
ขอนแก่น/ ระหว่างวันที่ 17-19 มีนาคม 2560 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) บริษัทประชารัฐรักสามัคคีขอนแก่น (วิสาหกิจเพื่อสังคม) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และบริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จัดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การท่องที่ยวโดยชุมชนวิถีชีวิตคนอีสานกลาง” ณ ห้องประชุมโรงเรียนเวียงวงกตวิทยาคม อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น โดยมีตัวแทนองค์กรชุมชนจาก 35 ตำบล ในพื้นที่จังหวัดอีสานกลาง 6 จังหวัด ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ และยโสธร เข้าร่วมการประชุมประมาณ 100 คน ซึ่งได้รับเกียรติจากนายอำเภอเวียงเก่า มาเป็นประธานในพิธี เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มงานคัสเตอร์ท่องเที่ยวโดยชุมชน กับหน่วยงาน ท้องถิ่น และภาคีที่เกี่ยวข้อง ในการกำหนดเป้าหมาย แนวทางการขับเคลื่อนงานท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างมีทิศทางและระบบการบริหารจัดการโดยชุมชนร่วมกัน
นายสุพัฒน์ จันทนา ผู้อำนวยการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า ภาคอีสานคึกคักที่จะคุยกันเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่ผ่านมาจัดเวทีมาแล้วทั้งที่อีสานเหนือ และใต้ วันนี้เวทีอีสานกลาง สำหรับบทบาทของ พอช.ในการโยงเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้น เราทำงานร่วมกันกับชุมชนเป้าหมายทิศทางใหญ่คือชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง เรื่องการท่องเที่ยวชุมชนเป็นเรื่องสนุก เป็นสิ่งที่ใกล้ชิดกับพื้นที่ ใกล้ชิดธรรมชาติ และบวกกับวิถีวัฒนธรรม การท่องเที่ยวโดยชุมชน ระบบที่เราจะทำ เราจะพุ่งเป้าไปที่ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นเป็นทิศใหญ่ พอช.ร่วมกับชุมชน ใช้มิติของตำบล ใช้ฐานกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งของตำบล เชื่อมกลุ่มต่างๆ เข้ามาร่วมกัน หลายพื้นที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ก็มีการรวมกลุ่มพัฒนาอาชีพ ซึ่งเชื่อมโยงกัน
หลายพื้นที่เริ่มจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนขึ้นมา แต่เราต้องพิจารณากลไกการจัดการร่วม ที่เป็นกลไกในการจัดการในตำบล ซึ่งเรามีสภาองค์กชุมชนตำบล ที่มีกฏหมายรองรับ และมีเจตนารมณ์ในการสร้างพื้นที่กลางในการปรึกษาหารือของชุมชน นอกจากนั้นเรามีกลุ่มองค์กรชาวบ้าน มีแหล่งท่องเที่ยว เรามีกลไกสภาองค์กรชุมชนเป็นระบบกลไกไว้เชื่อมโยงกัน โดยให้ชุมชนมีระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ความเข้มแข็งพื้นฐานเราพูดถึงแผนการพัฒนาตำบล ซึ่งในนั้นจะมีแผนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจด้วย เราจะแก้หนี้สิน แก้ปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องป่าอย่างไร เหล่านี้จะเป็นเรื่องที่เชื่อมโยง เหมืนกับประเด็นการท่องเที่ยวโดยชุมชน
หลายๆเรื่อง ในพื้นที่เรามีกลไกทั้งสภาองค์กรชุมชน และสวัสดิการชุมชน ซึ่งจะเป็นฐานในการโยงกันขึ้นมา ใช้พื้นที่ตำบล ใช้การค้นหาอัตลักษณ์ โยงไปสู่การสร้างระบบชุมชน โยงกับเครือข่ายย่อยในแต่ละหมู่บ้าน เสริมกับเรื่องของธรรมชาติ บวกกับวิถีวัฒนธรรม ไปสู่การทำฐานข้อมูล โยงเครือข่ายระดับตำบลให้เป็นภาพใหญ่ขึ้นมา สเกลในระดับอำเภอมีความสำคัญ สร้างระบบเครือข่าย เชื่อมกับเครือข่ายระดับจังหวัด การสนับสนุนที่สำคัญนอกจากฐานทุนของชุมชน เครือข่ายระดับตำบล อำเภอ และจังหวัดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากเราสามารถเชื่อมโยงกับจังหวัดได้ ก็น่าจะมีส่วนในการผลักดันทิศทางการพัฒนาพื้นที่ ผู้อำนวยการภาคอีสาน กล่าวในตอนท้าย
ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ ผู้จัดการสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสัมมาชีพชุมชน พอช. กล่าวว่า ที่มาที่ไปของเวทีการสัมมนาในครั้งนี้ ที่ผ่านมา พอช.ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและทุนชุมชนกับพี่น้องในช่วง 3-4 ปี เพราะถ้าปากท้องไม่อิ่มเรื่องสวัสดิการความอยู่ดีมีสุขก็ไม่ตามมา ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก อีกทั้งเศรษฐกิจในระดับโลกชะลอตัว การส่งออกลดระดับลง รัฐบาลจึงหาทางทำอย่างไรให้พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศได้ ก็ต้องทำให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโต ยกระดับให้มีมูลค่าเพิ่ม และกระจายไปที่ฐานล่าง เป็นโจทย์ของรองนายก และรัฐบาล
ทำอย่างไรจะระเบิดจากฐานล่าง พอช.จึงได้จับมือกับหลายภาคี เดินหน้าสัมมาชีพเต็มพื้นที่ มีการลงนามความร่วมมือ 3 ฉบับที่ว่าด้วยการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง พอช.มีสภาองค์กรชุมชนกว่า 5 พันแห่ง มีส่วสัดิการชุมชนกว่า 6 พันแห่ง ถ้าเราขับเคลื่อยให้ชุมชนมีรายได้มากกว่ารายจ่าย มีการลงนามร่วมกันกว่า 21 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน มีเป้าหมายขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์กันทั้งประเทศ ขับเคลื่อนเรื่องของตลาดชุมชน ร้านค้าชุมชน แปรรูป ที่บริหารโดยชุมชน
เอ็มโอยูที่ 2 เมื่อเราแปรรูปมีผลิตภัณฑ์ ธกส.เป็นแกนนำ ที่อุดหนุนงบประมาณกว่า 7 หมื่นล้าน 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอีเกษตร ฉบับที่ 3 เป็นเรื่องตลาดเพื่อเกษตรกร ซึ่งมีเอกชนเขามาร่วมหนุนเสริมอย่าง บิ๊กซี โลตัส แม็คโคร ท็อปซุปเปอร์มาเก็ต ที่เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้าไปวางจำหน่ายได้
ชุมชนมีทรัพยากรท่องเที่ยว ทั้งเกษตร วัฒนธรรม แต่ชุมชนไม่ได้ลุกขึ้นมาจัดการ ที่ผ่านชุมชนเพียงเป็นแค่ผู้ที่ถูกเที่ยว แต่เราจะเปลี่ยนให้เป็นการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนจึงเป็นที่มาของการได้มาพบปะกันในวันนี้ ถ้าเราสามารถทำได้ก็จะไปเชื่อมโยงกับการแปรรูป และการตลาดต่อไป
นายสุเทพ เกื้อสังข์ รองผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) การท่องเที่ยวโดยชุมชน ไม่ใช่เพื่อ ททท. อพท. พอช. หรือใครอื่น แต่เพื่อความอยู่ดีมีสุขของชุมชน เมื่อพูดถึงการท่องเที่ยว เราคิดถึงแต่แหล่งท่องเที่ยวอย่างพิพิธภัณฑ์ อุทยานแห่งชาติ น้ำตก ภูเขา ทะเล การท่องเที่ยวแบบเก่าเราไม่ได้นึกถึงชุมชน แต่จะเป็นเรื่องของนักธรุกิจ ผู้ประกอบการ ถ้าเมืองไหนเป็นเมืองท่องเที่ยวค่าครองชีพก็จะสูงขึ้น ที่ดินแพงขึ้น ชายหาดบางแห่งชาวประมงพื้นบ้านไม่สามารถผ่านได้ สุดท้ายชาวบ้านก็ต้องยอมขายที่ในที่สุด ต้องมีการคิดใหม่ว่าทำอย่างไรให้เจ้าของทรัพยากรท่องเที่ยวลุกขึ้นมามีส่วนในการจัดการท่องเที่ยว ท่องเที่ยวชุมชนต้องเป็นฐาน มีส่วนในการรับผลประโยชน์ มีส่วนแบ่งจากการท่องเที่ยวที่เป็นธรรม
วิธีคิด วิธีทำงานของ อพท. นั้นมีบทบาทหน้าที่ในการประสาน ส่งเสริม และสนับสนุน เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยทำเรื่องการท่องที่ยวเชิงสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวโดยชุมชน และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมท่องเที่ยวเชิงลึกมากขึ้น สนใจการไปเรียนรู้การปลูกข้าวอินทรีย์ การทอผ้าไหม การทำบั้งไฟ ที่เป็นเรื่องวิถีของคนในท้องถิ่น ที่ชุมชนมีส่วนร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมลงมือทำ ร่วมบริหารจัดการ และร่วมรับประโยชน์ เป็นการเริ่มจากฐานเริ่มจากคนในชุมชนท้องถิ่นแล้วต่อยอดขึ้นไป
เราไม่ได้ทำการท่องเที่ยวเพียงคนเดียว แต่ต้องเป็นการร่วมกันทำหลายฝ่าย โดยมีชุมชนเป็นแกนหลัก เป็นฐานสำคัญ ที่มาช่วยกันเติมเต็มตามความถนัดของแต่ละหน่วยงาน เสริมจุดแข็งให้กับการท่องเที่ยวชุมชน ภาควิชาการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคการตลาด และภาคชุมชน
เกณฑ์พัฒนาการท่องที่ยวโดยชุมชน ใช้กระบวนการววางแผน ลงมือปฏิบัติ ติดตามประเมินผล และปรับปรุงพัฒนา มีหลักคิดกระบวนการพัฒนา 9+1 ที่ประกอบด้วยเพื่อนร่วมทาง สร้างกิจกรรม นำเสนอสิ่งที่มี ทำให้ดีทำให้เด่นทำให้ดัง สานและผูกสัมพันธ์ หากันให้เจอว่าเขาและเธอคือใคร ฉันให้เธอไป ฉันได้รับกลับมา และสานเสวนาอย่างต่อเนื่อง
ตลาดการท่องเที่ยวโดยชุมชน เมื่อก่อนนักท่องที่ยวมาถ่ายรูปแล้วก็ไปทิ้งไว้ก็แต่ขยะ การท่องเที่ยวชุมชนเป็นเพียงรายได้เสริม ไม่ใช่อาชีพหลัก ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชน อพท.ได้กำหนดไว้วว่า พัฒนาสู่สากลอย่างมีเอกภาพบนฐานการรักษาและจัดการทรัพยากรชุมชนอย่างยั่งยืนสู่ชุมชนแห่งความสุข มุ่งพัฒนาคน พัฒนาเครือข่าย พัฒนาตลาด และพัฒนาเครื่องมือที่ทำให้ชุมชนมีความสุขมีคุณภาพชีวิตที่ดี ใครที่เกี่ยวข้องกับฐานรากก็เชื่อมโยงให้เข้ามาร่วมกันทำงาน
วันนี้เรามีบริษัทประชารัฐ เรามี ททท. ที่กระตุ้น ส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยว เรามี พอช. ที่สนับสนุนกระบวนการทำแผน เรามี สกว. นักวิชาการ ฯลฯ เชื่อมโยงกับคัสเตอร์ของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มาช่วยกระตุ้นให้เกิดเวทีในพื้นที่ กระตุ้นให้เกิดการทำงานร่วมกันในพื้นที่ เริ่มจากตั้งกลุ่ม
ประสบการณ์การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่ตำบลปลาบ่า และตำบลเมืองเก่าสุโขทัย
นายเชิด สิงห์คำป้อง ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย มาถ่ายทอดประสบการณ์ จากการแก้ความขัดแย้งเรื่องที่ดินทำกินในเขตอุทยาน ฟื้นคืนผืนป่า พัฒนาแนวกันไฟกินได้ (แปลงผัก) หนุนกลุ่มอาชีพไม้กวาดดอกหญ้า ใช้การท่องเที่ยวที่จัดการโดยชุมชนเป็นทางออกในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกัน
ก่อนที่จะทำเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน ต้องตอบคำถามสำคัญก่อนว่า ทำทำไม ทำเพื่อใคร และทำอย่างไร จุดขายที่ของภูเรือคืออากาศที่ดี วิถีวัฒนธรรมประเพณีในแต่ละเดือน แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หลังจากมีสภาองค์กรชุมชนตำบลปลาบ่า เมื่อปี 2551 และได้กำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ ภารกิจ ทำให้เกิดการยอมรับของหน่วยงาน อย่าง ท้องถิ่นได้ตั้งงบสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของสภาองค์กรชุมชนทุกๆ ปี ต่อมาได้รับงบจาก พอช.ในการมาแก้ปัญหาที่ดิน มีการสำรวจข้อมูล จัดทำพิกัดที่ดิน ที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย จนปี 2555 อพท.ได้เข้ามาหนุนเสริมให้ชุมชนได้ลุกขึ้นมาดำเนินการท่องเที่ยวโดยชุมชน แต่แต่งตัวอยู่ 3 ปี ทำเรื่องเกณฑ์การท่องเที่ยวโดยชุมชน 5 ด้าน 100 ข้อ
จนปัจจุบันเกิดกลุ่มต่างๆ กลุ่มรถนำเที่ยว ที่เกิดจากการรวมกลุ่มของกลุ่มรถอีแต๊กของเกษตรกรในพื้นที่ เกิดกลุ่มแม่บ้าน คอยทำอาหารต้อนรับนักท่องเที่ยว กลุ่มบ้านพักโฮมสเตย์ กลุ่มขายสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น กลุ่มนักสื่อความหมายท้องถิ่น ต่อยอดพัฒนาโดยชุมชน ปลูกป่า ทำฝายชะลอน้ำ ส่งเสริมโฮมสเตย์ ท่องเที่ยวปลูกต้นไม้
การท่องเที่ยวของปลาบ่า เน้นการท่องเที่ยวเชิงศึกษาระบบนิเวศ มีจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวภูบักได๋ ปีนี้ตั้งเป้าไว้ 3 ล้านบาท ผ่านมา 4 เดือน มีรายได้เข้ามาทะลุเป้าแล้วถึง 5 ล้านบาท ที่นี่มีการทำประกันชีวิตให้กับคนขึ้นภูบักได ป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
เราต้องแปลงทุนให้เป็นสินทรัพย์ ไม่ใช่แปลงสินทรัพย์ให้เป็นหนี้ ตัวชี้วัดความสำเร็จ คือจิตสำนึกของชุมชนในการรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติเป็นมูลค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ เมื่อคนมีจิตสำนึกแล้วนำพาเรื่องรายได้มาสู่ชุมชน เป็นรายได้เสริมที่ดีให้กับชุมชน และยังสร้างให้เกิดการรวมตัวรวมกลุ่มของชาวบ้านในการดำเนินการร่วมกัน จนหน่วยงานภาครัฐให้การยอมรับสนับสนุน
นายปองเลิศ เฉลิมสิริโรจน์ ชมรมส่งเสริมท่องเที่ยวโดยชุมชน เมืองเก่าสุโขทัย เล่าให้ฟังว่า ที่เมืองเก่าสุโขทัย เริ่มต้นจาก อพท. ที่เข้ามาหนุนเสริม จากการประกาศเป็นพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์ และได้มีการเชิญหลายภาคส่วนเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยน และจัดตั้งกลไกในการทำงานขึ้นมากลุ่มหนึ่ง มีการไปศึกษาดูงาน และมีการจัดตั้งชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับรองสถานะ และมีการเริ่มต้นทำแผนยุทธสาสตร์การท่องเที่ยว ที่มีหน่วยงานมาเป็นพี่เลี้ยง
สิ่งที่สำคัญคือการพัฒนาศักยภาพให้กับสมาชิกชมรม ให้รู้จักบทบาทหน้าที่ของแต่ละส่วน และไปศึกษาดูงานที่บ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตาก และกลับมาเคลื่อนในตำบลเมืองเก่า โดยมีเพื่อนร่วมทางคือชุมชนต่างๆ ในตำบลเมืองเก่า และค้นหาจุดเด่นของแต่ละชุมชน แล้วนำมาร้อยเรียงเป็นเส้นทางท่องเที่ยว
ถ้าพูดถึงสุโขทัย นักท่องเที่ยวนึกถึง ทองสุโขทัยที่มีเอกลักษณ์ และเครื่องสังคโลก แต่การท่องเที่ยวหลักคืออุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จึงช่วยกันคิดเรื่องการเชื่อมโยง จึงได้นำวัดต่างๆ ผนวกเข้ามาในโปรแกรมการท่องเที่ยว และดึงอดีตข้าราชการมาเป็นนักสื่อความหมายที่เล่าเรื่องราวให้กับนักท่องเที่ยว
อย่างเตาเผาแห่งแรก ที่ถือเป็นนิคมอุตสาหกรรมในอดีต ที่ผลผิตเครื่องสังคโลกส่งออกไปยังต่างแดน นอกจากนั้นเราจึงเปิดการท่องเที่ยวเรียนรู้เรื่องกระบวนการผลิตเครื่องสังคโลก และสามารถผลิตชิ้นงาน เขียนลายสังคโลกของตนเองไปพร้อมกัน โดยเก็บค่าบริการคนละ 500 บาท อีกกิจกรรมคือการสานปลาตะเพียนจากใบลาน
ทำให้เกิดการถ่ายทอดคุณค่าจากชุมชนสู่นักท่องเที่ยว ผ่านนักสื่อความหมายท้องถิ่น ที่โยงกับกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ เมื่อทำมาสักระยะหน่วยงานต่างๆ จะมองเห็นเรา อย่าเพิ่งเอาเรื่องเงินเป็นตัวตั้ง แต่ให้ค้นหาต้นทุนในพื้นที่ให้พบ อย่าเอางบเป็นที่ตั้ง สร้างความเข้มแข็งของเราให้ได้ โดยเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยชักชวนคนอื่นๆเข้ามาเรื่อยๆ สิ่งที่ชี้วัดความสำเร็จ ชุมชนเข้าใจเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนมากขึ้น และทำให้มีรายได้เข้าสู่ชุมชน
อย่างไรก็ตาม องค์กรชุมชนจากทั้ง 35 ตำบล ที่เข้าร่วมการสัมมนา มีทั้งเป็นตำบลที่พร้อมจะลุกขึ้นมาจัดการท่องเที่ยวชุมชน มีทั้งที่ทำมาแล้ว มีทั้งที่ยังไม่ได้ทำ และกำลังจะเริ่มต้นทำ เศรษฐกิจประเทศไทยจะดีขึ้นมาได้ต้องพัฒนารายได้ให้คนในหมู่บ้านและตำบล ใช้การทำ 3 เรื่อง เกษตร การแปรรูป และการท่องเที่ยวชุมชน แต่ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวถูกจัดการโดยคนอื่น ถึงเวลาที่การท่องเที่ยวโดยชุมชนจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนในชุมชนมีความสุข และมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง ยั่งยืน









