน
นี่คือสาระทั้งหมดของข้อเสนอในการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ โดยมีหัวใจอยู่ที่สองประการคือ การทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เพื่อใช้ความเข้มแข็งของชุมชนไปจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ภัยมาครั้งก็ทำกินครั้งหนึ่งเหมือนที่ เป็นอยู่
อย่างไรก็ดีเรื่องภัยพิบัติมีแนวโน้มที่จะเกิดบ่อยและมีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้เพราะโลกร้อนขึ้นอันเนื่องจากมีการเผ่าไหม้ ที่ใช้พลังงานจากฟอสซิล ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก การตัดไม้ทำลายป่ารวมทั้งการก่อสร้างถนนหนทางขวางทางน้ำ เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญและเอาจริงเอาจังมากกว่าการอนุมัติงบประมาณลงช่วยเหลือยามเกิดภัยเหมือนที่ทำอยู่ในปัจจุบัน แต่ต้องแก้สาเหตุที่ทำให้เกิดภัย มีแผนการส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานสะอาด มีฝังเมืองที่เหมาะสม มีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับภัยพิบัติรวมทั้งมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
ที่สำคัญก็คือต้องเปิดโอกาสส่งเสริมให้ผู้ประสบภัยมีพลังสร้างชุมชนเข้มแข็ง สู่การจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืนโดยชุมชนเอง






