ชุมชนรุ่นใหม่พัฒนา/ ปลัดกระทรวง พม.เป็นประธานในพิธียกเสาเอกชุมชนรุ่นใหม่พัฒนา เขตบางเขน ตั้งเป้าปีนี้จะสร้างบ้านรวม 33 ชุมชน จำนวน 3,672 ครัวเรือน ขณะที่ชุมชนรุ่นใหม่พัฒนาสร้างบ้านนำร่องเสร็จแล้ว 3หลัง กำลังก่อสร้าง 67 หลัง คาดภายในปีนี้จะสร้างเสร็จอย่างน้อย 84 หลัง พร้อมมีแผนพัฒนาสิ่งแวดล้อม และสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 9.00 น. ที่ชุมชนรุ่นใหม่พัฒนา ริมคลองลาดพร้าว เขตบางเขน มีการจัดงานยกเสาเอกเพื่อก่อสร้างบ้านใหม่อีก 3 หลัง โดยมีนายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานในพิธี มีตัวแทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม เช่น นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รองผู้อำนวยการ รักษาการ ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ผู้อำนวยการเขตบางเขน ผู้แทนกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ผู้แทนสถานีตำรวจนครบาลบางเขน ฯลฯ และตัวแทนชาวชุมชนริมคลองต่างๆ เข้าร่วมงานกว่า 100 คน
ชุมชนรุ่นใหม่พัฒนามีบ้านเรือนทั้งหมด 192 หลังคาเรือน ประชากรรวม 948 คน ชาวบ้านรุ่นแรกๆ เข้ามาจับจองพื้นที่ริมคลองตั้งแต่ก่อนปี 2500 มาจากทั่วทุกภาคของประเทศ ส่วนใหญ่ทำงานรับจ้างทั่วไป เช่น ช่างก่อสร้าง ทาสี ขับมอเตอร์ไซค์ และค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เริ่มทำโครงการบ้านมั่นคงกับ พอช.ในปี 2547 พร้อมกับชุมชนบางบัว สามัคคีร่วมใจ ฯลฯ เนื่องจากมีพื้นที่ติดต่อกัน แต่ทำเพียง 20 หลัง ส่วนโครงการบ้านประชารัฐริมคลองในปัจจุบัน ได้รับสัญญาเช่า 30 ปีจากกรมธนารักษ์ในเดือนมิถุนายน 2559 เนื้อที่ทั้งหมด 9 ไร่เศษ อัตราตารางวาละ 1.50 บาท โดยมีรูปแบบการรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิม เริ่มรื้อย้ายและก่อสร้างบ้านใหม่ในช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา

นายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวง พม. กล่าวว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเป็นนโยบายจัดระเบียบสังคมของรัฐบาลชุดนี้ เช่นเดียวกันกับการจัดระเบียบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด การค้ามนุษย์ แรงงานเถื่อน ฯลฯ เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาหมักหมมในระยะยาว ซึ่งการจัดระเบียบชุมชนริมคูคลอง โดยการรื้อบ้านออกจากแนวคลอง เพื่อสร้างเขื่อนระบายน้ำและสร้างบ้านใหม่นี้ จะทำให้ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น มีความสะอาด มีความสะดวกสบายในการเดินทาง และมีสาธารณูปโภคที่ครบถ้วน
“ชุมชนรุ่นใหม่พัฒนาทั้ง 192 ครัวเรือนนี้ หากพัฒนาที่อยู่อาศัยได้สำเร็จทั้งหมดก็จะทำให้ชุมชนมีสภาพดีขึ้น พี่น้องก็จะมีบ้านหลังใหม่ มีสีสันสวยงามเหมือนกับชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญที่ทำเสร็จไปแล้วทั้งชุมชน เป็นการสร้างอนาคตให้ลูกหลานได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง มีสภาพแวดล้อมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม” นายไมตรีกล่าว
นอกจากนี้ปลัดกระทรวง พม.ยังกล่าวว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อ ขณะนี้ดำเนินการไปหลายชุมชนแล้ว และเสร็จไปแล้ว 4 ชุมชน รวม 549 หลัง ถือเป็นความสำเร็จที่มาจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ไม่ใช่เพียงหน่วยงานใด หน่วยงานเดียว และจะต้องทำทั้งหมดประมาณ 50 ชุมชน รวม 7,081 ครัวเรือน โดยในปี 2560 นี้ กระทรวง พม. และ พอช.ตั้งเป้าหมายว่าจะพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อ รวม 33 ชุมชน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2560 จำนวน 2,025 ครัวเรือน และจะเพิ่มเป็น 3,672 ครัวเรือนภายในสิ้นปีเดียวกัน
นายวิลัย เรืองมา ประธานชุมชนรุ่นใหม่พัฒนา กล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่รู้สึกพอใจที่ได้อยู่บ้านใหม่ในชุมชนเดิม เพราะมีความสะดวก อยู่ใกล้โรงเรียน มหาวิทยาลัย (ราชภัฏพระนคร) โรงพยาบาล และวัด การคมนาคมก็สะดวกเพราะอยู่ไม่ไกลจากถนนใหญ่ (ถนนพหลโยธิน) มีรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง เมื่อได้รับสัญญาเช่าที่ดิน 30 ปี ทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกมั่นคง ไม่กลัวว่าจะต้องถูกรื้อย้ายอีกต่อไป
ส่วนการก่อสร้างบ้านใหม่นั้น ชาวบ้านเริ่มรื้อย้ายและก่อสร้างบ้านเพื่อเป็นการนำร่องหรือเป็นตัวอย่างจำนวน 3 หลังตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ขณะนี้ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ส่วนที่เหลือแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 เฟส เฟสแรก (โซนที่ 1 ,โซนที่ 3) รวม 72 หลัง รื้อและสร้างไปแล้ว 29 หลัง (เสร็จแล้ว 3 หลัง) เฟสที่ 2 (โซนที่ 2, โซนที่ 4) รวม 120 หลัง รื้อและสร้างไปแล้ว 38 หลัง
ส่วนแบบบ้านมีทั้งหมด 3 แบบ คือ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาด 4 X 7 เมตร ผ่อนชำระเดือนละ 2,696 บาท, บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาด 6 X 7 ตารางเมตร ผ่อนชำระเดือนละ 3,502 บาท และบ้านแฝด 2 ชั้น ขนาด 4X7 ตารางเมตร ผ่อนชำระเดือนละ 2,329 บาท คาดว่าภายในสิ้นปีจะสร้างบ้านเสร็จประมาณ 84 หลัง
“หลังจากสร้างบ้านเสร็จแล้ว ทางชุมชนมีแผนการจะปรับปรุงเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น มีการปลูกต้นไม้ มีพื้นที่ส่วนกลางเพื่อพักผ่อน ออกกำลังกาย ทำให้ชุมชนน่าอยู่ ไม่แออัดเหมือนเมื่อก่อน นอกจากนี้ก็ยังมีแผนเรื่องการสร้างรายได้ให้กับชาวชุมชน เพื่อให้มีรายได้ผ่อนส่งบ้าน โดยจะร่วมกับราชภัฏพระนครพัฒนาอาชีพและช่องทางสร้างรายได้ เช่น การทำอาหารและขนมต่างๆ เพราะในชุมชนก็มีชาวบ้านที่ทำอาชีพนี้อยู่แล้ว เช่น ทำแหนม ทำขนมไทย หากราชภัฏพระนครมาสนับสนุนก็เชื่อว่าจะทำให้ชาวบ้านหรือคนที่ว่างงานมีรายได้เพิ่มขึ้น” ประธานชุมชนกล่าว








