playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
17199868_1472857882786019_1502089404_o.jpg


วันนี้ (9 มีนาคม 2560) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย  ได้มีพิธีการมอบรางวัล “ธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี 2560”  ให้แก่กองทุนสวัสดิการชุมชนที่ส่งผลงานเข้าประกวดการตามโครงการ “ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์ระดับชาติ”  ตามแนวคิด “คุณภาพชีวิต  ปฏิทินแห่งความหวัง  จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของศาสตราจารย์ป๋วย  อึ๊งภากรณ์   อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โดยมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร   เทวกุล  ประธานกรรมการสถาบันป๋วยฯ นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายสมพร  ใช้บางยาง ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)   เครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ   และตัวแทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมงานกว่า 300 คน


การจัดประกวดรางวัลในปีนี้ถือเป็นครั้งที่  2  โดยมีองค์กรและสถาบันที่ทำงานเพื่อสังคมจำนวน 8 องค์กรร่วมกันจัดงาน  คือ  สถาบันป๋วย  อึ๊งภากรณ์,   มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ,  เครือข่ายสวัสดิการชุมชน,  คณะอนุกรรมการส่งเสริมองค์กรสวัสดิการชุมชนฯ,  ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน), มูลนิธิมั่นพัฒนา,  วิทยาลัยพัฒนศาสตร์  ป๋วย  อึ๊งภากรณ์   และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), 

รางวัล “ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์ระดับชาติ”  ตามแนวคิด อ.ป๋วย

 

puey_2_resize.JPG

ผศ.ดร.จิตติ  มงคลชัยอรัญญา  คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์  ป๋วย  อึ๊งภากรณ์  กล่าวว่า  การจัดประกวดรางวัล “ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์ระดับชาติ” จะจัดขึ้นทุกปี  โดยมีวัตถุประสงค์  1.เพื่อยกย่อง  เชิดชู  องค์กร/กองทุนสวัสดิการชุมชนที่ดำเนินการงานช่วยเหลือ  ดูแลคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างโดดเด่นในด้านต่างๆ  2.เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่  จังหวัด  ภาค  และประเทศ  และขยายผลกองทุนฯ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ  3.เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาล  ภาคเอกชน  และสังคม  ตระหนักถึงคุณค่าของแนวคิดเรื่อง “คุณภาพชีวิต  ปฏิทินแห่งความหวัง  จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”  และนำไปสู่การพัฒนาระบบปฏิบัติการด้านสวัสดิการให้ประชาชนเข้าถึงและเหมาะสม
puey_3_resize.JPG

  ทั้งนี้กองทุนสวัสดิการที่ส่งผลงานเข้าพิจารณาต้องมีคุณสมบัติต่างๆ ตามหลักเกณฑ์  เช่น  1.เป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล/เมืองที่มีการดำเนินงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี    2.สมาชิกและผู้รับประโยชน์ของกองทุนสวัสดิการชุมชนมีความหลากหลาย  ครอบคลุมทุกเพศ  ทุกวัย  รวมถึงเยาวชน   คนชรา  คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส  และสมาชิกกระจายพื้นที่ในตำบล   รวมทั้งมีแผนการพัฒนา  และมีการขยายจำนวนสมาชิกในแต่ละปี   3.มีการจัดสวัสดิการชุมชนไม่น้อยกว่า 6 เรื่อง  เช่น  เกิด  เจ็บ  ตาย การศึกษา  อาชีพ  การจัดการที่อยู่อาศัย/ที่ดินทำกิน  การดูแลทรัพยากรธรรมชาติ  ฯลฯ  ที่ครอบคลุมทั้งสมาชิกและคนในชุมชน   โดยรวมการจัดสวัสดิการที่เป็นตัวเงิน  และไม่ใช่ตัวเงิน  และเชื่อมโยงสวัสดิการกับงานพัฒนาด้านต่างๆ ในชุมชน

4.มีระบบการบริหารกองทุนที่ดี   มีความชัดเจน  ทั้งคณะกรรมการ  สมาชิก ทะเบียน/ข้อมูลสมาชิก ระเบียบหลักเกณฑ์ของกองทุน   ระบบบัญชีการเงิน   แผนการพัฒนาองค์กร  5.มีระบบการทำรายงานการเงินที่เป็นปัจจุบัน  รายงานแสดงสถานะการเงินทุก 3  เดือน  ต้องมีการรายงานผลการดำเนินงานประจำปีต่อสาธารณะ  6. มีข้อมูลระบบสวัสดิการในตำบลที่เห็นถึงความครอบคลุมของการจัดสวัสดิการชุมชน  ฯลฯ

8 กองทุนได้รับรางวัลในปี 2560

ผศ.ดร.จิตติ  กล่าวว่า  สำหรับการจัดประกวดครั้งนี้เป็นการจัดประกวดปีที่  2   ถือเป็นโอกาสอันดีเพราะครบ 100  ปีชาตกาล  อ.ป๋วย  โดยได้เปิดรับสมัครองค์กร/กองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศที่มีผลงานดีเด่นด้านการดูแลคุณภาพชีวิตคนในชุมชน  ตั้งแต่วันที่ 16  กันยายน – 31  ตุลาคม  2559  ที่ผ่านมา   มีกองทุนสวัสดิการชุมชนจากทั่วประเทศ  รวม 31 กองทุนส่งผลงานเข้ามาพิจารณา  หลังจากนั้นจึงมีการพิจารณาผลงานตั้งแต่ในระดับพื้นที่   ระดับภาค  และระดับประเทศ  และเสร็จสิ้นการพิจารณาในเดือนมกราคม  2560  โดยมีกองทุนสวัสดิการชุมชนจำนวน 8 กองทุนได้รับรางวัลต่างๆ  ดังนี้
S__3268612.jpg

S__3268613.jpgS__3268614.jpgS__3268615.jpgS__3268616.jpgS__3268618.jpgS__3268619.jpgS__3268620.jpg


          1. ด้านการสร้างครอบครัวอบอุ่น   การดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตและคุณค่าในสังคม ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลห้วยโจด   อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว

          2. ด้านการส่งเสริมสุขภาพ การรักษาดูแล ป้องกันสุขภาวะในชุมชน ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลห้วยด้วน อ.ดอนตูม จ.นครปฐม

          3. ด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนและการศึกษา เพื่อการเติบโตเป็นคนดีและมีคุณภาพ ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลสรรพยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

          4. ด้านการพัฒนาการประกอบอาชีพ พัฒนาระบบเศรษฐกิจของครัวเรือนและชุมชน และการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหนองม่วง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

          5.ด้านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   การอนุรักษ์พลังงาน การจัดการขยะ การจัดการและฟื้นฟูภัยพิบัติ ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลวังใหม่ อ.วังสมบูรณ์   จ.สระแก้ว

          6. ด้านการจัดการที่ดิน/จัดสรรที่ดินทำกิน การสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและที่อยู่อาศัย ได้แก่    กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลกุดรัง อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม

                   7. ด้านการบริหารจัดการกองทุนที่ดีและมีธรรมาภิบาล ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบางเป้า อ.กันตัง จ.ตรัง

          8. ด้านผลงานการจัดสวัสดิการชุมชนแบบองค์รวม หลายมิติ สามารถเชื่อมโยงและบูรณาการทรัพยากรจากหลากหลายแห่งเพื่อแก้ไขปัญหาของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลโพธิ์พระยา    อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

อย่างไรก็ตาม  การประกวดรางวัลประเภทที่  9.ด้านการฟื้นฟูระบบคุณค่าทางวัฒนธรรม  การอยู่ร่วมกัน  การช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกลุ่ม  หนุนช่วยเพื่อน  รวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงาน  ภาคี  เครือข่ายต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนและสังคม  ไม่มีกองทุนที่ผ่านหลักเกณฑ์

          “การจัดประกวดรางวัล “ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์” จะจัดขึ้นทุกปี  เพื่อยกย่องเชิดชูองค์กรและกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีผลงานโดดเด่นในด้านต่างๆ  และเพื่อกระตุ้นให้รัฐบาล  ภาคเอกชน  และสังคม  ตระหนักถึงคุณค่าของแนวคิดเรื่อง “คุณภาพชีวิต  ปฏิทินแห่งความหวัง  จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”  เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบปฏิบัติการด้านสวัสดิการให้ประชาชนเข้าถึงและเหมาะสมต่อไป”  ผศ.ดร.จิตติกล่าวย้ำ



แนวคิด “จากครรภ์มารดาสู่สวัสดิการสังคม”

อ.ป๋วย  อึ๊งภากรณ์   เกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม  2459  เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (พ.ศ.2502-2514) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2518-2519)  ท่านได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์  สมถะ  มีผลงานด้านการบริหารที่โดดเด่นหลายด้าน  ทั้งด้านการเงิน  การคลัง  งานวิชาการ  ได้รับรางวัลแมกไซไซสาขาบริการสาธารณะในปี 2508  

นอกจากนี้ อ.ป๋วยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาชนบท  โดยก่อตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในปี 2510   เพื่อทำงานพัฒนาชนบท  ถือเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนหรือ NGO แห่งแรกของประเทศไทย  สนับสนุนงานพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน  โดยมีชาวบ้านเป็นแกนหลัก  พัฒนาด้านอาชีพ  การศึกษา  สุขภาพอนามัย  และการจัดการตนเอง  เป็นการพัฒนาแบบองค์รวม   เริ่มโครงการแห่งแรกที่จังหวัดชัยนาท 

 

puey_5_resize.JPG

ในปี 2512  อ.ป๋วยได้ริเริ่มโครงการบัณทิตอาสาสมัครที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   โดยเปิดรับนักศึกษาที่จบปริญญาตรีจากสถาบันต่างๆ  ทั่วประเทศให้มาเรียนรู้งานพัฒนาชุมชนและออกไปทำงานพัฒนาชนบทเป็นเวลา 1 ปี  (ปัจจุบันโครงการนี้เปลี่ยนชื่อเป็น “วิทยาลัยพัฒนศาสตร์  ป๋วย  อึ๊งภากรณ์”) 

ส่วนแนวคิด “คุณภาพชีวิต  ปฏิทินแห่งความหวัง  จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” เป็นบทความภาษาอังกฤษขนาด 2 หน้า  ที่ศาสตราจารย์ป๋วย  อึ๊งภากรณ์  อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  ได้นำเสนอบทความชิ้นนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ในเดือนตุลาคม  2516  หลังจากนั้นจึงได้มีการแปลและเผยแพร่บทความนี้ออกไปอย่างกว้างขวาง  เนื้อหากล่าวถึงความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ควรจะได้รับบริการสวัสดิการจากรัฐ

ในเดือนตุลาคม ปี 2519  เมื่อเกิดเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  มีการปราบปรามผู้ที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมือง  อ.ป๋วยจึงได้หลบภัยการเมืองเดินทางไปพำนักที่ประเทศอังกฤษ  และเสียชีวิตในปี  2542  รวมอายุได้  83 ปี

“จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”  ไม่เพียงแต่เป็นข้อคิดด้านสวัสดิการสังคมที่ก้าวหน้าในห้วงเวลา 40  ปีก่อนเท่านั้น   แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อมาได้สืบสานปณิธานที่ท่านได้วางไว้อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย  ดังที่นายแพทย์สงวน  นิตยารัมภ์พงศ์ (เสียชีวิตปี 2551) อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  ผู้ผลักดันโครงการ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “30 บาทรักษาทุกโรค”  ที่ส่งผลให้คนยากคนจนทั่วประเทศได้เข้าถึงบริการทางการแพทย์มาจนถึงทุกวันนี้   โดย นพ.สงวนเคยให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า  

“ส่วนหนึ่งที่ได้แรงบันดาลใจจาก อ.ป๋วย ก็คือเรื่องที่จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีหลักประกันสุขภาพตั้งแต่จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน   สิ่งที่ผมตั้งใจจะทำคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนมีหลักประกันสุขภาพอย่างครบถ้วน” 


สวัสดิการชุมชนที่มากกว่าเงิน

ปัจจุบันมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศจำนวน 6,149   กองทุน  มีหมู่บ้านที่เข้าร่วม 54,458 หมู่บ้าน  มีสมาชิกรวม  5,244,453 คน  มีเงินกองทุนรวมกันทั้งหมดกว่า  11,602ล้านบาทเศษ  ทั้งนี้เครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศได้ตั้งเป้าหมายขยายสมาชิกให้ครอบคลุมทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน  ภายในปี 2561 

แม้ว่าการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนส่วนใหญ่จะเน้นการช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เกิดจนถึงตาย  ในรูปแบบของการมอบเงินช่วยเหลือเพื่อแบ่งเบาภาระเฉพาะหน้าก็ตาม   แต่เมื่อกองทุนสวัสดิการชุมชนต่างๆ  เริ่มเรียนรู้ประสบการณ์  มองเห็นการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาในชุมชนที่ต้องเชื่อมโยงกับประเด็นต่างๆ มากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสุขภาพ  สิ่งแวดล้อม  การศึกษา  อาชีพ  ที่ดินทำกิน  หนี้สิน  กฎหมาย  และประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวพันกันเป็นห่วงโซ่  จึงทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนต่างๆ เริ่มปรับตัว   และใช้กองทุนสวัสดิการฯ เป็นเครื่องมือเพื่อเชื่อมโยงไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นระบบ  ไม่ใช่จะช่วยเหลือเฉพาะเงินเพียงอย่างเดียว  ดังตัวอย่างของกองทุนฯ ต่อไปนี้

กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลห้วยโจด ให้คุณค่าคนสู่การสร้างครอบครัวอบอุ่น

puey_6_resize.JPG


กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลห้วยโจด  อ.วัฒนานคร  จ.สระแก้ว  ก่อตั้งเมื่อเดือนมิถุนายน   2555 สมาชิกแรกเริ่ม จำนวน 146 คน  เงินออมเริ่มแรก 27,800 บาท  ปัจจุบันมีสมาชิก  จำนวน 1,279  คน เงินออมประมาณ 1,400,000 บาท นอกจากจะช่วยเหลือสมาชิกด้านสวัสดิการต่างๆ แล้ว  ในปี 2557 กองทุนสวัสดิการฯ ร่วมกับศูนย์พัฒนาครอบครัว  สภาองค์กรชุมชนตำบล  และมหาวิทยาลัยมหิดล  สำรวจข้อมูลความเข้มแข็งของตำบล  จำนวน 1,440 ครอบครัว พบว่า หัวหน้าครอบครัวไม่มีงานทำ  117 ครอบครัว ครอบครัวหย่าร้าง 57 ครอบครัว  สมาชิกที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ 137 ครอบครัว ทำให้คณะทำงานกองทุนสวัสดิการชุมชนตระหนักและเห็นความจำเป็นเร่งด่วน  จนนำไปสู่โครงการพัฒนาเด็กและการสร้างครอบครัวอบอุ่น  โดยมีเด็กเข้าร่วมโครงการกว่า 300  คน  มีกิจกรรมต่างๆ  เช่น

          
          1.โครงการส่งเสริมทักษะชีวิตเด็กพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง 2.โครงการสร้างจิตสำนึกไทยหัวใจใสสะอาด                3. โครงการธนาคารขยะเทิดพระเกียรติ  4. โครงการพัฒนาศักยภาพสตรี เด็ก และเยาวชน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน  5. โครงการอบรมเยาวชนร่วมใจต้านภัยยาเสพติด  6. โครงการอบรมเพิ่มประสิทธิภาพสภาเด็กและเยาวชน  7. กิจกรรมศาสนพิธีน้อย   ฯลฯ

          การจัดกิจกรรมดังกล่าว ทำให้เด็กในตำบลสามารถทำงานอาสาพัฒนาในชุมชน  นอกจากนี้ยังเกิดกิจกรรมอื่นๆ ตามมา  เช่น 1.เกิดศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรง  และเครือข่ายเฝ้าระวัง  ป้องกัน  แก้ไขปัญหาการกระทำความรุนแรงในครอบครัว โดยเพื่อนบ้านที่บ้านอยู่ใกล้กัน เมื่อพบเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อการกระทำความรุนแรงจะแจ้งไปที่ศูนย์ปฏิบัติการฯ เพื่อให้ทีมสหวิชาชีพลงไปให้ความช่วยเหลือ

          2.เกิดครอบครัวต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยครอบครัวต้นแบบมีสมาชิกครอบครัว  คือ พ่อ แม่ และลูก 3 คน (ในจำนวนนี้มีลูกบุญธรรมที่รับเลี้ยงดู 1 คน) ครอบครัวมีอาชีพรับจ้างทั่วไป เก็บขยะและนำมาคัดแยกขาย  และทำแปลงเกษตร  เป็นครอบครัวที่มีจิตใจอาสาช่วยเหลืองานชุมชน  เมื่อชุมชนมีงานจะนำพืชผักที่ปลูกไว้ไปช่วยงานโดยไม่คิดเงิน

ส่วนลูกบุญธรรมเป็นเยาวชนที่ไม่มีหลักแหล่ง  พ่อแม่แยกทางกัน  เมื่อมาพบครอบครัวต้นแบบ  จึงมาขออยู่อาศัยและช่วยงานต่างๆ มีความประพฤติดีจนครอบครัวนี้ยอมรับเป็นลูกบุญธรรม ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากสมาชิกในครอบครัวเป็นอย่างดี  ปัจจุบันครอบครัวนี้ได้รับการยอมรับจากชุมชนให้เป็นครอบครัวต้นแบบ  เพราะเป็นครอบครัวที่มีความขยันขันแข็ง  มีจิตใจอาสา  มีความเอื้ออารีที่ต่อคนทั่วไป

          3.ครอบครัวอบอุ่นตัวอย่าง จากเดิมพ่อบ้านชอบกินเหล้าเมายา แต่ภายหลังเข้าร่วมโครงการกับชุมชนจึงเลิกกินเหล้า กลับบ้านตรงเวลา รับผิดชอบดูแลครอบครัวมากขึ้น ส่วนภรรยาที่แต่เดิมชอบเที่ยวหาเพื่อนฝูงได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลับมาดูแลงานบ้าน ดูแลลูก ช่วยสามีปลูกผักสวนครัว  ส่งผลให้ลูกที่แต่เดิมไม่ค่อยเอาใจช่วยงานบ้านเนื่องจากไม่เคารพศรัทธาพ่อแม่  ภายหลังจึงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม  ช่วยเหลืองานบ้าน กลายเป็นครอบครัวที่อบอุ่นเป็นแบบอย่างที่ดีของคนในชุมชน  ฯลฯ

         
กองทุนสวัสดิการวันละบาทตำบลห้วยด้วน สู้สุดใจ....เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและชุมชน 


puey_8_resize.jpg                           
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลห้วยด้วน  อ.ดอนตูม  จ.นครปฐม  ก่อตั้งในเดือนสิงหาคม 2551 จากการริเริ่มของกลุ่มผู้สูงอายุในตำบล  มีสมาชิกเริ่มแรก 336 คน  เงินกองทุน 10,356 บาท  ปัจจุบันสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 1,772 คน   มีเงินกองทุนรวม  2,152,291 บาท   ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนแห่งนี้เติบโต  มีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น  เนื่องมาจากการที่แกนนำของกองทุนฯ ได้ร่วมกับสมาชิกต่อสู้เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของชาวชุมชน


เริ่มจากในปี 2554 พื้นที่ตำบลห้วยด้วนกลายเป็นแหล่งขุดหน้าดินไปขาย  มีรถบรรทุกดินวิ่งเข้า-ออกวันละนับร้อยเที่ยว  ส่งผลให้ถนนชำรุดเสียหาย  แต่เหตุการณ์ที่สำคัญก็คือ  รถบรรทุกดินคันหนึ่งได้ชนเด็กนักเรียนในตำบลห้วยด้วนเสียชีวิตและไม่สามารถจับตัวคนผิดมาดำเนินคดีได้   ชุมชนจึงรวมตัวกัน  โดยการนำของคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการ    ยื่นเรื่องต่อผู้บริหารในท้องถิ่นให้นัดตัวแทนบริษัทรถบรรทุกสิบล้อมาเจรจาพูดคุย  โดยก่อนการนัดหมายคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการได้ช่วยกันหาข้อมูลและศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  พบว่า ถนนในหมู่บ้านอนุญาตให้รถบรรทุกหนักไม่เกิน 10 ตันสามารถวิ่งได้  แต่ความเป็นจริงรถบรรทุกเหล่านี้มีน้ำหนักถึง 28 ตัน  ทำให้ถนนพังเสียหาย 

คณะกรรมการกองทุนฯ ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อเจ้าของรถบรรทุก  คือ  1.ให้รถบรรทุกบรรทุกน้ำหนักตามที่กฎหมายกำหนด  2.อนุญาตให้รถบรรทุกใช้เส้นทางได้เพียง 2 เส้นทาง  เพื่อส่งผลกระทบกับชุมชนให้น้อยที่สุด  3.ให้รถบรรทุกวิ่งได้  20 เที่ยว  ต่อ 1 วัน  ผลการเจรจาดังกล่าวเป็นที่น่าพอใจ  บริษัทรถบรรทุกยินดีทำตามข้อเสนอของชุมชน  ทำให้ชาวบ้านเกิดความตื่นตัว  สมัครเป็นสมาชิกกองทุนเพิ่มมากขึ้นจำนวนกว่า 500 คน   เพราะชาวบ้านเกิดความเชื่อมั่นว่ากองทุนสวัสดิการสามารถเป็นที่พึ่งของชุมชนได้

ต่อมาในปี 2556  มีการก่อตั้งโรงงานนึ่งยาง  เพื่อนำเศษผงคาร์บอนไปขายสำหรับใช้กับเครื่องถ่ายเอกสารและผสมอิฐบล็อก  ทำให้เกิดปัญหาผงคาร์บอนปนเปื้อนในอากาศและในน้ำ  เกิดผลกระทบทั้งในตำบลห้วยด้วนและตำบลใกล้เคียง  กองทุนสวัสดิการชุมชนและสภาองค์กรชุมชนตำบลได้รวมตัวกัน  วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของกลุ่มต่างๆ ใน ตำบล  รวมถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหา   พบว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนมีทุนมนุษย์และเงินกองทุนที่สามารถเป็นแกนหลักในการทำงานแก้ไขปัญหาได้  ส่วนสภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นองค์กรที่มีสถานะรับรองทางกฎหมายตามพ.รบ.สภาองค์กรชุมชน 

ดังนั้นทั้ง 2 องค์กรหลักจึงร่วมกันทำงาน  เช่น  รวบรวมข้อมูลผู้เดือดร้อนทั้ง 4 ตำบล พร้อมลงลายมือชื่อ จำนวน 2,780 คน  ทำหนังสือขอดูใบอนุญาตการประกอบการของโรงงานและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  นำข้อมูลผลกระทบพร้อมภาพถ่ายหลักฐานส่งถึง 14  หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ทั้งในระดับท้องถิ่นถึงส่วนกลาง แต่เนื่องจากเจ้าของโรงงานเป็นผู้มีอิทธิพล การต่อสู้ของชาวบ้านจึงไม่คืบหน้า  สุดท้ายชาวบ้านจึงถวายฎีกาเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้านกับทางสำนักพระราชวัง 

เมื่อทุกหน่วยงานได้รับแจ้งจากทางสำนักพระราชวังจึงต่างลงพื้นที่ดำเนินการและสอบข้อเท็จจริง  พบว่าโรงงานทำผิดกฎหมายจริงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน สุดท้ายศาลจึงมีคำสั่งให้ปิดโรงงานเป็นการถาวร  ชาวบ้านทั้ง 4 ตำบลดีใจมากและจัดงานเฉลิมฉลองในวันที่หมายศาลมาปิดโรงงาน  หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้ชาวบ้านในตำบลที่ยังไม่เป็นสมาชิกจึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนเกือบ 1,000 คน

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่กองทุนสวัสดิการชุมชนวันละบาทตำบลห้วนด้วนได้เป็นแกนนำในการต่อสู้อีกมากมาย  เช่น  การปกป้องพื้นที่ผลิตอาหารของตำบลจากการปล่อยน้ำเค็มของนายทุนที่ลักลอบเข้ามาดูดทรายขาย การปล่อยน้ำเสียจากฟาร์มหมูเข้าไร่นาของชาวบ้าน   ฯลฯ

          นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างของกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ไม่ได้ช่วยเหลือสมาชิกเฉพาะด้านการเงินเท่านั้น  แต่ยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชนได้อีกด้วย..!!

 

17229957_1472857836119357_8420973_o.jpg

 

 

งานสื่อสารองค์กร พอช. : รายงาน

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter