playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

                                                                                                                                                             บทความโดย สร้อยแก้ว คำมาลา

16409876_732272166940780_910349157_o.jpg

กับโครงสร้างประเทศที่ระบบราชการผลิตผู้ปฏิบัติงานให้มีสถานะอยู่เหนือกว่าผู้มารับบริการ ทำให้หลายสิบปีที่ผ่านมาของเมืองไทย การสำรวจประชากรยังคงมีความหละหลวม บกพร่อง และการวางระบบให้เหมาะสมกับสภาพที่เกิดขึ้นจริง ยังเกิดขึ้นน้อย

การสำรวจประชากรหรือการเข้าถึงสิทธิพลเมืองของประชากรหลายต่อหลายเรื่องในอดีตจึงก่อให้เกิดปัญหามาจนถึงปัจจุบัน กรณีเด็ก G คือปัญหาหนึ่ง ที่พ่อแม่พวกเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่าอยู่ดั้งเดิมมานาน มีชื่อในทะเบียนราษฎร์ แต่ไม่ได้รับสิทธิในการเป็นพลเมืองไทย

นักเรียนรหัส G หมายถึง นักเรียนที่ยังไม่มีบัตรประชาชนคนไทย ซึ่งพวกเขาต้องมีตัวเลขประจำตัวเพื่อใช้ในระบบการศึกษา แต่ไม่เกี่ยวกับเลข 13 หลักของกระทรวงมหาดไทย โดยมีหลักการการกำหนดเลขใช้แทนเลข 13 หลัก ดังนี้

เลขหลักที่ 1G คือ Generate หมายถึงการออกเลขประจำตัว 13 หลักที่ถูกกำหนดขึ้นโดยระบบ DMC (Data Management Center)

เลขหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงรหัสจังหวัด

เลขหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงรหัสอำเภอ

เลขหลักที่ 6 และ 7 หมายถึงรหัสปีการศึกษา

เลขหลักที่ 8 ถึง 13 หมายถึงเลขลำดับที่ของนักเรียนที่ไม่มีเลขประจำตัวคนที่เท่าใดของระบบฐานข้อมูล DMC

ข้อมูลเมื่อปี 2558 พบว่ามีเด็กนักเรียนรหัส G ราว 67,433 คน ส่วนใหญ่มักอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทยซึ่งทั้งหมดนี้มีสถานะเป็นนักเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ อันเป็นผลมาจากยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการกำหนดสถานะและสิทธิของบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยทุกกลุ่ม

16466057_732271363607527_743543301_o.jpg

มติครั้งนั้นทำให้กระทรวงศึกษาธิการขานรับมติด้วยการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวและได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548  ขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนราษฎร์ แต่ยังไม่มีสถานะที่ถูกต้องทางกฎหมาย โดยได้รับเงินอุดหนุนรายหัวในอัตราค่าใช้จ่ายรายหัวที่ให้กับเด็กไทย แต่ด้านการสาธารณสุขนั้น กลุ่มเด็กรหัส G ไม่มีโอกาสได้รับการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ยกเว้นการฉีดวัคซีนและอุบัติเหตุ จึงทำให้หลายครั้งที่เด็กกลุ่มนี้เจ็บป่วย พ่อแม่ไม่กล้าพาไปหมอเพราะไม่มีเงินรักษา ขณะที่ทางครูหรือโรงเรียนเองก็ไม่อาจนิ่งดูดายหากว่าเด็กนักเรียนของตนเองเจ็บป่วย

16409371_732273480273982_1324164649_o.jpg

ปัญหาด้านการสาธารณสุขสำหรับเด็กหกหมื่นกว่าคนนี้จึงนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบกับทุกฝ่ายทุกกระทรวง ไม่ว่า มหาดไทย สาธารณสุข ศธ. สภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานพัฒนาเอกชน ซึ่งได้พยายามจะเสนอกับทางครม. เพื่อขอให้เด็ก G จำนวน 67,433 คนนี้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข เพราะเห็นว่าหากเด็กๆ เหล่านี้เจ็บป่วยไม่ได้รับการรักษา ถ้าเป็นโรคติดต่อก็สามารถแพร่ระบาดสู่สังคม ชุมชนได้เช่นกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างได้

ขณะเดียวกันโรงพยาบาลตามตะเข็บชายแดนก็ประสบปัญหาภาระหนี้สิน เนื่องจากได้ให้การรักษาช่วยเอกลุ่มคนไทยไร้สถานะ รวมถึงคนไร้สัญชาติ  ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลใน 31 จังหวัดชายแดนพบว่า ในปีงบประมาณ 2558  มีค่ารักษาพยาบาลที่หน่วยบริการของกระทรวงสาธารณสุขเรียกเก็บไม่ได้เป็นจำนวนเงินสูงถึง 556,488,140 บาท

หากจะย้อนกลับไปก่อนการประกาศพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2545 กลุ่มชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีปัญหาสถานะและสิทธิจำนวนหนึ่งเคยได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขจากโครงการสวัสดิการสำหรับผู้มีรายได้น้อย (สปร.) และโครงการบัตรสุขภาพ 500 บาท ของกระทรวงสาธารณสุข จนเมื่อมีการประกาศ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2545 กฤษฎีกา ตีความว่า ผู้มีสิทธิได้รับบริการด้านสาธารณสุข หมายถึงเฉพาะ “คนมีสัญชาติไทย” เท่านั้น ทำให้กลุ่มชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธ์ที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ ถูกถอดสิทธิและเสียสิทธิในการให้บริการสาธารณสุขของรัฐนับแต่นั้น

ต่อมา ปี 2553 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 เพื่อการให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขแก่บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ จำนวน 475,409 คน และ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีมติเพิ่มเติมกลุ่มผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิ เข้าสู่กองทุนให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขตามมติ 23 มีนาคม 2553 อีกจำนวน 208,631 คน (รวมทั้งสองครั้ง คืนได้คืนสิทธิให้แก่คนไร้สถานะ 684,040 คน) แต่ว่าก็ยังไม่อาจครอบคลุมผู้ประสบปัญหาสถานะและสิทธิทั้งหมดได้

ดังนั้น ในวันเดียวกัน (20 เมษายน 2558) คณะรัฐมนตรีจึงมีความเห็นว่า กลุ่มเด็ก G ยังขาดหลักฐานเพื่อจะขอรับสิทธิด้วย จึงได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งเพื่อยืนยันความถูกต้องและรับรองการขึ้นทะเบียนของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเพื่อจะเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป แต่จากวันนั้นถึงวันนี้แล้ว เรื่องยังคงไม่คืบหน้านัก ขณะที่ปัญหาหรือความเจ็บไข้ได้ป่วยของเด็กๆ ยังคงเกิดขึ้นและดำเนินเรื่อยไป และหลายครอบครัวก็ประสบปัญหาต่างๆ กันไป

นางสาวกัญญพัฒนศร ยวงใจ คุณครูจากโรงเรียนบ้านห้วยม่วง ได้กล่าวถึงนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ไม่สบายเนื่องจากอาการปวดฟัน จึงไปพาไปโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ก็พบว่าเด็กหญิงเป็นฝีหนองในช่องฟัน ต้องทำการรักษาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ แต่ด้วยเด็กหญิงไม่มีบัตรประชาชนคนไทย สิทธิการรักษาพยาบาลไม่ครอบคลุม แต่อาการป่วยของเด็กก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องพาไป ซึ่งหลังการรักษา ปัญหาก็เกิดขึ้นตามที่คาดคือ เด็กมีฐานะยากจนไม่มีเงินจ่าย ต้องให้พ่อแม่มาลงลายเซ็นไว้ว่าเป็นหนี้โรงพยาบาล หลังการรักษา เด็กหญิงจะต้องมาพบหมอตามนัด แต่เธอก็ไม่ค่อยกล้าจะกลับไปนักเพราะกลัว

เรื่องของเด็กหญิงนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยม่วงเป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ตัวอย่างหนึ่งท่ามกลางเด็กนักเรียนอีกหลายๆ คนที่ประสบปัญหาคล้ายกัน ดังนั้น พวกเขาต้องพยายามอย่าเจ็บป่วย หรือหากป่วยไม่มากก็รักษาตนเองที่บ้าน

16466509_732273786940618_1645733178_o.jpg

เด็กชายซอ เซียมราย นักเรียนชั้น ป.4 ของโรงเรียนห้วยหมากเลี่ยม บอกว่า เขาใฝ่ฝันอยากเป็นคนทำงานในโรงพยาบาล เพราะอยากช่วยเหลือรักษาคน แต่ทุกวันนี้จะไปไหนไกลก็ยังไม่กล้า กลัวว่าจะโดนจับ และเมื่อถามว่าที่ผ่านมาเคยไม่สบาย ต้องไปหาหมอไหม เขาบอกว่าไม่เคย โชคดีที่เขาไม่เคยเจ็บป่วยหนักๆ จนต้องไปหาหมอ แต่ก็ไม่มีอะไรมาเป็นหลักประกันได้ว่า ในวันข้างหน้าเขาจะไม่ป่วย 

ความพยายามผลักดันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อลดปัญหาด้านสาธารณสุขและผลกระทบของโรงพยาบาลที่ได้รับ ทำให้เรื่องถูกส่งผ่านไปถึงสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2559 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขก็ได้เสนอต่อครม. เพิ่มเติมกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ ให้เข้าถึงกองทุนให้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข 107,662 คน ซึ่งเป็นเด็ก G จำนวน 67,433 คนซึ่งนักเรียนรหัส G นี้ เป็นกลุ่มบุคคลที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร (ท.ร.14) แต่ยังไม่มีสัญชาติ (ที่เหลือคือกลุ่มคนดั้งเดิมที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์อีกจำนวน 40,226 คน) โดยเป็นตัวเลขสรุปจากมหาดไทย  

แต่การเสนอไปในครั้งนั้น จนบัดนี้ก็ยังเงียบไม่มีความคืบหน้า


การขอสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขให้กับพวกเขาเหล่านี้ ในมุมมองของ นายสุมิตร วอพะวอ ผู้จัดการโครงการสถานะบุคคลและสิทธิพลเมือง องค์การแพลน สำนักงานประเทศไทย เห็นว่า เราไม่ได้ขอเพื่อให้พวกเขาเท่านั้น แต่เพื่อให้สังคมไทย ชุมชนไทย มีความเป็นอยู่ที่ดีด้วย เพราะผลกระทบของคนป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา หากขยายลุกลามสู่ชุมชน ผลเสียหายอาจจะยิ่งกว่าจำนวนเงินที่รัฐกำลังคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการสาธารณสุขในเบื้องต้นนี้

16389036_732274576940539_701825048_o.jpg

“หากโรคนั้นเป็นโรคติดต่อที่ไม่ได้รับการรักษาหรือเฝ้าระวังล่ะ มันก็จะติดต่อกันคนอื่นๆ ที่เป็นคนไทยได้เหมือนกัน มันจึงไม่ได้แปลว่า เมื่อพวกเขาเดือดร้อนแล้วชุมชนหรือสังคมไทยจะไม่ได้รับผลกระทบ ดังนั้น หากมีกระบวนการใดก็ตามที่จะช่วยให้พวกเขามีโอกาสเข้าถึงในการเยียวยาความเจ็บป่วย ก็จะช่วยให้ระบบทั้งระบบของชุมชนดีขึ้น ถือเป็นการดูแลชุมชนทั้งหมด"

ขณะที่ นางสาวเกศรา สุกิน โรงพยาบาลอำเภอฝาง เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน ก็ได้ระบุหนี้สูญของโรงพยาบาลฝาง อันเกิดจากไม่อาจเรียกเก็บจากผู้ที่มารักษาได้ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเภทอุบัติเหตุ) ว่ามีจำนวนราวสิบล้านบาทต่อปี ซึ่งการที่โรงพยาบาลต้องมีตัวเลขหนี้สูญเช่นนี้ทำให้โอกาสที่ทางโรงพยาบาลจะได้รับจากรัฐหลายด้านต้องหมดลงด้วย เพราะมีผลต่อเกณฑ์การประเมินโรงพยาบาล

ปีที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้มีคำสั่งให้ทุกโรงพยาบาลสำรวจกลุ่มเด็ก G และส่งข้อมูลให้กับกระทรวงเพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป ซึ่งสำหรับโรงพยาบาลอำเภอฝางได้ส่งข้อมูลให้กับกระทรวงสาธารณสุขแล้ว โดยมีตัวเลขเด็กรหัส G ประมาณ 1,500 คน หากทางกระทรวงมีคำสั่งออกมาให้เด็กกลุ่มนี้มีสิทธิเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขได้ นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเด็กแล้ว ก็จะเป็นการช่วยเหลือโรงพยาบาลไม่ต้องแทงหนี้สูญด้วย

ขณะที่อีกหลายๆ ความเห็นทั้งจากตัวแทนภาครัฐและชาวบ้าน มองว่า หากมีการพิสูจน์สิทธิ์และชาวบ้านได้รับบัตรประชาชนคนไทย พวกเขามีการเสียภาษีเช่นเดียวกับคนไทยทั่วๆ ไป ก็น่าจะเป็นการดีเพื่อให้เงินภาษีเหล่านั้นย้อนกลับมาเป็นค่าสิทธิรักษาพยาบาลหรือค่าเล่าเรียนที่รัฐต้องจ่ายไป

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter