playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

                                                                                              โดย  สุวัฒน์  คงแป้น /รัชตะ  มารัตน์

1484130567252.jpg

          เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2559 ต่อเดือนมกราคม 2560  ปักษ์ใต้ 15 จังหวัด (รวมถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์)  ประสบปัญหาอุทกภัยอย่างรุนแรง และเป็นภัยพิบัติที่เกินความคาดหมายในหลายพื้นที่

          ต. หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่  พื้นที่เชิงเขารอยต่อเขต จ.กระบี่  กับ จ.สุราษฎร์ธานี  เป็นพื้นที่ประสบปัญหาอย่างรุนแรง  เริ่มต้นจากปัญหาอุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก  ดินโคลนถล่ม  ปัญหาเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน ที่เกิดความเสียหายจนประเมินมูลค่าไม่ได้  มีผู้เดือดร้อนกว่า 40 หลังคาเรือน  และชาวบ้านกำลังต้องการการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน  มากกว่าสงเคราะห์

          ทวีศักดิ์  ศรีมุข  หนึ่งในผู้เดือดร้อน  ได้จับมือชาวบ้านให้ลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาชุมชนด้วยตนเอง  เล่าว่า ประสบการณ์ด้านภัยพิบัติ มีอยู่บ้างตั้งแต่ยังไม่ย้ายมาอยู่ที่นี่ ตั้งแต่เหตุการณ์ภัยพิบัติดินโคลนถล่มที่ ต.กะทูน อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช  เมื่อ พ.ศ. 2531  ในตอนนั้น ตนและชาวบ้านไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับปัญหา รวมทั้งการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น  ได้แต่กล่าวอ้างกันไปมา  แม้กระทั่งเสียงเล่าอ้างจากคนในรัฐบาลสมัยนั้นว่าสาเหตุมาจาก  “การสัมปทานป่า”  ทำไมมีท่อนซุงใหญ่ไหลตามน้ำมา เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในยุคนั้น

1484130615304.jpg

          ชาว ต.หน้าเขา อ.เขาพนม  ส่วนใหญ่ อพยพย้ายถิ่นฐานมาจาก จ.นครศรีธรรมราช  จ.พัทลุง  จ.สงขลา และ จ.ตรัง  ซึ่งรวมถึง ต.กะทูน  อ.พิปูน  ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2505  เป็นต้นมา โดยมีแนวโรงเรียนบ้านห้วยน้ำแก้ว  แบ่งชุมชนออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่  คือ ชุมชนไทยพุทธ  และชุมชนไทยมุสลิม ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนปาล์ม ยางพารา และสวนผลไม้

เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2505  กับพายุโซนร้อนแฮเรียด  ที่แหลมตะลุมพุก  จ.นครศรีธรรมราช  ส่งผลให้พื้นที่ ต.หน้าเขา     อ.เขาพนม  ได้รับผลกระทบเช่นกัน ชาวบ้านเรียกว่า “หางพายุ” แต่ก็ทำให้เกิดฝนตกในปริมาณมาก  และมีหินถล่มหมู่บ้าน การแก้ปัญหาในเวลานั้น เป็นการรวมตัวกันเองของชุมชน  จัดการปัญหาตามประสาชาวบ้าน

ผ่านมา 54 ปี ก็เกิดภัยพิบัติ ฝนตกอย่างหนัก และโคลนถล่มในฤดูแล้ง  เมื่อช่วงเดือน มีนาคม พ.ศ. 2554 ได้เกิดภัยพิบัติครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาโดยมีฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้ดินถล่ม  เหตุการณ์นี้มีชาวบ้านได้รับผลกระทบในพื้นที่ 2 ตำบล ของ อ.เขาพนม  คือ  ต.หน้าเขา  และ ต.ต้นหาร กว่า  500 ครัวเรือน  ครั้งนั้นปัญหาขยายวงกว้างกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา  เพราะชุมชน และจำนวนประชากรมีปริมาณมากขึ้น  การแก้ปัญหามีวิธีการที่ซับซ้อน มูลนิธิชุมชนไท แลเครือข่ายองค์กรชุมชน จ.กระบี่ ลงพื้นที่ทำงานกับผู้ประสบภัย ชวนกันพูดคุยค้นหาทางออกที่ยั่งยืน เช่น การย้ายออกไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เนื่องจากพื้นที่เดิมมีความเสี่ยง มีความลาดชัน รัฐยื่นข้อเสนอให้ประชาชนที่ประสบปัญหากว่า 500 ครัวเรือน  ย้ายไปในพื้นที่ใหม่  ภายใต้คำถามของชาวบ้านซึ่งยังไม่แน่ใจมากนักว่า “มีอะไรเป็นเครื่องรองรับ  ความเสี่ยงในอาชีพและรายได้ของชาวบ้าน สู้ให้ชาวบ้านอยู่ในผืนดินเดิมแล้วศึกษาข้อมูล  แก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ดีกว่าหรือ ? ”

1484132197911.jpg

หลังจากนั้นชุมชนจึงได้รับความร่วมมือจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ในการเข้ามาจัดกระบวนการ ระบบสำรวจ  และติดตั้งระบบเตือนภัย โดยให้ชาวบ้านเป็นผู้ดูแล และใช้เครื่องมือ  แต่ปรากฏในภายหลังว่ายังขาดความต่อเนื่อง   เนื่องจากการดำเนินการต่าง ๆ ย่อมมีค่าใช้จ่าย ชาวบ้านไม่มีกำลังเพียงพอ  ได้แต่เสนอแนวทางเหล่านี้กับรัฐ  แต่รัฐยังคงมองว่า “ยังไม่ถึงเวลา”

          จนกระทั่งช่วงเดือน  มกราคม ที่ผ่านมา  เกิดสภาวะฝนตกหนักต่อเนื่องกว่า 11 วัน  พื้นที่ด้านบนเขาพนมเบญจาที่มีรอยแยกอยู่แล้วจากความแห้งแล้งในปรากฏการณ์เอลนินโญ่ที่ผ่านมา พอฝนตกหนักทำให้ดินอุ้มน้ำจำนวนมากไม่ได้จึงถล่มลงมาพัดบ้านเรือนราษฎรเสียหาย ซึ่งชาวบ้านเล่าว่าช่วงเวลาน้ำหลากอย่างรุนแรงใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น สามารถสร้างผลกระทบรุนแรงมากก้อนหินขนาดใหญ่ถูกน้ำพัดไหลลงมาจากภูเขาถึงบ้านชาวบ้านอย่างรวดเร็วและกระแสน้ำยังส่งผลถึงพื้นที่ปลายน้ำอย่าง อ.เมือง จ.กระบี่ ก็ได้รับความเสียหายไม่แพ้กัน

          จากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้  ชาวบ้านได้ใช้วิทยุเครื่องแดงในการติดต่อสื่อสาร และอพยพคนได้อย่างทันท่วงที  แต่ยังคงสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับบ้านเรือน และพื้นที่ทำกิน  เป็นโจทย์ใหญ่บทที่ 2  ที่คนเขาพนมต้องเรียนรู้ร่วมกัน

          ประยูร  จงไกรจักร์  เครือข่ายฟื้นฟูผู้ประสบภัยพิบัติภาคใต้  พร้อมทีมงานทั้งในและนอกชุมชน เล่าว่า ชาวบ้านตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงเพราะชุมชนอยู่ติดกับภูเขามีความลาดชัน หลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติดังกล่าว  คนในชุมชนได้ใช้ประสบการณ์แก้ปัญหาใน 3 ลักษณะ คือ  1) การจัดตั้งศูนย์ประสานงาน  เพื่อให้การช่วยเหลือคนในพื้นที่  และประสานงานภายนอก   2) การจัดเก็บข้อมูลผู้เดือดร้อนทุกมิติ  และ 3) การนำข้อมูลมาวางระบบการแก้ไขปัญหาจากทุกภาคส่วน

          ผลจากการสำรวจข้อมูล พบว่า ปัญหาและความต้องการของชุมชน คือ ด้านที่อยู่อาศัยเป็นหลัก  โดยชุมชนแบ่งความต้องการออกเป็น 3 ประเภท คือ  1) การซ่อมแซมบ้านที่ได้รับความเสียหาย  2) การสร้างบ้านพักชั่วคราว  และ 3)  การจัดซื้อที่ดินแห่งใหม่  ในการนำชาวบ้านที่มีความเสี่ยงไปตั้งชุมชนใหม่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยภายในชุมชน ประมาณ 40 ครัวเรือน เบื้องต้นขบวนองค์กรชุมชนในพื้นที่ภาคใต้  ได้รวบรวมเงินบริจาคเข้าช่วยเหลือในการจัดซื้ออุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน ผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  ทั้งนี้ชุมชนยังมีแผนอื่น ๆ โดยเฉพาะการสร้างชุมชนใหม่ที่มีความปลอดภัย และชาวบ้านยังสามารถทำกินในพื้นที่ได้  ผ่านการระดมทุนกันเอง  และสร้างเงินทุนหมุนเวียนในชุมชน  ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการผลักดัน  ดังกล่าว

1484299084372.jpg

1486086257374.jpg

          แผนปฏิบัติการขั้นต่อไป  คือ การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีพื้นที่ในการนำเสนอ  ข้อมูลที่ได้รับการรับรองทางกฎหมายในขั้นต้น  เสนอแนวทางการจัดการภัยพิบัติ  และระบบการป้องกันภัยอย่างเป็นระบบต่อทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับพื้นที่  และเชิงนโยบาย  ผลักดันให้ชุมชนและท้องถิ่นมีอำนาจในการตัดสินใจเชิงงบประมาณผ่านพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ซึ่งเสมือนเครื่องมือหนึ่งในการแก้ไขปัญหา

20170117_133909_1_resize.jpg

          ณ เวลานี้ ชาวบ้านกำลังลุกขึ้นมาจัดการปัญหาของตนเอง  ผ่านการศึกษาวิถีความเป็นอยู่และประวัติศาสตร์  รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันในชุมชนอย่างเป็นระบบ  ขณะนี้อยู่ในกระบวนการสร้างบ้านใหม่ในพื้นที่ปลอดภัยโดยจัดซื้อที่ดินใหม่เพื่อสร้างบ้านอยู่รวมกันโดยยังคงรักษาระบบชุมชนและวิถีชุมชนเดิมเอาไว้

          ดังนั้นการผลักดันให้ชุมชน  ท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐ  ประสานความร่วมมือชุมชนสู่ความเข้มแข็งฟื้นฟูโดยชุมชนเองก็จะเป็นทางออกของการแก้ปัญหาที่ถูกทาง


-------------------------------------------------------------------


หมายเหตุ: บริจาคสมทบการสร้างบ้านถาวรให้แก่ผู้ประสบภัยที่อาศัยในพื้นที่ตำบลหน้าเขา ได้ที่

ชื่อบัญชี คณะอนุกรรมการภาคใต้  ธนาคารกรุงไทย สาขาพัทลุง เลขที่ 908-0-71333-3

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter