มหาสารคาม/ ระหว่างวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2560 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดสัมมนาคณะอนุกรรมการภาคฯ และขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมตักสิลา จ.มหาสารคาม โดยมีคณะอนุกรรมการภาคฯ คณะทำงานชุดต่างๆ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่เข้าร่วม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนถึงแนวทางการทำงาน และกำหนดแผนปฏิบัติการก้าวไปสู่ยุทธศาสตร์อีสานหนึ่งเดียว
โดยในวันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2560) ได้รับเกียรติจากนายพลากร วงศ์กองแก้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มาบรรยายหัวข้อ “บทบาทขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสาน กับการพัฒนาเพื่อกำหนดอนาคตของตนเอง” โดยกล่าวว่า 16 ปี ที่พี่น้ององค์กรชุมชนทำงานกับ พอช. เชื่อว่าชุมชนมีประสบการณ์มากพอที่จะเป็นอิสระ สถานการณ์ที่กระทบในพื้นที่ ต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าไทยแลนด์ 4.0 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ในระดับสากล สิ่งเหล่านี้กำลังจะมาถ้าเราไม่เท่าทันเราจะแพ้ ไทยแลนด์ 4.0 ธงไม่มีอะไร ถ้าเราจะแข่งขายข้าวกับเวียตนาม ที่ประเทศเขามีแรงงานมาก ค่าจ้างถูก แนวคิด 4.0 คือการหันมาใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้นในการผลิต
โลกในปัจจุบันศูนย์กลางและตลาดใหม่ของโลกกำลังเคลื่อนมาที่กลุ่ม BRIC บราซิล รัสเซีย อิเดีย และจีน ที่มีประชากรรวมกันมากกว่าร้อยละ 43 ของประชากรโลก ที่มีรวมกัน 7,087 ล้านคน อาเซียนมีประชากร 636,512,723 คน บ้านเราภาคอีสานมีประชากรมากที่สุด ประมาณ 22 ล้านคน แต่เป็นพื้นที่ยากจนที่สุด ถ้าจะเปลี่ยนประเทศไทยต้องเปลี่ยนภาคอีสานให้ได้
นายพลากร กล่าวต่อว่า ในอนาคตข้างหน้าโลกจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ปัญหาคือ คนเกิดน้อย ตายยาก ทำให้แรงงานน้อยลงในการพัฒนาประเทศ เพราะบางส่วนต้องไปดูแลผู้สูงอายุ ปัจจุบันคนมีลูกน้อยลง เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ต้องเผชิญหน้าในภาคอีสาน ทั้งเรื่องการคมนาคม ระบบขนส่งเราต้องเผชิญหน้ากับระบบการขนส่งในยุคใหม่ที่ขอนแก่นเป็นศูนย์กลาง หรือพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ การลงทุนข้ามชาติ อนาคตเราจะเปลี่ยนไปแล้ว พื้นที่รอบอีสานถูกกำหนดแล้วว่าจะเป็นอะไร นครราชสีมาถูกกำหนดให้เป็นเขตอุตสาหกรรม หรือการตั้งโรงงานน้ำตาลทั่วภาคอีสาน เป็นโรงงานที่ตอบสนองอาเซียน ตอบสนองความต้องการของโลก เป็นการต่อสู้ของภาคประชาชนที่จะเสนอรัฐว่าควรทำโรงงานน้ำตาลที่ไหน อย่างไร ขบวนเราจะเดิน จะโยงอย่างไร หรือที่เขตอีสานเหนือได้ถูกกำหนดจะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน เป็นเมืองการค้าชายแดน ทิศทางการพัฒนาประเทศมีการกำหนดพื้นที่ไว้แล้ว และวิธีคิดในการจัดกรอบงบประมาณของรัฐก็คิดตามนี้ ไม่ได้คิดเอาสังคมเป็นตัวตั้ง แต่แน่นอนที่สุดว่างบประมาณจะลงไปที่จังหวัดแน่นอน
6 เรื่องใหญ่ในแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี (2560-2579) เป็นเรื่องที่ดีหมดทั้ง 6 เรื่อง 1)ความมั่นคง 2)การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3) การพัฒนาและเสริมศักยภาพคน 4) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมทางสังคม 5) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 6) การปรับสมดุลพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ เรื่องการพัฒนาคน ตรงกับวิธีคิดของพวกเรา แต่รัฐบาลพัฒนาคนรองรับการไปสู่ 4.0 แล้วเราจะพัฒนาคนไปสู่อะไร
แผนชาติ 20 ปี จะโยงกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 มีเรื่องอะไรอย่างไรบ้าง การคิดเรื่องของแผน เราต้องมองให้เห็นความเชื่อมโยง กลไกและกระบวนการของแผนพัฒนาในระดับต่างๆ ทั้งระดับชุมชน ท้องถิ่น ภูมิภาค และส่วนกลาง เรายังไม่ได้คิดค้นเรื่องการเชื่อมโยงในระดับต่างๆ ที่ชัดเจน เราอยู่ตรงไหน เตรียมการในปีนี้ไม่ทัน ปีหน้าเราจะอยู่ตรงไหน ฐานพื้นที่ชุมชนเรามีมากที่สุด ต้องคิดค้นรูปแบบใหม่ๆ ข้างหนึ่งลงข้างล่าง อีกด้านทะลุกลุ่มจังหวัดอย่างไร น่าสนใจที่จะขยับเป็นทิศทางที่จะไปสร้างกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด และกลุ่มจังหวัด
กำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน อีสานหนึ่งเดียวหมายถึงอะไร เป็นหนึ่งเดียวของภาคประชาชน อยากเปลี่ยนอะไร แล้วกำหนดกลยุทธ์ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ตามประเด็นที่ พอช.ให้งบ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ได้อย่างไร ทำให้เกิดชุดแผนงานในหลายระยะ เดินไปหาผู้ว่า หรือจะตั้งกลุ่มไปคุยกัยรองนายก ถ้าเป็นชุดแผน เป็นแพคเกจ และเป็นแผนของภาคประชาชน ที่เชื่อมโยงภาคี หน่วยงาน เข้าร่วม
ถ้าเราช้า ธุรกิจเอกชนครอบทันที อยู่ที่เราจะเดินหน้าอย่างไร ประชารัฐทำให้พื้นที่จังหวัดเปิด จะเข้าไปทำได้อย่างไร งบประมาณที่ดันในพื้นที่ดันด้วยประชารัฐไม่ใช่ราชการในพื้นที่ เศรษฐกิจฐานราก เป็นเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน ขณะนี้รัฐบาลยังมองไม่เห็น ระบบพื้นที่จะเปลี่ยนอย่างไร อย่างเมืองแม่สอดก็เป็นของอุตสาหกรรม ไม่ใช่พื้นที่เศรษฐกิจของฐานราก จะทำอย่างไร ขณะนี้ฐานรากยังไม่มา ศักยภาพที่เราสั่งสมกันมา จะสร้างไปสู่โอกาสใหม่ๆ อย่างไร นายพลากร กล่าวในตอนท้าย
นายแก้ว สังข์ชู อดีตคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า ในการเคลื่อนของชุมชน มี 2 ลักษณะ หนึ่งจิตอาสาแบบเอ็นจีโอ แต่ที่เราทำเป็นจิตอาสาแบบชาวบ้าน มันมีข้อแตกต่างที่เรายังพึ่งหน่วยงานต่างๆ แต่การเคลื่อนเราจะทำอย่างไรให้มีเงินมาเคลื่อนของเราเอง เป็นไปได้ไหมที่คนในจังหวัดลงขันมาช่วยกันเคลื่อน เราทำงานโครงการพอหมดทุนทรัพย์เราก็หยุด แต่ถ้าจังหวัดระดมทุนคนละ 5 บาท 10 บาท มาตั้งกองไว้ที่จังหวัดเป็นกองทุนในการทำงาน ไม่ต้องรอ พอช. สสส. และไม่ต้องรายงานใคร ชาวบ้านถือปิ่นโตมา เสียค่ารถมาเอง เพราะมาคุยเรื่องของเขาเองที่สนใจทำเรื่องพื้นที่
ส่วนการกระจายอำนาจที่กระจายมาสู่ภาค ให้คนในภาคได้บริหารจัดการในงานมิติต่างๆ อย่างเรื่องสวัสดิการชุมชน แท้จริงแล้วเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างจากเดิมที่รัฐเป็นคนจัดให้ประชาชนรอรับมาเป็นชาวบ้านเป็นคนจัด ปัจจุบันนโยบายลงมาข้างล่างอย่างเต็มที่ พอช.ก็กระจายอำนาจ แต่เราไม่มีแผนมีโครงการไปเชื่อมต่อกับนโยบายจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ต้องพึ่งตนเอง จัดการเองจึงจะเดินได้ พอช.ก็กระจายอำนาจลงมาให้ องค์กรชุมชน หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่มาร่วมกันบริหารจะเป็นจริงได้อย่างไร
นายสุพัฒน์ จันทนา ผู้อำนวยการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พอช. กล่าว่า การเสริมสร้างความเข้มแข็งขบวนองค์กรชุมชน ภายใต้ยุทธศาสตร์อีสานหนึ่งเดียวนั้นทิศจะไปต่ออย่างไร พอช.ก็ต้องวิเคราะห์ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยน แล้วจะวางบทบาทอย่างไร อีสานจะจัดตัวอย่างไร เป้าหมายทิศทางใหญ่เราให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง วันนี้สร้างความเป็นเอกภาพอีสานหนึ่งเดียว ในการปฏิบัติ แผนที่จะเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย วันนี้เราจะมาผนึกมองเห็นทิศทางเดียวกันเรื่องชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง
ปี 2559 เราสร้างยุทธศาสตร์ภาคอีสานเพื่อจะหลอมรวมให้เกิดอีสานหนึ่งเดียว ที่เราถือยุทธศาสตร์ตรงกัน เราใช้แนวการสร้างพื้นที่รูปธรรม สร้างรูปธรรมการเปลี่ยนแปลง ใช้การเปลี่ยนในระดับตำบลจากฐานล่าง และก็เมืองและชนบท เราไม่ได้บอกว่าจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน ตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในเชิงปริมาณจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นโจทย์ที่ว่ากองทุนสวัสดิการ สภาองค์กรชุมชนที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ได้อย่างไร
เราส่งเสริมให้เกิดแผนพัฒนาตำบล เป็นเบี้ยหัวแตก แต่ผลลัพธ์ ผลกระทบเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อมีแผนแล้วจะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เน้นความสำคัญการบริหารจัดการของขบวน ในเชิงปริมาณเราทำให้เห็นการกระจายตัว สร้างความเข้มแข็งขององค์กร และความเข้มแข็งของขบวน ของเครือข่าย การพัฒนาคนในขบวน การสร้างพื้นที่ความร่วมมือ ปีที่ผ่านมาเราเน้นที่องค์กรภาคีตั้งแต่ในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค ที่ผ่านมาเรามีการแบ่งโครงสร้างเป็น 3 ภาค ใช้งบประมาณและการบริหารโครงการเป็นเครื่องมือ
สร้างความเข้มแข็งขบวนองค์กรชุมชน โยงกับระบบอีสานหนึ่งเดียว ที่มีความหลากหลาย ยึดโยงในระดับภาคที่เราใช้คำว่าสมัชชาอีสานหนึ่งเดียว ปี 2561 เราจะตั้งเป้าได้ไหมว่าจะมีรูปธรรมการจัดการตนเองที่เปลี่ยนในเชิงโครงสร้าง ต่อยอดจากจังหวัดที่เข้มแข็ง เป็นการเปลี่ยนแปลงจัดความสัมพันธ์ ที่เกิดจากการเชื่อมโยงแผน และความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชนที่มีคุณภาพ และเรื่องของการเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาใหม่ๆ เช่นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและนโยบาย ผู้อำนวยการภาค กล่าวในช่วงท้าย
ทั้งนี้ได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยตามคณะทำงาน 3 ชุด ประกอบด้วย 1) คณะทำงานติดตามประเมินผลแบบเสริมพลัง จัดการความรู้ และการสื่อสารงานพัฒนา 2) คณะทำงานพัฒนาคุณภาพขบวนองค์กรชุมชน และผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ 3) คณะทำงานส่งเสริมธรรมาภิบาล เพื่อหารือถึงงานที่จะทำจะไปสู่พื้นที่จัดการตนเองได้หรือไม่ โดยทบทวนบทบาทคณะทำงาน โครงสร้างองค์ประกอบและวิธีการได้มา บทบาทความรับผิดชอบในคณะ วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน เป้าประสงค์ของคณะทำงาน วิเคราะห์ปัจจัยเอื้อ และเป็นอุปสรรคในการทำงานของคณะทำงานให้บรรลุเป้าหมายจังหวัดจัดการตนเอง และสิ่งที่สำคัญเร่งด่วนที่ต้องปรับปรุง หรือได้รับการสนับสนุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อมุ่งไปสู่วิสัยทัศน์ อีสานหนึ่งเดียว เสริมสร้างความเข้มแข็ง คน องค์กรชุมชนสู่ประชาคมอาเซียน ที่ตำบลสามารถจัดการตนเองได้ มีสภาองค์กรชุมชนเป็นแกนหลักเชื่อมโยงภาคประชาสังคม ขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมมีบทบาทในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด และภาคต่อไป
ขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสานกับการพัฒนาเพื่อกำหนดอนาคตของตนเอง
- รายละเอียด
- ฮิต: 726





