
สำนักงานยุทธศาสตร์และเชื่อมโยงขบวนชุมชน และสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ร่วมจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการโครงการเชื่อมโยงและขับเคลื่อนการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ โดยความร่วมมือระหว่างคณะอนุกรรมการการท่องเที่ยวโดยชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน(องค์การมหาชน) ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2560 ณ ห้องประชุม อบต.ไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15-16 มกราคม 2560 คณะทำงานเศรษฐกิจและทุนชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ ได้จัดเวทีสรุปบทเรียนการขับเคลื่อนงานขึ้น ซึ่งได้เล็งเห็นถึงความสำคัญการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และได้วางเป้าหมายให้มีการจัดเวทีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ในวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2560 ขึ้นที่ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา โดยมีพื้นที่ตำบลที่มีทุนในด้านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน 40 ตำบลเข้าร่วมเพื่อเป็นการยกระดับการจัดการเศรษฐกิจฐานราก ด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง 6 หน่วยงานประกอบไปด้วย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และสโมสรโรตารีสากล โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ดังนี้
1. เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มงานตามกลุ่มคลัสเตอร์ประเด็นงานต่างๆ และหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีที่เกี่ยวข้องทุกระดับของพื้นที่ตำบลรูปธรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางและตอนใต้
2. เพื่อกำหนดแนวทาง เป้าหมาย ภารกิจร่วมของการขับเคลื่อนงานการท่องเที่ยวโดยชุมชนสู่การเชื่อมโยงเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนทั้ง 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร และอุบลราชธานี
3. เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างมีทิศทางและระบบการบริหารจัดการโดยชุมชนอย่างแท้จริง
ข้อสรุปที่ได้จากกระบวนการในเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ พบว่า สภาพการณ์ก่อนหน้านี้ในด้านการท่องเที่ยว ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นไปในรูปแบบของการท่องเที่ยวชุมชนซึ่งคนในชุมชนเองไม่ได้เป็นเจ้าของ ขาดการมีส่วนร่วม รวมถึงการบุกรุกทำลายทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน อย่างเช่น ทรัพยากรธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นเข้ามาใช้โดยไม่ได้คำนึงถึงคุณค่าและความสำคัญหรือมีความรู้สึกหวงแหนทรัพยากร อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญจากการที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในชุมชนทำให้วิถีชุมชนหายไปเพราะที่ผ่านมาชุมชนเองต้องปรับตัวตอบสนองตามความต้องการของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะในเรื่องของสถานที่พักที่ต้องทำการปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยวจนบางครั้งกลับกลายเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการพักอาศัยตามวิถีชีวิตเดิม หรือการที่คนในชุมชนต้องปรับเวลาการอยู่อาศัยให้สอดคล้องกับนักท่องเที่ยวที่เข้ามา เช่น การตื่นนอน การเข้านอน ที่บางครั้งเมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาบางกลุ่มส่งเสียงดังรบกวนในตอนกลางคืน หรือมีบางกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ทำกิจกรรมตอนกลางคืน ย่อมส่งผลกระทบต่อคนที่อยู่ในชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การท่องเที่ยวชุมชนที่ผ่านมาหลายพื้นที่คนในชุมชนไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าว ระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นผลประโยชน์ที่เกิดกับคนเพียงไม่กี่คน หรือคนไม่กี่กลุ่มซึ่งเป็นนายทุนทำธุรกิจ โดยอาศัยแอบอ้างอัตลักษณ์ของพื้นที่เป็นจุดขายจนบางครั้งเป็นการบั่นทอนทำลายวิถีวัฒนธรรม ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนที่ไม่ได้มีส่วนในผลประโยชน์จากการที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเหล่านั้นเลย
ดังนั้นการท่องเที่ยวโดยชุมชนถือเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากการท่องเที่ยวโดยชุมชนเกิดขึ้นมาจากการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนที่มาจากฐานความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งทุกคนจะมีความรู้สึกของการเป็นเจ้าของร่วมกัน ร่วมทั้งแรงในกิจกรรม ร่วมทั้งรายได้และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น และร่วมกันรักษาไว้ซึ่งวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชน
ผู้เข้าร่วมได้มีการระดมความคิดเห็นจนเกิดเป็นแนวคิดร่วมกันถึงหลักการทำงานการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ดังนี้
1.ต้องมาจากความต้องการของชุมชน
2.สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วม
3.มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม / ชมรม
4.มีรูปแบบกิจกรรมโดยชุมชน
5.มีกติการ่วมกัน
6.มีการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้มาเที่ยวกับชุมชน
7.มีมาตรฐานที่มาจากข้อตกลงร่วมกัน
8.มีรายรับร่วม รวยกระจาย
9.ไม่ใช่อาชีพหลักของชุมชน
10.สามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้
ซึ่งหลักการที่ได้จากการระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเวทีสัมมนานั้นสอดคล้องกับแนวทางหลักการท่องเที่ยวโดยชุมชนของ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ดังที่ว่า
- ชุมชนเป็นเจ้าของ
- ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและตัดสินใจ
- ส่งเสริมความภาคภูมิใจในตนเอง
- มีความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม
- ยกระดับคุณภาพชีวิต
- คงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น
- ก่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างคนต่างวัฒนธรรม
- เกิดผลตอบแทนที่เป็นธรรมแก่คนท้องถิ่น
- เคารพในวัฒนธรรมที่แตกต่างและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
- มีการกระจายรายได้สู่สาธารณประโยชน์ของชุมชน
การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน “ความสุขของคนในชุมชน และคนมาเที่ยว” ซึ่งคนในชุมชนจะต้องร่วมกัน ดังนี้ ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมจัดการ ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมรับผิดชอบ ร่วมรับผลประโยชน์ โดยนอกกระบวนการมีส่วนร่วมแล้วยังต้องมีประเด็นที่ควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง คือ
1.เรามีอะไรดี ๆ ที่จะให้เขามาเที่ยว
2.คนมาเที่ยวมีความสุขแล้ว “คนในชุมชนมีความสุข”?
3.เที่ยวแล้วความเป็นชุมชนเราหายไปหรือไม่
4.ทำอย่างไรคนมาเที่ยวแล้วอยากมาอีก
5.ปลอดภัยหรือไม่ ? / มาตรฐานสินค้ามีหรือไม่ ?
6.คนในชุมชนได้ประโยชน์ทั่วถึงหรือไม่ หรือได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
7.คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาจัดการเองหรือไม่
8.เน้นเรื่องธุรกิจเกินไปจนลืมความสุขของคนในชุมชนหรือไม่
กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากพื้นที่รูปธรรม (คุณเชิด สิงห์คำป้อง ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ต.ปลาบ่า อ.ภูเรือ จ.เลย / คุณปองเลิศ เฉลิมสิริโรจน์ ชมรมส่งเสริมท่องเที่ยวโดยชุมชน เมืองเก่าสุโขทัย) ทำให้ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้และสามารถจับประเด็นการทำงานที่ประสบผลสำเร็จได้โดยหลักสำคัญ คือ “สืบค้นคุณค่าอัตลักษณ์ชุมชน” ดึงคนให้เข้าถึง ดึงคนมาพัฒนาแล้วกล้านำเสนอสิ่งที่มี ถ้าให้ดีต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เดินเครื่องจัดการท่องเที่ยวที่เที่ยวนี้ต้องไม่เหมือนเดิม
นอกจากประเด็นดังกล่าวคณะวิทยากรยังได้ให้ข้อคิดทิ้งท้ายเพื่อนำไปปรับใช้กับการทำงานการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่สำคัญไว้ด้วย ดังนี้
1.อย่าเลียนแบบ เพราะการเลียนแบบนั้นไม่ยั่งยืนเพราะไม่ได้มากจากความเป็นตัวเอง ไม่มีอัตลักษณ์ของตนเอง
2.ทำไปทำไม เพื่อใคร
3.ลองทำ สู่ ประสบการณ์ การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการได้ลงมือทำเพื่อให้เกิดเป็นประสบการณ์การลงอผิดลองถูก
4.พัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ยังขาดตกบกพร่องหรือเพื่อแก้ปัญหา
5.อย่าลืมเรื่อง Social Media ปัจจุบันการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้
6.พัฒนาไปข้างหน้า แล้วอย่าลืมหันกลับมาพัฒนากลุ่ม / ชุมชน
7.มีการนำเสนอต่อเนื่องเมื่อมีการประกวด
8.ไม่ลืมต่อยอดกลุ่มเดิม เพิ่มเติมกลุ่มใหม่
สรุปแนวทางการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่ได้จากเวทีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้ง ซึ่งถือเป็นหลักการดำเนินงานที่สำคัญโดยให้พื้นที่นำไปปรับใช้ตามบริบท โดยยึดหลักตามเกณฑ์มาตรฐานการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน 5 ด้าน 100 ข้อขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) แต่อย่างไรก็ตามให้ถือเป็นหลักการแนวทางในการปฏิบัติที่จะนำไปสู่ประสิทธิผลไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่ตายตัว ไม่ยืดหยุ่น
หลักการดำเนินงานที่ได้นั้นต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ 5 ด้าน 100 ข้อเพื่อเป็นแนวทาง ดังนี้
- ให้มองหาเครือข่าย / คิดเสมอว่าใครหรือองค์กรใดที่จะมาทำงานร่วมกับเราได้บ้าง หาเพื่อนคิด เพื่อนร่วมทำ เสริมส่วนขาดซึ่งกันและกัน
- กลไกร่วม ท้องที่ / ท้องถิ่น / ท้องทุ่ง / ภาครัฐ / ภาคเอกชน / เยาวชน โดยรวมกันในระดับตำบล และคลัสเตอร์
- รวบรวมข้อมูล สิ่งดี ๆ ของชุมชนของดี ๆ ที่มีในชุมชนที่พิจารณาว่าเป็นของดี และของแท้จริง ๆ
- จัดทำแผนพัฒนา สร้างกิจกรรม โดยพิจารณาจากเกณฑ์ 5 ด้าน 100 ข้อ กิจกรรมที่นำเสนอต้องสร้างสรรค์ให้เกิดความทรงจำ ทำให้ประทับใจเพราะการท่องเที่ยวเป็นการสร้างประสบการณ์
- การขับเคลื่อนแผนงาน กิจกรรม ต้องขับเคลื่อนในระดับภาคี กลุ่ม ท้องที่ ท้องถิ่น ภาครัฐ ประชารัฐ
- “การจุดกระแส” จุดกระแสการท่องเที่ยวให้เป็นที่สนใจ ดำเนินการตามแผนบนความคิดสร้างสรรค์ เช่น การท่องเที่ยวที่ว่า “ปั่น กิน เที่ยว ชมความเฟี้ยว เลี้ยวดูควาย ผ่อนคลาย ดูธรรมชาติ”
- “เวทีสรุปบทเรียน“ ให้มีการสานเสวนาอย่างต่อเนื่อง พบปะ แลกเปลี่ยน พูดคุยกับทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสม่ำเสมอ
- “Social Media” ช่องทางต่าง ๆ ที่ใช้ในการส่งสาร สื่อสารให้ถึงว่าเรามีของดี ของเด่น จะทำให้ดังได้ หรือ เป็นการหาว่าเขาคือใครใจตรงกัน A



โดยสำนักงานยุทธศาสตร์และเชื่อมโยงขบวนชุมชน





