playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ รักษาการ ผอ.พอช.ชี้แจงข่าวบ้านประชารัฐริมคลอง  ยืนยันทำตามนโยบายของรัฐบาลอย่างโปร่งใส  สามารถตรวจสอบได้  เพื่อให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  เปลี่ยนจากผู้บุกรุกเป็นผู้เช่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิต  สิ่งแวดล้อม  ส่งเสริมอาชีพและรายได้  ที่ผ่านมาดำเนินการเสร็จไปแล้ว  4 ชุมชน รวม 549 ครัวเรือน   ตั้งเป้าปีนี้จะดำเนินการใน 33 ชุมชน  รวม 3,672  ครัวเรือน

bangkhen1_resize.JPG

                                             (ผู้อำนวยการเขตบางเขน  ทหาร  พอช.ร่วมชี้แจงกับชาวบ้าน)  

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2560)   นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  รักษาการ  ผู้อำนวยการ  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  กล่าวชี้แจง  กรณีตัวแทนเครือข่ายสิทธิชุมชนคนริมคลองยื่นหนังสือร้องเรียนถึงหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง  กล่าวหาว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาชุมชนริมคลองของภาครัฐ และ พอช. ดำเนินการไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย และมีการทุจริตไม่โปร่งใสนั้น   รักษาการ ผอ.พอช.ได้ชี้แจงในประเด็นต่างๆ  ดังนี้


รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะและการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง  ซึ่งจะมีการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ  โดยการสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำในคลองลาดพร้าว  โดยกองระบบคลอง  สำนักการระบายน้ำ  กรุงเทพมหานคร เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ  ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วประมาณ  5 กิโลเมตร  จากระยะทางทั้งหมด (ทั้ง 2 ฝั่ง) ประมาณ  45 กิโลเมตร

survey_klong_resize.jpg
                                                                        (สำรวจคลอง)
 ส่วนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช.  ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จัดทำแผนงานรองรับเรื่องที่อยู่อาศัยของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลอง   ซึ่งจะต้องมีการรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกจากลำคลอง  โดยเฉพาะบ้านเรือนและชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านอยู่ในที่ดินริมคลองซึ่งกรมธนารักษ์ดูแลอยู่  แต่เพื่อให้ประชาชนสามารถอาศัยอยู่ในชุมชนเดิมได้   กรมธนารักษ์จึงมีนโยบายให้นำที่ดินที่เหลือหรือพ้นจากแนวก่อสร้างเขื่อนมาให้ประชาชนเช่าในระยะยาวครั้งละไม่เกิน 30 ปี  ซึ่งเป็นระยะเวลาการเช่าสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด  หลังจาก 30   ปี   กรมธนารักษ์จะพิจารณาให้สิทธิชุมชนในการเช่าที่ดินต่อไป ทั้งนี้ประชาชนที่จะทำสัญญาเช่าที่ดิน  จะต้องรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์เคหสถานและเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง  เพื่อให้การบริหารจัดการทั้งเรื่องการเช่าที่ดินและก่อสร้างบ้านเป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ


“หลักการสำคัญของบ้านประชารัฐริมคลอง   คือ 1. หากชุมชนใดสามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้ จะต้องทำการปรับผังชุมชนใหม่ทั้งหมด  เพราะพื้นที่ริมคลองมีความคับแคบ  ดังนั้นทุกครอบครัวจะได้รับสิทธิ์และขนาดของที่ดินที่สามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้  โดยรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่ เพื่อให้ทุกครอบครัวอาศัยอยู่ในชุมชนเดิมได้ 2. หากชุมชนใดมีพื้นที่ไม่เพียงพอ ชาวบ้านอาจจะรวมตัวกันไปหาที่ดินแปลงใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิมเพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ 3. หากไม่มีที่ดินที่เหมาะสม  พอช. จะประสานกับการเคหะแห่งชาติเพื่อหาที่อยู่อาศัยรองรับชาวบ้าน  เช่น  โครงการบ้านเอื้ออาทร  โดย พอช. จะสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาที่อยู่อาศัย  และให้สินเชื่อในวงเงินไม่เกิน  360,000 บาท  ระยะเวลาผ่อนส่ง 15-20 ปี   อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4  บาทต่อปี   ส่วนชาวบ้านจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาร่วมกันบริหารและจัดการเอง  โดยมี พอช.และหน่วยงานต่างๆ ให้การสนับสนุน  เพื่อให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง” นายสมชาติกล่าว

ส่วนประเด็นร้องเรียนว่าการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มีการหักค่าหัวคิวในการดำเนินงานต่างๆ  รวมทั้งการทุจริตในการดำเนินโครงการนั้น   นายสมชาติกล่าวว่า  การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  ไม่ได้มีการหักค่าหัวคิวในการดำเนินงานแต่อย่างใด  และการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์นั้น  ชาวบ้านแต่ละชุมชนจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ขึ้นมาเพื่อบริหารงานเอง  เช่น  มีฝ่ายบัญชี  ฝ่ายตรวจสอบ   ฯลฯ  เพื่อให้การบริหารงานมีความโปร่งใส  สามารถตรวจสอบได้   

นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาคุณสมบัติของชาวบ้านที่จะได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่  เช่น  ต้องอยู่อาศัยในชุมชนจริง  หากเป็นคนที่เช่าบ้านจะต้องอยู่อาศัยในชุมชนมานานอย่างน้อย  5 ปี   ส่วนเจ้าของบ้านเช่าหรือผู้ที่มีบ้านหลายหลังจะได้รับสิทธ์เดียว  เช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่นๆ  เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม  ซึ่งชาวบ้านจะมีกระบวนการพิสูจน์ผู้ที่มีสิทธิ์  เพื่อไม่ให้มีการสวมสิทธิ์  เน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกหรือคนในชุมชนในการตรวจสอบ  

                “โครงการบ้านประชารัฐริมคลอง  พอช. ใช้กระบวนการเดียวกับการดำเนินการบ้านมั่นคงที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2546  โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน  มีแนวทางสำคัญคือ  ให้คนในชุมชนเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหาและจัดการตนเอง  โดยมีภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตร่วมกันของคนในชุมชน”  นายสมชาติกล่าว

            สำหรับการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านนั้น   นายสมชาติกล่าวว่า พอช.  ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  จัดชุดปฏิบัติการมวลชนสัมพันธ์ชุมชนริมคลองที่ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากพอช.  ผู้นำชุมชน  สำนักงานเขต  ตำรวจ  และทหาร  ซึ่งผ่านการฝึกอบรมการทำงานมวลชน  จะลงพื้นที่เพื่อพูดคุยสร้างความเข้าใจแก่ชาวชุมชนเกี่ยวกับความจำเป็นในการพัฒนาพื้นที่ริมคลองตามนโยบายของรัฐบาล  ทั้งนี้จะเน้นการพูดคุยเพื่อสร้างความสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจ  ไม่ใช่เป็นการข่มขู่ประชาชนแต่อย่างใด   

public_Relations_resize.JPG
                                                                            (อบรมชุดมวลชนสัมพันธ์)


ทั้งนี้ พอช. ได้จัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง โครงการ “บ้านประชารัฐริมคลอง”  ในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อ  เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาล  ระยะเวลา 3 ปี  (พ.ศ.2559 - 2561)  มีเป้าหมาย  52  ชุมชน  รวม  7,081  ครัวเรือน   โดยในปี 2559 - 2560  จะดำเนินการในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อก่อน  จำนวน  33  ชุมชน  รวม  3,672  ครัวเรือน  ส่วนพื้นที่ที่จะดำเนินการอยู่ในเขตสายไหม  ดอนเมือง  บางเขน   หลักสี่  จตุจักร   ห้วยขวาง  และวังทองหลาง  โดยในขณะนี้สร้างบ้านเสร็จไปแล้ว  4  ชุมชน  รวม 549 หลัง

somchat.jpg

                                          (นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  รักษาการผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (คนขวา) ) 

นายสมชาติกล่าวด้วยว่า  นอกจากการสนับสนุนให้ประชาชนมีบ้านเรือนที่มั่นคง  และเช่าที่ดินระยะยาวอย่างถูกกฎหมายแล้ว  พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เช่น   กระทรวง พม.  กรุงเทพมหานคร  สำนักงานเขตต่างๆ ในพื้นที่  กรมธนารักษ์  ธนาคารอาคารสงเคราะห์  ฯลฯ  พัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้ดีขึ้น  เช่น  มีสวนหย่อม  มีทางจักรยานเลียบคลอง  มีสนามเด็กเล่น  มีบ้านกลางสำหรับผู้ด้อยโอกาสในชุมชนได้อยู่อาศัย  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

ส่วนประชาชนที่ใช้สินเชื่อจาก พอช.มีภาระผ่อนส่งบ้านประมาณเดือนละ 2,000-2,500  บาท  ซึ่ง พอช.ได้สำรวจข้อมูลครัวเรือนเรื่องรายรับ-รายจ่ายแล้ว  พบว่าชาวชุมชนสามารถผ่อนส่งได้  นอกจากนี้ พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีแผนการในการสร้างเสริมอาชีพ  ลดรายจ่าย  เพิ่มรายได้ให้แก่ชาวชุมชน  เช่น  การรับซื้อข้าวสารจากชาวนาแล้วนำมาจำหน่ายในราคาถูกให้แก่ชาวบ้าน  ฯลฯ

bankhang_resize.JPG

                                          (ลุงสันต์  เรืองฤทธิ์  อายุ 81 ปี กับบ้านกลางที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ)

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter