สัณห์สิตา ฤทธิไพโรจน์ : เรียบเรียง

ตำบลตะแพน อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง ได้แยกออกจากอำเภอควนขนุนเมื่อปี พ.ศ. 2526 ปัจจุบันมีหมู่บ้านในเขตการปกครองจำนวน 9 หมู่บ้าน มีประชากรในพื้นที่ จำนวน 4,534 คน มีครัวเรือน จำนวน 1,436 ครัวเรือน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางพารา รองลงมาเป็นการทำนาข้าว เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของตำบลตะแพนเป็นที่ราบสูงเชิงเขาและพื้นที่ราบลุ่ม เหมาะสำหรับการเพาะปลูก ตำบลตะแพน ลักษณะเป็นห้วย หนอง คลอง บึง ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ คนอยู่กับป่า ได้อย่างมีความสุข
นายสมภา ใจกล้า เลขาสภาองค์กรชุมชนตำบลตะแพน เล่าว่า ชาวตะแพนตั้งถิ่นฐานบริเวณเทือกเขาบรรทัด มีวิถีชีวิตร่วมกับป่าอย่างพึ่งพา จุดเริ่มของการรวมตัวของชาวบ้านเกิดจากปัญหาการประกาศเขตป่าสงวนและเขตอุทยานทับที่อยู่อาศัยและที่ทำทำกินของประชาชนในพื้นที่ตำบลตะแพน ทำให้ชาวบ้านเกิดความกังวลในความมั่นคงของชีวิต ทั้งๆที่พี่น้องอยู่อาศัยมากก่อนที่ทางภาครัฐจะประกาศ ท่ามกลางวิกฤติ จึงเกิดการร่วมตัวของกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ตำบลตะแพน ชื่อว่า “กลุ่มรักป่าต้นน้ำ” เกิดขึ้นในสมัยนั้น
จนเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2551 ได้มีการจัดตั้ง “สภาองค์กรชุมชนตำบลตะแพน” มีกลุ่ม/องค์กรชุมชนเข้าร่วมครั้งแรก 17 กลุ่มองค์กรและได้รับจดแจ้งจัดตั้งจนถึงปัจจุบัน 18 กลุ่มองค์กร (เดือนกุมภาพันธ์ 2560) โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีกลางให้ชาวบ้านได้นำปัญหามาพูดคุยและหาแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยึ่ง ในการขับเคลื่อนงานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการดูแล อนุรักษ์ป่าชุมชน โดยมุ่งสร้างและปลูกฝั่งจิตสำนึกแก่เด็กและเยาวชน รวมถึงการสร้างความมั่งในชีวิต ให้มีความมั่นคงด้านที่กินทำกินและที่อยู่อาศัยแก่พี่น้องในชุมชน
ต่อมาได้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตะแพน ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 มีสมาชิกแรกตั้ง 53 คน จำนวนเงิน 5,500 บาท ปัจจุบันมีสมาชิก 1,290 คน จำนวนเงินทั้งสิ้น 2,593,031.34 บาท โดยมีการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิก 6 ประเภท ประกอบด้วย สวัสดิการเด็กแรกเกิด สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล สวัสดิการผู้พิการ/ผู้ด้อยโอกาส สวัสดิการผู้สูงอายุ และสวัสดิการส่งเสริมอาชีพ จำนวนผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ 200 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 220,550 บาท สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานในการเสริมสร้างความมั่นคงและคุณภาพชีวิตให้แก่สมาชิก และสังคมมีความสงบสุข
นายสุชาติ สงจันทร์ ผู้ประสานงานสภาองค์กรชุมชนตำบล กล่าวว่า ปัญหาหลักที่สำคัญ คือ ความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัย เนื่องจากทางการประกาศเขตทับที่อยู่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ก่อน กล่าวโดยในปี พ.ศ. 2555 ตำบลตะแพน มีการขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยชนบท โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เป็นจำนวน 170,000 บาท ในการสำรวจผู้เดือดร้อนและจัดทำข้อมูลรายครัวเรือน ในพื้นที่ครบคลุมทั้ง 9 หมู่บ้าน

ต่อมา ในปี พ.ศ.2556 จัดตั้งกองทุนที่ดิน มีการทำแผนที่รายแปลง GIS นำไปสู่การจัดทำแผนการทำงานในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนด้านที่ดินทำกิน เพื่อให้พี่น้องได้มีสิทธิ์ในพื้นที่ที่ตนเองในการทำเกษตรกรรม อาทิ ทำสวนยางพารา สวนผลไม้ ทำนาข้าว เป็นต้น มาก่อนที่ภาครัฐจะประกาศเขตอุทยาน โดยได้รับงบประมาณต่อยอดจากปี 2555 จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) จำนวน 245,000 บาท
กระทั้งในปี พ.ศ. 2559 พอช. มีโครงการบ้านพอเพียงชนบท เพื่อรองรับนโยบายรัฐบาล เป็นหนึ่งในแผนงานยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านที่อยู่อาศัย 10 ปี (พ.ศ. 2559-2568) โดยเป็นแผนที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยชนบท ที่มีสภาพบ้านชำรุดทรุดโทรม ก่อสร้างด้วยวัสดุไม่มันคง ไม่ได้ปรับปรุงซ่อมแซม และครอบครัวขยายที่มีความจำเป็นต้องก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอ ดำเนินโครงการบ้านพอเพียงชนบทมีระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2559-2563) ซึ่งในปี 2559 มีเป้าหมายทั้งประเทศ จำนวน 150 ตำบล 9,000 ครัวเรือน โดยภาคใต้ดำเนินการ 12 ตำบล ใน 7 จังหวัดภาคใต้ (จังหวัดชุมพร,ระนอง,สุราษฎร์,พัทลุง,สงขลา,ตรัง และสตูล) เพื่อช่วยเหลือ และพัฒนาคุณภาพด้านการอยู่อาศัยของครอบครัวผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนเป็นหลักในการจัดการตนเอง
นายสมภา ใจกล้า กล่าวต่อ ตำบลตะแพน อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง เป็นหนึ่งตำบลจาก 12 ตำบลภาคใต้ ที่เข้าร่วมโครงการบ้านพอเพียงชนบท ปี 2559 เรื่องที่อยู่อาศัย เริ่มแรกจากที่ได้รับทราบว่ามีโครงการนี้ ทางคณะทำงานองค์กรได้จัดเวทีทำความเข้าใจในการดำเนินโครงการ โดยเชิญผู้นำจากทุกหมู่บ้านทั้ง 9 หมู่บ้าน มีการออกแบกรอบการทำงาน และวางเกณฑ์การคัดเลือกผู้เดือดร้อน จากเวทีได้มีกติการ่วมกัน 5 หลักเกณฑ์ ดังนี้ 1) ผู้เดือดร้อนจะต้องมีบ้านเลขที่ 2) เป็นผู้เดือดร้อนที่มีปัญหาด้านที่อยู่อาศัยจริง 3) ผู้เดือดร้อนจะต้องทำกิจกรรมทางสังคม (มีจิตอาสา) 4) ผ่านการรับร้องจากคณะกรรมการหมู่บ้าน และ 5) ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข มีการจัดตั้งคณะกรรมการ ในการสำรวจผู้เดือดร้อนเป็นรายหมู่บ้านจากนั้นมีคณะกรรมการ ในการพิจารณาผู้เดือดร้อน โดยมีผู้เดือดร้อนเข้าร่วมเสนอโครงการกว่า 100 ราย แต่งบประมาณเรามีจำนวนจำกัดไม่สามารถที่จะสนับสนุนได้ครบทั้งหมด จึงมีการคัดตามกรอบเงื่อนไขที่วางไว้ โดยดูจากความจำเป็นผู้เดือดร้อนที่ยากจน และมีบ้านทรุดโทรมมากที่สุด จึงได้มา จำนวน 37 ครัวเรือน จากงบประมาณทั้งสิ้น 1,000,000 บาท ซึ่งในรอบแรกมีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้ว จำนวน 700,000 บาท ดำเนินการได้จริง 33 ครัวเรือน ที่เหลือ 4 ครัวเรือน งบประมาณคงเหลือ 300,000 บาท อยู่ระหว่างดำเนินการในรอบที่สองต่อไป

เพื่อให้ดำเนินการลุล่วงไปด้วยดี จึงได้มีการประชุมสร้างความเข้าใจร่วมกับผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดข้อตกลงร่วมกัน เพื่อสนับสนุนโครงการเนื่องจากงบประมาณมีอยู่จำกัด และไม่สามารถสร้างบ้านใหม่ได้ทั้ง 37 ครอบครัว แต่เป็นเพียงการซ่อมแซมบ้านให้สามารถอยู่ได้ดีกว่าเดิม โดยเฉลี่ยแล้วงบประมาณที่จะดำเนินการได้ทั้ง 37 ครัวเรือน อยู่ที่ไม่เกิน 20,000 บาท/หลัง ซึ่งผู้เดือดร้อนทุกครัวเรือนต้องคืนเงินครบทั้งหมด โดยได้มีการตั้งกองทุนที่อยู่อาศัยและที่ดิน มีคณะกรรมการกองทุน ที่มีองค์กรของผู้แทนที่มาจากหลายภาคส่วน มาจากสภาองค์กรชุมชน ท้องที่ ท้องถิ่น กองทุนสวัสดิการ ที่ดินทำกินฯ โดยผู้เดือดร้อนทั้ง 37 ครัวเรือน ต้องเข้าเป็นสมาชิก กองทุนต้องมีการส่งคืนเงินอย่างน้อย 300 บาท และมีการออมทรัพย์ 50 บาท/เดือน ปัจจุบันมีวงเงินจากการคืนทุนทั้งสิ้น จำนวน 20,800 บาท มีสมาชิกกว่า 50 คน โดยมีสมาชิกที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการบ้านพอเพียงชนบท ปี 2559 กว่า 20 คน เงินสมทบส่งเข้ากองทุน 50 บาท/เดือน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีที่ทางกองทุนฯสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คนในชุมชนได้ในระดับหนึ่ง และผู้ที่เป็นสมาชิกก็มีสิทธิ์ในการพิจารณาเข้าร่วมโครงการในครั้งต่อไป

โครงการบ้านพอเพียงชนบท ได้ดำเนินการซ่อมแซมปรับปรุงแล้ว 33 ครัวเรือน คงเหลือ 4 ครัวเรือน ซึ่งมีการวางแผนดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560
สร้าง “บ้านพอเพียง” สู่ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย เพียงเงินเล็กน้อย แต่สร้างโอกาสที่มีค่า และรอยยิ้มแห่งความสุขของคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการโอกาส วันนี้มันเกิดขึ้นแล้ว เราได้สัมผัสสิ่งนั้นแล้ว เรารู้และเข้าใจแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถาบัน จะมีการสนับสนุนโครงการดีๆแบบนี้ต่อไป
นายประสิทธิ์ เย็นเงิน หมู่ที่ 5 ตำบลตะแพน อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง หนึ่งในสมาชิกโครงการบ้านพอเพียงชนบท กล่าวว่า จากคนธรรมดามีอาชีพแค่คนรับจ้างกรีดยาง รายได้ต่อวันที่ไม่แน่นอนได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่วันหนึ่งได้รับโอกาส มีบ้านเป็นของตนเอง ให้ภรรยา และลูกๆอีกสามคน ยิ้มได้ และมีที่อยู่ที่มั่นคง ด้วยการสนับสนุนจาก พอช.






