ซอยสายไหม 46/ รัฐมนตรี พม. เดินหน้าโครงการบ้านประชารัฐริมคลองหลังจากที่ คสช.ใช้มาตรา 44 ยกเว้นกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคาร ผังเมือง และ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้การก่อสร้างบ้านเร็วขึ้น โดยตั้งเป้ารื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่ในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อให้เสร็จภายในปี 2561 จำนวน 52 ชุมชน รวม7,081 ครัวเรือน เผยยังมีชาวบ้านที่ไม่เข้าร่วมกว่า 1,435 หลังคาเรือน ขณะที่ กทม.เตรียมใช้ไม้แข็งกับชุมชนที่ยังไม่ยอมรื้อย้ายทำให้การก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมมีความล่าช้า
ตามที่รัฐบาลมีโครงการจัดการสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำคลอง โดยจะมีการรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำลำคลอง และก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลองลาดพร้าวเพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดทำโครงการบ้านประชารัฐริมคลองเพื่อรองรับชาวบ้านที่รุกล้ำคลอง แต่ที่ผ่านมาเกิดปัญหาความล่าช้าเนื่องจากติดขัดระเบียบการขออนุญาตก่อสร้าง กฎหมายผังเมือง และ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ให้มีการยกเว้นการบังคับใช้บทบัญญัติบางมาตรา เพื่อให้โครงการบ้านประชารัฐริมคลองเดินหน้าต่อไปได้
ล่าสุดวันนี้ (23 กุมภาพันธ์) เวลา 10.30 น. ที่ซอยสายไหม 46 เขตสายไหม มีการจัดงาน “สร้างชุมชนใหม่เลียบคลองสอง โซน 3 บ้านประชารัฐริมคลอง” โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานในงาน มีผู้ร่วมงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น นายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวง พม. นายณรงค์ เรืองศรี รองผู้อำนวยการ สำนักการระบายน้ำ กทม. นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) รวมทั้งชาวบ้านจากเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลองประมาณ 200 คนเข้าร่วมงาน ภายในงานมีการจัดนิทรรศการการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง มีพิธียกเสาเอกเพื่อก่อสร้างบ้านใหม่ และผู้แทน กทม.ฯ ได้มอบใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ตัวแทนชาวชุมชน
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม. กล่าวว่า ชุมชนเลียบคลองสอง โซน 3 เป็นชุมชนแรกในคลองลาดพร้าวที่ชาวบ้านได้รวมตัวกันจัดซื้อที่ดินแปลงใหม่เนื้อที่ 4 ไร่เศษ รองรับชาวบ้านได้ 112 หลังคาเรือน เนื่องจากชุมชนเดิมมีความคับแคบและอยู่ในแนวก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร จึงไม่สามารถรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิมได้ แต่ชุมชนใหม่ก็อยู่ห่างจากชุมชนเดิมเพียง 3 กิโลเมตร และใช้ระยะเวลาก่อสร้างเพียงไม่กี่เดือน ชาวบ้านก็จะมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงให้แก่ลูกหลาน
“นอกจากชาวชุมชนริมคลองที่ลงเสาเอกสร้างบ้านใหม่ในวันนี้แล้ว ภายในสิ้นปีนี้จะดำเนินการอีก 33 ชุมชน รวม 3,672 ครัวเรือน ส่วนผู้ที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการซึ่งมีอยู่ประมาณ 1,000 ครัวเรือน เราก็จะใช้วิธีการเจรจา และจะใช้มาตรการทางกฎหมายเป็นหนทางสุดท้าย แต่ผมหวังว่าเมื่อชาวบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมเมื่อได้เห็นความสำเร็จของชุมชนต่างๆ แล้วก็คงจะเข้าร่วมโครงการ ” รมว.พม.กล่าว และบอกว่าภายในปี 2561 นี้ กระทรวง พม.และ พอช.มีเป้าหมายที่จะดำเนินการรวม 52 ชุมชน จำนวน 7,081 ครอบครัว
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการ ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. กล่าวว่า ที่ผ่านมาโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองมีอุปสรรคเกิดปัญหาความล่าช้า เนื่องจากโครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารหลายฉบับ และต้องได้รับใบอนุญาตก่อสร้างจากกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตในพื้นที่ที่มีโครงการ เช่น มีข้อบังคับเรื่องระยะแนวร่นของอาคารกับถนนสาธารณะ ข้อบังคับการเว้นที่ว่างด้านหน้าและด้านหลังอาคาร ฯลฯ แต่เนื่องจากชุมชนริมคลองส่วนใหญ่มีพื้นที่คับแคบ ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารได้ ดังนั้นเมื่อ คสช.มีคำสั่งยกเว้นการบังคับใช้บทบัญญัติตามกฏหมาย จะทำให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองมีความรวดเร็วขึ้น
นอกจากนี้คำสั่งของ คสช.ให้ยกเว้นการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ยังช่วยให้ชาวชุมชนริมคลองส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชุมชนเดิมได้ เพราะตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ( ข้อ 42) กำหนดให้การก่อสร้างอาคารริมแหล่งน้ำสาธารณะที่มีความกว้างตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป ต้องเว้นระยะห่างจากแหล่งน้ำนั้นอย่างน้อย 6 เมตร ซึ่งในกรณีของชุมชนริมคลองนั้น หากนำข้อบังคับดังกล่าวมาใช้จะทำให้ชุมชนต่างๆ ไม่เหลือพื้นที่พอที่จะสร้างบ้าน ดังนั้น คสช.จึงมีคำสั่งให้ร่นแนวอาคารให้ห่างจากแหล่งน้ำสาธารณะไม่น้อยกว่า 2 เมตร
ส่วนการยกเว้นการจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือ EIA โดยให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้าง และต้องรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวต่อหน่วยงานอนุญาต และสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ปีละสองครั้ง ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้ นายสมชาติกล่าวว่า ที่ผ่านมา พอช.ได้ทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อให้จัดทำแผนงานดังกล่าวแล้ว และจะนำเสนอต่อ สผ.ได้ภายในต้นเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งหากผ่านการพิจารณาก็จะทำให้การขออนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองมีความรวดเร็วขึ้น
นายณรงค์ เรืองศรี รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า นโยบายการจัดระเบียบริมคลองลาดพร้าว กทม.ได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนริมคลอง ระยะทาง 2 ฝั่งประมาณ 45 กิโลเมตร ครอบคลุม 8 เขต โดยมีแผนการดำเนินการใน 50 ชุมชน ประมาณ 7,000 ครัวเรือน ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในปี 2562 ขณะนี้ได้ก่อสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าวแล้ว เป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร มีความคืบหน้า 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งล่าช้ากว่าแผนงานที่วางไว้ เนื่องจากติดปัญหาชุมชนไม่ยอมรื้อย้ายออกจากพื้นที่ ทำให้มีอุปสรรคในการทำงาน
“เพื่อให้แผนการก่อสร้างเขื่อนแล้วเสร็จตามกำหนด กทม.จะลงพื้นที่เจรจาและทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หากผลการเจรจาไม่สำเร็จ ชุมชนไม่ยอมรื้อย้าย ในขั้นตอนสุดท้ายอาจใช้มาตรการทางกฎหมายมาดำเนินการ” นายณรงค์กล่าว
นายโสภณ นิเวศธนาวร ประธานสหกรณ์เคหสถานริมคลองพัฒนา กล่าวว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านชุมชนเลียบคลองสอง โซน 3 ได้เตรียมแผนการในการสร้างชุมชนใหม่ เพราะรู้ว่าที่ดินที่ปลูกสร้างบ้านเลียบคลองสองมีความคับแคบ และอยู่ในแนวก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำป้องกันน้ำท่วมของ กทม. ไม่สามารถรื้อย้ายเพื่อสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิมได้ ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนสร้างบ้านตั้งแต่ช่วงกลางปี 2558 มีสมาชิกเข้าร่วมในช่วงแรกประมาณ 50 คน ออมเงินขั้นต่ำเดือนละ 300-500 บาท ปัจจุบันมีสมาชิกทั้ง 3 ชุมชน รวม 112 คน (114 ครัวเรือน) มีเงินออมรวมกัน 1,458,756 บาท แยกเป็นเงินออมเพื่อสร้างบ้าน 1,400,046 บาท เงินออมหุ้น 54,300 บาท และเงินออมสวัสดิการ 13,410 บาท
“หลังจากลงเสาเอกในวันนี้แล้ว บริษัทรับเหมาก็จะเข้ามาตอกเสาเข็มเพื่อก่อสร้างบ้าน แบ่งการก่อสร้างเป็น 3 เฟส คือ เฟส 1 จำนวน 43 หลัง เฟส 2 จำนวน 34 หลัง และเฟสที่ 3 จำนวน 35 หลัง ตามแผนงานจะก่อสร้างเฟสแรกให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม และจะสร้างบ้านเสร็จทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งระหว่างการก่อสร้าง ชาวบ้านยังอาศัยอยู่ในชุมชนเดิม เมื่อบ้านที่ชุมชนใหม่สร้างเสร็จก็จะย้ายเข้ามาอยู่ ส่วนชุมชนเดิมก็จะรื้อถอนเพื่อให้ กทม.เข้ามาสร้างเขื่อนระบายน้ำต่อไป” นายโสภณกล่าว
สำหรับบ้านที่จะสร้างใหม่มี 2 แบบ คือ 1.บ้านแถว 2 ชั้น ขนาด 4X7 ตารางเมตร ราคา 322,399 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 1,952 บาท 2.บ้านแถว 2 ชั้น ขนาด 6X7 ตารางเมตร ราคา 478,255 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 2,991 บาท ระยะเวลาผ่อนส่ง 15 ปีทั้ง 2 แบบ
ประธานสหกรณ์ฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากการก่อสร้างบ้านทั้ง 112 หลังแล้ว ยังได้แบ่งพื้นที่ส่วนกลางเพื่อสร้างเป็นสถานที่ทำการของสหกรณ์ มีพื้นที่สวนหย่อม สนามเด็กเล่น บ่อบำบัดน้ำเสีย ฯลฯ รวมทั้งยังได้เตรียมประสานงานกับสำนักงานเขตและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อฝึกอบรมอาชีพต่างๆ ให้แก่ชาวชุมชนที่ยังไม่มีอาชีพหรือว่างงาน เพื่อให้ชาวชุมชนมีอาชีพและมีรายได้ต่อไป
ชุมชนเลียบคลองสองโซน 3 เป็นส่วนหนึ่งของคลองลาดพร้าว ตั้งอยู่ในเขตสายไหม ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่บนพื้นที่ริมคลอง (ริมถนนในซอยพลโยธิน 54/1 ขนานไปกับรั้วกองทัพอากาศ) ระยะความยาวของชุมชนประมาณ 3.7 กิโลเมตร บ้านเรือนส่วนใหญ่อยู่ในสภาพทรุดโทรม ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำลำน้ำสาธารณะคลองลาดพร้าวมานานหลายสิบปี บนที่ดินราชพัสดุที่กรมธนารักษ์ดูแลอยู่ ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป
ในช่วงปลายปี 2559 ชาวบ้านได้รวมตัวกันไปจัดหาที่ดินแปลงใหม่เพื่อก่อสร้างบ้านและที่ดินใหม่ ได้ที่ดินบริเวณซอยสายไหม 46 (อยู่ห่างจากชุมชนเดิมประมาณ 3 กิโลเมตร) เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน ราคา 17,480,000 บาท โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สนับสนุนสินเชื่อจำนวน 16,606,000 บาท และชุมชนสมทบจำนวน 874,000 บาท นอกจากนี้ยังสนับสนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค รวม 8,785,000 บาท งบอุดหนุน รวม 2,800,000 บาท งบช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างแนวเขื่อนระบายน้ำ รวม 8,064,000 บาท
สินเชื่อปลูกสร้างบ้าน (112 หลังคาเรือน) รวม 20,594,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนส่ง 15 ปี รวมงบประมาณในการพัฒนาโครงการดังกล่าว เป็นเงิน 53,814,000 บาท มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 112 หลังคาเรือน (114 ครัวเรือน) มาจากชุมชนเลียบคลองสองโซน 3 จำนวน 72 หลังคาเรือน เลียบคลองสองโซน 1 จำนวน 20 หลังคาเรือน และชุมชนหลังซอยแอนแน๊กซ์ 20 หลังคาเรือน
รายงานโดย งานสื่อสารองค์กร พอช.





