มหาสารคาม/ ระหว่างวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2560 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดสัมมนาคณะอนุกรรมการภาคฯ และขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมตักสิลา จ.มหาสารคาม โดยมีคณะอนุกรรมการภาคฯ คณะทำงานชุดต่างๆ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่เข้าร่วม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนถึงแนวทางการทำงาน และกำหนดแผนปฏิบัติการก้าวไปสู่ยุทธศาสตร์อีสานหนึ่งเดียว โดยในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ได้มีการตั้งวงเสวนาขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสาน สำนึกในการจัดการปัญหาและพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน ที่มีการย้อนบทเรียนการต่อสู้ในอดีต เพื่อมองให้เห็นปัจจุบัน และอนาคตที่จะเดินไป
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าว่า เราต้องเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในระดับโลก ทิศทางที่ประเทศมหาอำนาจจะเดินไป รวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะกรอบคิดการพัฒนาประเทศที่มีวิสัยทัศน์ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เป็นกรอบคิดที่ส่งผลทั้งโอกาสและอุปสรรค เราจะมองเรื่องนี้ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร ที่เราต้องถามคือใครมั่นคง ใครมั่งคั่ง ใครยั่งยืน แต่ไม่ว่าอย่างไรความเหลื่อมล้ำก็ยังคงมีอยู่ คนรวยยังมีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์
บทเรียนการต่อสู้ของคนภาคอีสาน เราต้องเข้าใจความสัมพันธ์เชิงอำนาจของกลุ่มคน สิ่งที่เราทำมาก่อให้เกิดการเปลี่ยนความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจหรือไม่ การมองปรากฏการณ์ มีผลต่อท่าทีของเรา ถ้าเรามองว่าเป็นการพัฒนาเพื่อการเปลี่ยนแปลง และการจัดการตนเองเราก็จะมีแนวการเคลื่อนแบบหนึ่ง พอช.กับขบวนชุมชน ทำงานร่วมกันมาเข้าสู่ปีที่ 16 เปรียบเสมือนปลากับน้ำ หากมีเพียงพอช.ก็ไปไม่ได้ ประชาชนคือฐานสำคัญที่ต้องก้าวไปกับ พอช. เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชน เป็นองค์กรของประชาชนที่มุ่งสร้งความเข้มแข็งจากฐานรากด้วยพลังขององค์กรชุมชนและประชาสังคม
อย่างไรก็ตามรักษาการผู้อำนวยการเสนอว่าการจัดทำกรอบแผนงาน ขบวนองค์กรชุมชนต้องจัดทำให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เราจะใช้โอกาสนโยบายนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อขบวนและประชาชนได้อย่างไร ขบวนองค์กรชุมชน แม้ พอช.จะสนับสนุน แต่ก็ยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่สามารถเข้ามาสนับสนุนการเคลื่อนขององค์กรชุมชนในทุกมติ
ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าเราจะผสานเทคโนโลยีเคลื่อนขบวนชาวนาชาวไร่ได้อย่างไร จะใช้ พอช.เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เรายังคงยึดมั่นแม้ว่าจะเกิดเหตุในพอช. แต่งานสำคัญก็ยังต้องขับเคลื่อน และไม่ได้ทำให้พี่น้องอ่อนกำลังลง ขอให้เราเชื่อมั่นในความฝันถึงสิ่งที่เราหัวงร่วมกัน และอยากฝากถ้วยคำของ สี่จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนคนปัจจุบันให้พี่น้องลองขบคิดว่า "ไม่มีขนมไส้อร่อยหล่นจากฟ้า ถลกแขนเสื้อเดินหน้าลงมือทำ" รักษาการผู้อำนวยการ พอช. กล่าวในตอนท้าย
ผศ.ดร.สมชัย ภัทรธนานันท์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงประวัติศาสตร์การสื่อสู้ของคนอีสาน โดยระบุว่า หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก่อให้เกิดอำนาจใหม่พร้อมการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้เกิดนักต่อสู้ภาคอีสาน เช่น นายเตียง ศิริขันธ์ "ขุนพลภูพาน" หนึ่งใน "สี่เสืออีสาน" หัวหน้าใหญ่เสรีไทยภาคอีสาน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.สกลนคร 5 สมัย หรือนายครอง จันดาวงศ์ นักโทษการเมือง ตามมาตรา 17 ของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เจ้าของวลี "เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ" ยุคสมัยนั้นเป็นการเคลื่อนไหวของนักต่อสู้ในเรื่องสิทธิประชาธิปไตย หลายประเด็นปัญหาของภาคอีสานถูกหยิบยกขึ้นมามากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่ต้องจัดสรรให้เป็นธรรม ต้องจัดสรรงบให้การพัฒนาชนบท มากกว่ามุ่งพัฒนาเมืองเพียงอย่างเดียว การจัดสรรทรัพยากร หรืองบประมาณว่าจะเอาไปให้ใครนี้เอง ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้นำอีสานกับทางทหาร
หลังรัฐประหาร 2490 การต่อสู้ยุติลง ทำให้อ.ปรีดี พนมยงค์ หนีออกนอกประเทศ และมีการกวาดล้างผู้นำรุ่นแรกหลังเปลี่ยนการปกครองในภาอีสาน ต่อมาประเทศเข้าสู่ยุคเผด็จการ ผู้นำถูกลอบทำร้ายดักฆ่า จนผลักดันให้คนหันไปจับอาวุธต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ในเขตป่าเขาภาคอีสาน จากการที่รัฐปราบปราม เข่นฆ่าประชาชน อำนาจที่ชาวนาอีสานจะต่อรองได้ก็ด้วยปืนและเลือด จนถึงปี 2526 จึงทำให้การต่อสู้ด้วยอาวุธสลายลงไป เพราะรัฐมีนโยบาย 66/23 เอาคนออกจากป่า เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย
ผศ.ดร.สมชัย กล่าวต่อว่า สิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็คือเหตุการณ์ในเดือนตุลาคม 2519 มีการปิดล้อมฆ่านักศึกษาทำให้หลายคนต้องหลบหนีเข้าป่าต่อสู้ด้วยปืน แต่ภายหลังก็มีการนิรโทษกรรมให้กับคนที่เข้าร่วมต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ จึงทำให้การต่อสู้หายไป แต่ปัญหาในภาคอีสานยังไม่หมดไป แต่กลับมีปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้น ช่วงนั้นรัฐใช้วิธีถางป่าเพื่อขับไล่คอมมิวนิตส์ อย่างเขาค้อมีการแจกใบปลิวเชิญชวนให้ชาวบ้านถึงพิจิตรเข้าไปบุกรุกถางป่า การเคลื่อนไหวของชาวนาอีสานจะเกี่ยวกับโครงสร้างที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ มีการเคลื่อนหลายยกหลายรอบ แต่การเคลื่อนไหวที่อยู่ในสภายังมีทางเลือกทางออกที่ต่างจากระบอบเผด็จการ
รัฐประหารปี 2557 การต่อสู้ของพี่น้องถูกห้าม ห้ามให้ชาวบ้านทำทุกอย่าง ห้ามชุมนุม ห้ามเรียกร้อง อำนาจเปลี่ยน การต่อสู้ถูกจำกัด การเข้ามาของคณะรัฐประหารชุดนี้เข้ามาพร้อมกับการเปลี่ยนกติกา สิ่งที่ชาวบ้านทำบอกผิดกฏหมาย สิ่งที่เขาทำถูกกฏหมาย เป็นเงื่อนไขใหม่ ที่ขบวนการภาคประชาชน 4.0 ในยุคนี้ต้องเปลี่ยนใหม่ รวมทั้งเรื่องการจัดการตนเอง เราตกอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจ ที่คนอีสานไม่มีอำนาจกำหนด แต่ถูกคนมีอำนาจมาจัดการ มากำหนดนโยบายแทน มีอำนาจออกกฏหมาย กฏหมายที่ใช้กับประชาชนคือกฏหมายที่ห้ามประชาชนทำนั้นนี่โน่น พี่น้องถูกบีบคั้นทุกด้าน ในอดีตยังพอลุกขึ้นมาต่อสู้ โดยเชื่อว่าจะมีโลกยุคศรีอาริยะ ที่ประชาชนไม่ถูกกดขี่ไม่ทุกข์ยากปากหมอง กระบวนการต่อสู้แบบนี้เป็นการต่อสู้ของผู้มีบุญ แต่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข
นายบำรุง คะโยธา อดีตแกนนำนักเคลื่อนไหวในภาคอีสาน เล่าถึงบทเรียนประสบการณ์การต่อสู้ของตนเองร่วมกับพี่น้องขบวนการชาวนาชาวไร่ จากสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน สมัชชาคนจน ถึงปัจจุบันข้อเรียกร้องก็ไม่แตกต่างกับในอดีตซึ่งขณะนี้ก็ยังเป็นปัญหา ในอดีตจากการต่อสู้เรื่อง คจก. มะม่วงหิมพานต์ วัวพลาสติก หม่อนไหม และอื่นๆ รวม 9 ปัญหา รวมถึงปัญหาเขื่อนปากมูล เมื่อก่อนจึงมีคนเรียกม็อบ 9 ปัญหา ที่สู้ตั้งแต่ไปหน้าทำเนียบแล้วนักการเมืองรับปาก แต่กลับมาแล้วเขาก็ไม่ทำ ขึ้นไปอีกคราวนี้มีการไปทำบันทึกลงนาม ก็ยังไม่สำเร็จ จนกระทั่งต้องผลักดันข้อเสนอเข้า ครม. ซึ่งต่อสู้มาหลากหลายรูแปบบ สมัยสมัชชาคนจน มีการรวมกลุ่มชาวบ้านมีอำนาจต่อรอง แต่ทางการก็ทำให้แตกกันด้วยการใช้วิธีการแจกเงินแกนนำ ให้โครงการทำบ้างก็มี เกือบ 40 ปีที่สู้มาเห็นทุกรูปแบบที่รัฐใช้เลห์เพทุบาย
ในสมัยนี้ รัฐประหารใหม่ๆ มีชาวบ้านมาบอกว่าถูกตัดต้นยาง แต่ไม่เห็นไปตัดของคนรวย การต่อสู้เพื่อทำให้ชาวบ้านมีอำนาจ ชาวบ้านต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ชาวนาต้องการพื้นที่สาธารณะ สิ่งที่ได้มาคือได้นำชาวบ้านไปสู่การใช้สิทธิของตนเอง ใช้พลังอำนาจต่อรองเพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ไม่ต่างจากการต่อสู้ของชาวนาที่ญี่ปุ่น แถบสนามบินนาริตะ ที่พื้นที่แถบนั้นเป็นอุทยานของจักรพรรดิ์ ที่มอบให้แกทหารที่ร่วมต่อสู้ ต่อมารัฐบาลจะเวนคืน จึงมีชาวนานาริตะ ออกมาเรียกร้องต่อสู้ เป็นการต่อสู้กับทุนนิยม ชาวนาต้องออกจากวิถีทุน จึงเกิดแนวทางเกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางในการต่อสู้ ซึ่งส่งผลให้เกิดกฏหมายเวลารัฐจะเวนคืนที่ต้องฟังชาวนาต้องฟังชุมชน และสนามบินนาริตะก็บริหารโดยไตรภาคี ชาวนา สนามบิน หน่วยงาน ต่อสู้มา 50 ปี ปัจจุบันเหลือชาวนาอยู่ 3 ราย ที่ไม่ยอมย้ายออกจากสนามบิน
นายวิเชียร แสงโชติ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า พี่น้องชัดเจนตั้งธง “อีสานหนึ่งเดียว” ที่ต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเอง โดยต้องมีความเชื่อร่วมกันว่า อีสานถูกเอารัดเอาเปรียบ คนต้องรักกันผนึกกำลังกันต่อสู้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้อง ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่รุมเร้า เกิดจากโครงสร้างอำนาจที่ส่วนกลาง ฐานรากเป็นฝ่ายที่ถูกจัดการทั้งหมด ในกระบวนการเหล่านี้สร้างให้เกิดความไม่เป็นธรรม สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงนี้ แต่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นธรรม
สถานการณ์ปัญหาถึงต่อสู้มายาวนานยังคงดำรงอยู่ การต่อสู้ต้องมีเป้าหมาย ชาวบ้านต้องสำนึกกับปัญหาที่เผชิญอยู่ ชาวบ้านตกเป็นเหยื่อของการพัฒนา ถ้าชาวบ้านยังไม่คิด ยากมาก แต่ถ้าคิดแล้วใครคือเจ้าของปัญหา และต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ ต้องสำนึกในปัญหาให้ชัด เป็นหนึ่งเดียว ย้อนรอยประวัติศาสตร์ บทเรียนที่สำเร็จ ล้มเหลว เราจะใช้มันขับเคลื่อนไปอย่างไร





