วันนี้ ( 27 กุมภาพันธ์ 2560) ที่โรงแรมคอนราด เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ สหภาพยุโรป (EU) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ได้ร่วมกันจัดเวทีประชาสังคมกับการขับเคลื่อนประเทศไทยที่ยั่งยืน เพื่อระดมความเห็นและนำเสนอข้อเสนอทางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนจากเครือข่ายภาคประชาสังคมทั่วประเทศ นำไปสู่การผลักดันให้เป็นนโยบายสาธารณะและนโยบายระดับชาติต่อไป โดยมีผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยเป็นประธานในงาน
มีตัวแทนรัฐบาลและหน่วยงานประชาสังคมต่างๆ ร่วมเสวนา เช่น ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) นายสมพร ใช้บางยาง ประธานคณะกรรมการ พอช. นายพลากร วงค์กองแก้ว สำนักนายกรัฐมนตรี นพ.พลเดช ปิ่นประทีป คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นายฐาปน สิริวัฒนภักดี คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก บริษัทประชารัฐรักสามัคคี ศ.สุริชัย หวันแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการสนับสนุนภาคประชาสังคม ฯลฯ รวมทั้งตัวแทนภาคีเครือข่ายทั่วประเทศเข้าร่วมงานประมาณ 100 คน
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการ ผอ.พอช.กล่าวว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนในเชิงสำนึกร่วมของพลเมืองโลกที่ต้องการเห็นอนาคตของแนวทางการพัฒนาที่คำนึงถึงหลักของความยั่งยืน ความเป็นธรรม ความเท่าเทียม อันส่งผลไปในวงกว้างของประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่องและมีพลัง ในส่วนของประเทศไทยได้มีการจัดทำ ”ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ.2558” และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คปส.) เพื่อมาทำหน้าที่สนับสนุนขบวนฯ ทั้งในเรื่องการพัฒนายุทธศาสตร์ งานพัฒนาส่งเสริมเครือข่าย การพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ
“ในส่วนของ พอช.ได้ประสานความร่วมมือกับสหภาพยุโรป (EU) ในการจัดทำโครงการความร่วมมือระหว่าง EU-พอช. หนุนเสริมความเข้มแข็งภาคประชาสังคม เพื่อจัดเวทีและกระบวนการหนุนเสริมการทำงานของคณะอนุกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นให้เกิดการยกร่างยุทธศาสตร์แนวทาง “สังคมอนาคตประเทศไทย” ที่เป็นข้อเสนอจากภาคประชาสังคมจากทุกภาคี และได้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนและพัฒนายุทธศาสตร์ภาคประชาสังคมทุกภูมิภาคขึ้น ซึ่งในการจัดเวทีในครั้งนี้จึงเป็นการนำเสนอข้อเสนอทางยุทธศาสตร์จากเครือข่ายภาคประชาสังคมทั่วทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับและเสนอแนวทางดังกล่าว นำไปสู่การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกันต่อไป” นายสมชาติกล่าว
นางหลุยซา ราเกย์ อัครราชทูตและรองหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (EU) กล่าวว่า อียูภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในการพัฒนายุทธศาสตร์นี้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ภาคประสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ถือเป็นหัวใจของการทำงานของอียูในประเทศไทยและทั่วโลก โดยเมื่อปี พ.ศ.2558 ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 70 ผู้นำทั่วโลกได้รับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ซึ่งจะเป็นทิศทางการพัฒนาของโลกในอีก 15 ปีข้างหน้า จนถึงปี พ.ศ.2573 ซึ่งอียูได้มีบทบาทและเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการเตรียมวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ร่วมกับสหประชาชาติ ในบริบทของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยอียูได้ปรับยุทธศาสตร์ของความร่วมมือในการพัฒนาทั้งในยุโรปและทั่วโลก เพื่อให้มั่นใจว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนจะบรรลุผล เช่น นโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านพลังงาน คมนาคมและขนส่ง และการเกษตร
“สำหรับการประชุมประชุมในวันนี้จะแสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน เป็นเวทีที่รัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ มาอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย” ตัวแทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยกล่าว
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังปฏิรูปเรื่องงบจังหวัด เพื่อตอบโจทย์พี่น้องประชาชน เพื่อสร้างสร้างสังคมที่สมดุลย์ ระบบโซเชียลเอ็นเตอร์ไพรส์ ให้บริษัทมาสนับสุนนเรื่องการเป็นนิติบุคคล การตั้งกองทุนประชารัฐเพื่อสังคม จะทำในรูปแบบกองทุน Sif (กองทุนเพื่อสังคม) และโครงการประกันสังคม บำเหน็จบำนาญ ซึ่งจะต้องทำโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมกัน จึงจะถือเป็นการพัฒนาที่แท้จริง ต้องมีเสาหลักที่ทำแล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องทำกฎหมายด้านการค้า กฎหมายกองทุนยุติธรรม ซึ่งทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ ทั้ง 3 แรงต้องทำงานร่วมกัน ทั้งรัฐ ประชาสังคม เอกชน นำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ทางด้านตัวแทนคณะอนุกรรมการสนับสนุนภาคประชาสังคม โดยนายเดโช ไชยทัพ และตัวแทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน โดยนายธีรพล สุวรรณรุ่งเรือง ได้ร่วมกันนำเสนอ “ยุทธศาสตร์และข้อเสนอการขับเคลื่อนขบวนภาคประชาสังคมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และข้อเสนอต่อกลไกการสนับสนุนภาคประชาสังคม” โดยมีประเด็นต่างๆ ที่สำคัญครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพ ด้านเกษตรกรรม ทรัพยกร ดิน น้ำ ป่า ทะเล การพัฒนาเมือง เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน เช่น
1.ระบบสุขภาพเป็นมาตรฐานเดียว โดยเสนอให้จัดสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา การประกันรายได้ ยกเลิกสวัสดิการเฉพาะกลุ่มบางอย่าง เช่น การจำนำข้าว ยางพารา ฯลฯ ปฏิรูปโครงสร้างภาษี ปฏิรูปการกระจายรายได้ การกระจายทรัพยากร การประกันรายได้โดยการจัดระบบบำนาญแห่งชาติ ฯลฯ
2.ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและความมั่นคงด้านอาหาร เสนอให้มีการจัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อการปฏิรูปที่ดินและส่งเสริมโฉนดชุมชน ปรับการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชให้มีเป้าหมายสร้างเกษตรกรนักปรับปรุงพันธุ์และวิสาหกิจเมล็ดพันธุ์ ขยายระบบการชลประทานในไร่นาแทนการสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ปฏิรูประบบสินเชื่อเพื่อสร้างความเป็นธรรมและกำหนดให้มีกรีนเครดิตอย่างน้อย 25% ยกเครื่องกฎหมายสารเคมีกำจัดศัตรูพืชโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ขยายตลาดท้องถิ่นและตลาดทางเลือกให้มีบทบาทหลักในระบบกระจายอาหาร ฯลฯ
3.การจัดการทรัพยากรป่าไม้และที่ดินอย่างยั่งยืน มีเป้าหมายหลัก คือ ชุมชน ท้องถิ่น มีสิทธิ มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้และที่ดินอย่างยั่งยืน และมีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม โดยการเพิ่มพื้นที่ป่าและอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ ปฏิรูปกฎหมายในการรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้-ที่ดิน สนับสนุนส่งเสริมรูปแบบการจัดการที่ดินและระบบการเกษตรที่เอื้อกับสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมียุทธศาสตร์ต่างๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย
เช่น จัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี ในระดับชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน จัดตั้งกลไกบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมระหว่างชุมชน ท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำกฎหมายระดับรองของกฎหมายที่ดิน เพื่อให้ชุมชนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลักในการจัดการที่ดินสาธารณประโยชน์ ฯลฯ
4.การพัฒนาเมือง เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม มีข้อเสนอให้รัฐบาลและท้องถิ่นพยายามจัดการเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรในพื้นที่เหล่านั้น การทำให้เมืองปลอดภัยและยั่งยืน ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัย การสร้างพื้นที่สีเขียว ฯลฯ การจ้างานที่มีคุณค่าและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการจ้างานเต็มรูปแบบและมีประสิทธิภาพ และการทำงานที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงและผู้ชายทุกคน ฯลฯ
นอกจากนี้ในเวทีดังกล่าว ยังมีการนำเสนอ “Road Map ของเครือข่ายภาคประชาสังคม” ในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น 1.ให้มีการจัดตั้ง “สำนักส่งเสริมประชาสังคม” ภายใต้การดำเนินงานของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาขบวนประชาสังคมให้มีความเข็มแข็ง และสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายและยุทธศาสตร์ของภาคประชาสังคม รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติการให้เกิดรูปธรรมในระดับพื้นที่
2.กำหนดพื้นที่ยุทธศาสตร์ร่วม เพื่อขับเคลื่อนขบวนประชาสังคมในระดับพื้นที่ยุทธศาสตร์ให้มี “พื้นที่ร่วม” และ “ปฏิบัติการร่วม” เพื่อสร้างตัวอย่างหรือโมเดลรูปธรรม และสามารถประสานการดำเนินงานระหว่างภาคประชาสังคม และการบูรณาการร่วมระหว่างภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันวิชาการ ในระดับพื้นที่ให้เข้มแข็งและเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง 3.พัฒนาระบบฐานข้อมูล การจัดการความรู้ และการสื่อสารเชิงรุก 4.จัดทำแผนร่วม
และ 5.มีกลไก เวที การสนับสนุนในพื้นที่ที่มีสถานะและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน โดยมีการแต่งตั้งคณะทำงานพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีองค์ประกอบร่วมหลายฝ่าย เพื่อขับเคลื่อน ติดตาม สนับสนุนแผนร่วมในพื้นที่ให้เกิดการปฏิบัติการได้จริง รวมทั้งพัฒนาเป็นโครงการ เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณจากส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งสำนักส่งเสริมประชาสังคมจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนงบประมาณ และประสานงานกับภาคส่วนต่างๆ ในการขับเคลื่อนทางนโยบายสาธารณะ เช่น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สมัชชาองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาพัฒน์ ฯลฯ
รายงานโดย งานสื่อสารองค์กร พอช.





