playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
17436151 1672089762817748 8458681555405205799 o

ร้อยเอ็ด/ เมื่อวันที่ ๑๗-๑๘ มีนาคม ๒๕๖๐ คณะทำงานพัฒนาศักยภาพผู้นำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมทีมพัฒนาศักยภาพแกนนำภาคอีสาน ณ โรงแรมสาเกตนคร อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญมาถ่ายทอดประสบการณ์ ให้กับแกนนำจาก ๕ จังหวัด จากร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ และบึงกาฬ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้เป็นแนวทางการขับเคลื่อนสู่จังหวัดจัดการตนเอง และเตรียมแผนพัฒนาศักยภาพผู้นำภาคอีสานต่อไป

บทเรียนอำนาจเจริญ สู่จังหวัดจัดการตนเอง

นายชาติวัฒน์ ร่วมสุข ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ เล่าให้ฟังว่า อำนาจมีสองรูปแบบ หนึ่งคือ อำนาจทางการปกครอง  สองคือ อำนาจประชาชน ซึ่งเป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่และเข้มแข็ง แต่ถูกบั่นทอนจากอำนาจการปกครอง เพราะเป็นการดึงเอาอำนาจจากประชาชนไปเป็นอำนาจส่วนกลาง เพราะพวกเราคิดว่าอำนาจของประชาชนแบบนี้จึงทำให้เราลุกขึ้นมาสร้างอำนาจของประชาชนเอง ถ้าเราไม่เข้าใจว่าอำนาจที่ตนเองมีอยู่แท้จริงแล้วมันมาจากอำนาจดั้งเดิม  การทำจังหวัดจัดการตนเองเป็นการฟื้นอำนาจของประชาชนขึ้นมา  เราเริ่มจากการที่มีกลุ่มคนเล็กๆที่ทำงานต่างๆและได้เรียนรู้การทำงานและทำให้เข้าใจว่าสิ่งที่อยู่เหนือทฤษฎีทางการเมืองคือความรัก ความรักนี้คือความรักประชาชน หลังจากนั้นก็ได้ทำงานกับพี่น้องประชาน พอถึงช่วงปี ๒๕๕๔ จึงได้เข้าถึงแหล่งทุนและได้รวมทีมกันขับเคลื่อนโครงการและได้สรุปบทเรียนว่า ถ้าเราต่างคนต่างทำงานเราจะไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องจังหวัดของเราได้ ดังนั้นจึงรวมกันประชาสัมพันธ์เปิดรับสมาชิกได้รวม ๕๖ องค์กร ข้อคิดที่ได้คือ หนึ่ง การชักชวนคนเข้ามาทำงานคือเราต้องคิดถึงเรื่องส่วนรวมเป็นหลัก สอง รับฟังปัญหาและเรื่องราวของพวกเขา สาม ทำตัวให้เป็นคนที่อยู่ในสถานะเท่าเทียมกัน

        พอได้มาร่วมกันก็มีการจัดรูปขบวน โดยการเอาจังหวัดเป็นตัวตั้งแล้ว ตั้งเป้าหมายขึ้นมาร่วมกัน แล้วก็ตั้งวิสัยทัศน์  จนทำให้การทำงานของพวกเราเชื่อมโยงไปด้วยกันกับภาครัฐ และได้มีการทำ MOU ร่วมกัน ซึ่งมันก็จบอยู่ที่ การทำ MOU ซึ่งเราก็ได้บทเรียนว่า การทำงานกับหน่วยงานของรัฐ มันมีความแตกต่างกัน ทั้งเรื่องเวลา และเรื่องของระบบการทำงาน แม้เราจะมีการออกแบบงานร่วมกันก็ตามแต่เราก็มีบางอย่างที่ไม่สามารถทำร่วมกันกับเขาได้ จึงสามารถร่วมมือกันได้เป็นการเฉพาะกิจ

        ปี ๒๕๕๑ เราได้ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชุม และ พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง และตั้งสวัสดิการจังหวัด ปี ๒๕๕๓ เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของคนจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ และได้อพยพไปที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเราได้เรียนรู้ว่าการบูรณาการคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของเราได้ เพราะเราแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เพราะแท้ที่จริงแล้วรากเหง้าของปัญหาของสังคมไทย คือการรวมศูนย์ของอำนาจ เราก็เลยมาศึกษาโครงสร้างอำนาจของรัฐว่าเป็นอย่างไร ซึ่งแท้จริงแล้วอำนาจทุกสิ่งทุกอย่างมันถูกเขียนไว้ให้คณะรัฐมนตรี สองคือ พี่น้องประชาชนถูกครอบมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้พี่น้องประชาชนคิดว่าตัวเองบไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเองต้องรอรัฐบาลแก้ไข  พอมีร่าง พ.ร.บ.จังหวัดจัดการตนเองขึ้นมา ก็ยังมีปัญหาคือ พี่น้องไม่เข้าใจเรื่องของกฎหมาย  ดังนั้นเราจึงมีการออกแบบครั้งที่สองขึ้น คืออันดับแรกเราต้องเข้าใจสำนึกของคน คือสำนึกของความเป็นทาส เป็นสำนึกที่เป็นคนที่อยู่ใต้ปกครอง ซึ่งมีลักษณะที่มีความกลัวต้องให้คนอื่นปกครอง  สอง สำนึกของการพึ่งตนเอง  สาม สำนึกของการจัดการตนเอง สี่ สำนึกความเป็นตัวเอง ห้า สำนึกสาธารณะ  ซึ่งเรามีการออกแบบการทำงานแบบนี้ คือ หนึ่ง การสร้างทีม/การทำความเข้าใจกับทีม  สอง คือ การกำหนดเป้าหมายร่วม สาม คือ สร้างยุทธศาสตร์การเคลื่อนสำนึกของพี่น้องประชาชน/จัดความสัมพันธ์ของคนใหม่  สาม คือ สร้างยุทธศาสตร์การจารตนเอง สี่ คือ ขับเคลื่อนไปด้วยกัน ซึ่งมีเป้า ๑๐ ปี  ซึ่งขั้นตอนของจังหวัดอำนาจเจริญตอนนี้อยู่ในช่วงการทำผังชีวิต ซึ่งต่อไปจะเป็นการออกกฎหมาย ถึงจะเป็นจังหวัดจัดการตนเอง

        วิรัตน์ สุขกุล ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ เปิดเผยว่า การสัมพันธ์คนที่จะเข้ามาร่วมงานกันมันยากเพราะวิธีคิดของคนแต่ละคนมันมีความแตกต่างกันทำให้เรื่องบางเรื่องคุยกันไม่ได้ จึงทำให้เรามีความยากลำบากในการทำงาพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายของเรา  ถามว่าเราทำงานเพื่ออะไร หนึ่ง ทำเพื่อทำไปเรื่อยๆ สอง ทำงานเพื่อยังชีพตัวเอง ซึ่งถ้าเราคิดแค่สองอย่างนี้เราจะไม่สามารถทำงานพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายขงเราไปได้ 

แต่ถ้าเราต้องการทำงานพัฒนาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและเกิดการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองของเรา เราก็ต้องคิดให้เยอะกว่านี้ ซึ่งมันจะต้องทำอะไรมากมาย ซึ่งการทำงานงานมีหลายแบบ  เช่นการทงานในองค์กรปิด ก็ทำงานไปตามรูปแบบกฎระเบียบ เข้างานตรงเวลา แต่การทำงานแบบพวกเรามันมีหลากหลายรูปแบบ ต่างคนต่างมีวิธีคิดเป็นของตัวเอง ดังนั้นการเอาใจใส่คนทำงานจึงเป็นเรื่องสำคัญ ความเสมอภาค ความเท่าเทียมเป็นเรื่องสำคัญ การจัดการตามความถนัด ใครถนัดงานแบบไหนก็ให้ทำงานความชอบและความถนัด  การสื่อสารสาธารณะซึ่งมีข่าวสารก็ต้องแจ้งให้รับรู้ร่วมกัน การทำงานเราต้องเอาเรื่องส่วนรวมเป็นหลัก ไม่ว่าจะอยู่ในเครือข่ายไหนก็ตาม นั่นหมายความว่าเราจะต้องดันคนจากทุกๆประเด็นให้มีส่วนร่วมในการสร้างจังหวัดจัดการตนเอง

ส่วนการจัดการงบประมาน ต้องแยกบัญชีของแต่ละงบประมาน และผู้มีรายชื่อเบิกต้องไม่ซ้ำกัน และผู้ถือบัญชีต้องไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่สามารถเบิกเงินได้ เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริต ซึ่งเป็นการบูรณาการโดยแผนจะต้องสอดคล้องกันกับการใช้งบประมาน  การเอาใจใส่ดูแลคนทำงานก็เป็นเรื่องสำคัญ อำนาจเจริญมีกองทุนสวัสดิการผู้นำ โดยมีเงินทุนจำนวน ๖๕๐,๐๐๐  ผู้นำจังหวัดอำนาจเจริญถ้าเข้าโรงพยาบาลจะได้เงินสองส่วน ส่วนแรกคือ สวัสดิการจังหวัด สอง คือ สวัสดิการผู้นำภาค

พิชิต พิทักษ์ คณะทำงานพัฒนาศักยภาพฯ เปิดเผยว่า เราจะสามารถก้าวไปข้างหน้าด้วยกันได้ องค์กรชุมชนที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จได้จะต้อง หนึ่งมีเป้าหมายร่วม ธงนำหรืออุดมการณ์ร่วม  สอง จะต้องมีฐาน ซึ่งมีกลุ่ม องค์กร เครือข่าย ที่จับต้องได้ มีผู้นำ มีสมาชิก ที่ชัดเจน มีทั้งผู้นำเก่า ผู้นำใหม่ และต้องมีเยาวชน สมาชิกฐานแต่ละกลุ่มจะต้องมีจำนวนเพิ่มตลอดเวลา ซึงจะให้สภาองค์กรชุมชนเป็นหลักในการขับเคลื่อน  สาม จะต้องมีกระบวนการการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งประกอบไปด้วย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี มีแผนปฏิบัติการและมีความต่อเนื่องและสามารถแก้ไขปัญหาได้ และมีการสรุปบทเรียนทุกๆปี  มีการประชาสัมพันธ์ขยายเครือข่าย  ใช้ชุดประสบการณ์เดิมมาเป็นบทเรียนสำคัญในนำการปรับใช้ กล้าสรุปข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและแก้ไขปรับปรุง ใช้งานพัฒนาเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจรัฐ  ในส่วนของงบประมานต้องเปิดเผยโปร่งใส ตรวจสอบได้    สี่ การจัดความสัมพันธ์ภายในภายนอก ต้องมีการจัดบทบาทที่ตรงกับคนใครถนัดแบบไหนก็ทำงานนั้นและมีการจัดขบวนไปในตัว ความสำเร็จความล้มเหลวขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่ เพราะแต่ละพื้นที่มีเงื่อนไขปัจจัยที่แตกต่างกัน

บทเรียน 5 จังหวัด สู่การจัดการตนเอง

จังหวัดร้อยเอ็ด จุดแข็งมีเวทีสรุปบทเรียน มีเวทีพัฒนาศักยภาพ จัดทำแผนพัฒนาจังหวัด มีการพัฒนากลไกการทำงานระดับอำเภอ  เครื่องมือในการทำงานก็จะเป็นการประชุมเป็นหลัก ซึ่งสรุปได้ว่าบทเรียนที่ผ่านมาคือ เครื่องมือมีน้อย และยังมีการสร้างคน มีการจัดให้การศึกษายายแนวคิดเรื่องการจัดการตนเอง มีการพัฒนาผู้นำ มีหลักสูตรยกระดับความรู้พัฒนาผู้นำ เรื่องการจัดสวัสดิการ การจัดตั้งสภาเพิ่มมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัด มีแผนงานที่จะทำให้ภาคีต่างๆยอมรับยุทธศาสตร์ และมีการผลักดันแผนสู่สาธารณะมีการผลักดันแผนในงานพัฒนา

จุดอ่อน ศักยภาพผู้นำยังมีจำกัด การรับรู้เรื่องการจัดการตนเองยังไม่ลึกซึ้ง ขาดความมั่นใจในทิศทางการจัดการตนเองในระดับพื้นที่ ยังมองทิศทางการจัดการตนเองยังไม่ตรงกัน ขาดการเชื่อมต่อแกนนำในระดับจังหวัด ขาดการคุยภายใน ต่างคนต่างทำ และยังมีท่าทีต่อกันไม่มีความมั่นใจซึ่งกันและกัน ยังมีมุมมองที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ ยังมีลักษณะการทำงานที่ต่างคนต่างทำ ซึ่งส่งผลให้ไม่มีความเป็นเอกภาพ ขาดการถ่ายทอดงานให้กันระหว่างแกนนำเก่าและแกนนำใหม่ ตัวเชื่อมความหลากหลายระหว่างองค์กร และขาดการสื่อสารระหว่างคนทำงาน

ท้องถิ่นต้องมีองค์กรชุมชนและมีความเข้าใจระบบการจัดการตนเอง มีการกำหนดวางแผนยุทธศาสตร์ของตัวเอง  ต้องมีการผลักดันแผนยุทธศาสตร์แต่ละด้าน ต้องมีเครื่องมือในการขับเคล่อนงาน

จังหวัดมหาสารคาม จุดแข็ง   มีความเป็นเอกภาพในเรื่องของการทำงานภายใต้องค์กรสภาฮักแพงเบิ่งแงงคนสารคาม ซึ่งประกอบไปด้วยคนหลายภาคส่วน จุดอ่อน คือมีความหลากหลายในขบวนการทำงานข้อแตกต่างระหว่างสารคามกับอำนาจเจริญ คือ สารคามใช้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เคยรู้กกันมาก่อน แล้วจึงมาช่วยกันกำหนดเป้าหมายร่วมกัน

เป้าหมายคือ อธิปไตยที่จับต้องได้  การสร้างความร่วมมือกับภาคี สร้างความเข้มแข็งให้สภาฮักแพงฯ เครื่องมือ  คือ ใช้บัญชีสภาฮักแพงฯ ทั้งหมด ภาคี  พอช. สช. สปสช. สกว. กลไกการทำงาน มี ๔ ระดับ คือ หนึ่งสภาฮักแพงฯ สองกลไกระดับอำเภอ (ตอนนี้มี ๘ อำเภอ) สามพื้นที่ตำบล สี่งานประเด็นต่างๆ  ทีมยุทธศาสตร์ สถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น มรภ.มหาสารคาม ม.มหาสารคามทิศทางข้างหน้าคือ จะจดแจ้งเป็นมูลนิธิ

จังหวัดยโสธร จุดแข็ง คือ  ปี ๒๕๕๘ จังหวัดยโสได้เป็นจังหวัดนำร่องจังหวัดจัดการตนเองแต่มาสมบูรณ์ตอนปี ๒๕๕๙  เรามีการเคลื่อนอยู่สองส่วนคือ อปท. และขอตั้งเป็นสมาพันธ์อบต.จังหวัด และได้เข้าไปสัมพันธ์กับ สปช.และได้ดึงสมาคมกำนันผู้ใหญ่มามาเข้าร่วม ภาคีเครือข่าให้ความร่วมมือดี จุดอ่อน คือ สมาพันธ์ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้ พื้นที่ยังไม่เข้มแข็ง ยังขาดสำนึกในการพัฒนาของส่วนรวม และมีการแย่งชิงกันของนักการเมืองท้องถิ่น แผนยังไม่ออก ปัญหาในเรื่องของการทำงานในทีมทีขาดการคุยกัน ระบบการจัดการยังเป็นกลุ่มใครกลุ่มมันมีเป้าเดียวกันแต่ยังไม่เป็นเอกภาพ ขาดคนเชื่อมโยงระหว่างขบวนกับภาคีเครือข่าย  บุคลากรที่เข้ามาเป็นสมาชิกไม่ให้ความสำคัญในการทำงานคือมีรายชื่อเข้ามาแต่ไม่ได้เข้ามาช่วยงาน

ยุทธศาสตร์ มี ๖ ด้าน  ยโส เมืองวิถีอีสานอยู่ดีมีสุข  

จังหวัดสุรินทร์ จุดแข็ง คือ มีพื้นที่รูปธรรมขยาย มีการเชื่อมโยงภาคี  มีองค์กรหน่วยงานที่มีประสบการณ์ความรู้มากมาย มีระบบการติดตามหนุนเสริม ภาคประชาชนยังให้ความเชื่อมั่นในตัวกลุ่มองค์กรของเราอยู่

จุดอ่อน คือ ยังไม่มีความเป็นเอกภาพเพราะยังมองไม่เห็นธงเดียวกัน ขาดการกระจายความรู้ความเข้าใจไปสู่พื้นที่ต่างๆ หลักคิด/วิธีคิดไม่ประสานเป็นหนึ่ง  มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ขาดจิตสำนึกสาธารณะทำให้การขยับงานช้า มีความไม่โปร่งใสในการบริหาร ขาดระสิทธิภาพในระบบการสื่อสาร บางคน/บางกลุ่มหวังผลประโยชน์พอไม่ได้ประโยชน์แล้วหายไป การวางหน้าที่ไม่ตรงกับความสารถทำให้คนทำงานหายไป

เหมือนหรือแตกต่างกับอำนาจเจริญอย่างไรเหมือนกันคือ เป้าหมายเหมือนกัน ที่เน้นเรื่อง การกินอิ่มนอนหลับ หนีลด มีทุนหนุนเสริม  มีกระบวนการทำงานคล้ายๆกัน

ข้อแตกต่างคอ ยังไม่กล้าเปิดใจกัน ขนาดพื้นที่ต่างกัน ทุนทางสังคมสุรินทร์มีมากกว่า สุรินทร์มีความไม่ต่อเนื่องในเรื่องของการเชื่อมโยงนโยบาย

เป้าหมายของจังหวัดสุรินทร์ ขยับตำบลรูปธรรม อำเภอเครือข่าย ๙ อำเภอ  แผนงานร่วมกับกลุ่มอำเภอ และแผนงานร่วมกับจังหวัด และหาคนประสานงานระดับจังหวัด สร้างนโยบายสาธารณะจากประชาชนจัดให้ได้ทุกปี (ตลาดนัดแผนอำเภอ/จังหวัด)

กลไก/กระบวนการขับเคลื่อนการดำเนินงาน  มีทีมประสานงาน กองเลขา คณะยุทธศาสตร์ อำเภอบูรณาการณ์(มีตัวแทนอำเภอ)  แผนยุทธศาสตร์ มีการกระจายงบประมานตามอำเภอ ปี๖๐ ขยับผู้นำแถวสอง ประกาสนโยบายสาธารณะ

จังหวัดบึงกาฬ จุดแข็ง คือ มีแกนนำคนรุ่นใหม่  มีอำเภอที่ติดแม่น้ำโขง ๔ อำเภอ มีภูเขา ๔ ลูก มีแกนนำระดับตำบลเต็มพื้นที่ ๕๙ ตำบล มีบึงโขงหลง มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีหลายชนเผ่า ไทผวน ญ้อ ลาว เวียงจัน การท่องเที่ยวที่เป็นวิถีของคนในพื้นที่

จุดอ่อน คือ ปัญหาที่จังหวัดบึงกาฬกำลังเผชิญ คือ การเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ การสร้างเขื่อนไชยบุรีที่ประเทศลาว ความเหมือนหรือแตกต่างจากจังวัดอำนาจเจริญ ความเหมือนคือ ความใจกล้า มีความมุ่งมั่นและมีอุดมการณ์ แผน คือ สร้างแหล่งท่งเที่ยวที่เป็นแบบวิถีของคนบึงกาฬ การพัฒนาคุณภาพชีวิตขงคนในจังหวัด  คุยเป้าหมายร่วมกันกับคนในจังหวัด จัดทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัด จัดทำธรรมนูญประชาชนคนบึงกาฬภายในปี ๖๓ สรุปประมวลผลนิยามความหมาย/ทิศทางและเครื่องมือกลางการขับเคลื่อน จังหวัดจัดการตัวเอง การก้าวเข้าสู่การจัดการตนเองจะต้องเริ่มด้วย ๓ คุณลักษณะนี้

๑.สำนึกร่วมของประชาชน สำนึกของพี่น้องประชาชนคือพลังอำนาจของประชาชน ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์ในการสร้างสำนึกร่วมของพี่น้องประชาชน

๒.แก้ไขปัญหาโครงสร้างอำนาจรัฐ แผนการทะลวงทลายอำนาจของโครงสร้างอำนาจรัฐ ถ้าอำนาจรัฐเข้มแข็ง อำนาจประชาชนก็จะอ่อนแอ เราต้องมองให้ออกว่ากลไกที่จะไปปรับความสัมพันธ์กับพี่น้องอย่างไร และยกระดับให้เกิดความเท่าเทียมกัน

๓. การพิสูจน์ความคิดของประชาชนโดยการสร้างพื้นที่รูปธรรมในการจัดการตนเอง

มันเกิดอะไรขึ้นจึงทำให้เราทำไม่สำเร็จ ทั้งๆที่เราก็มีแผน? โจทย์สำคัญมีอยู่ว่าถ้าเรายังอยู่ภายใต้โครงสร้างแบบนี้มันทำให้เราทำไม่ได้เพราะกรอที่มันครอบเราไว้อยู่ เพราะฉะนั้นเราจัดมาจัดขบวนจัดโครงสร้าง ทำแผนยุทธศาสตร์/ยุทธวิธี เพื่อไปต่อสู่และได้เข้าไปปรับโครงสร้างอำนาจรัฐ

หลักคิดแรกคือ ต้องให้เจ้าของปัญหาเป็นคนจัดการปัญหาด้วยตนเอง  แนวทางการพัฒนาท้องถิ่นมันควรจะเป็นเรื่องของคนในจังหวัดไม่ใช่ภาครัฐที่เป็นคนจัดการ วิธีคิดแบบสั่งการและจัดการโดยรัฐเพียงผู้เดียวมันทำให้คนในท้องถิ่นเกิดปัญหา อย่าไรก็ดีเราก็ต้องเข้าใจพื้นฐานเบื้องต้นว่าการทำงานบาอย่างพี่น้องประชาชนไม่สามารถทำเองได้ต้องอาศัยรัฐเป็นตัวช่วย แต่สิ่งเหล่านั้นก็ต้องออกมาจากประชาชน  ถ้าเราจะบอกว่าจังหวัดจัดการตนเองคืออะไร คือ จังหวัดที่ประชาชนสามารถจัดการกับปัญหาของตนเองโดยไม่ต้องอาศัยให้รัฐเป็นคนจัดการ ดังนั้นรูปแบบการปกครองตนเองจึงไม่มีสูตรสำเร็จว่าจะเป็นแบบไหนมันขึ้นอยู่ที่ว่าคนในจังหวัดต้องการให้มันเป็นแบบไหน ซึ่งจะต้องเป็นเจตจำนงของประชาชนในพื้นที่

ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนได้มีสิทธ์มีเสียงหรือเข้าไปกำหนดแผนหรือนโยบายในการจัดการกับปัญหาและกำหนดชะตากรรมของตนเองทุกจังหวัดล้วนแต่มีทังจุดอ่อนจุดแข็ง การพัฒนาก็ถึงขีดสุดเพียงเท่านี้ โครงสร้างการปกครองแบบเดิมๆทำให้ขับเคลื่อนไม่ได้ สิ่งที่สำคัญคือการตั้งหลักใหม่ จัดรูปขบวน เปลี่ยนวิถีการทำงานใหม่ เพื่อสามารถปรับโครงสร้างอำนาจรัฐได้ ให้อำนาจรัฐกับอำนาจประชาชนมีความเท่าเทียม

จังหวัดจัดการตนเองนั้นคือการเรียกร้องอำนาจให้แก่ประชาชน หลักคิดแรกคือ ให้เจ้าของปัญหาคนที่ใกล้ชิดกับปัญหามีส่วนในการแก้ไขปัญหา เพราะคนที่ประสบปัญหาจะรู้ปัญหาและหาทางออกได้ดีที่สุด

·        ยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นต้องเป็นภาระของคนในท้องถิ่น ไม่ใช่การใช้กลไกของรัฐหรือทุนภายนอก คิดให้ สั่งการให้ และจัดการให้ทั้งหมด

·        จังหวัดจัดการตนเอง ไม่ได้มุ่งเน้นไปยึดอำนาจรัฐ หรือเปลี่ยนโครงสร้างรัฐ แต่มุ่งสร้างให้รัฐและประชาชนอยู่ร่วมกันได้ด้วยการร่วมกันแก้ไขปัญหาตามที่คาดหวังไว้ได้ ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงในการแก้ไขปัญหา และควรมีการออกแบบการทำงานร่วมกัน

·        ขับเคลื่อนให้จังหวัดจัดการตัวเองเดินต่อไปได้ คือ การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ขั้นตอนที่จะเป็นไปได้ที่สุดคือ ให้สิทธิพี่น้องในพื้นที่มีอำนาจในการสร้างแผน หรือ นโยบายท้องถิ่นด้วยตนเอง

·        จังหวัดจัดการตนเอง เป็นจังหวัดที่ประชาชนสามารถออกแบบวิธีการร่วมกับจังหวัดของตนเองได้ โดยจะใช้รูปแบบหรือวิธีการใดก็ได้ แนวคิดการจัดการตนเอง คือรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบหนึ่ง รูปแบบการจัดการตนเองไม่มีรูปแบบตายตัวในการดำเนินการขึ้นอยู่กับการออกแบบกันเองในพื้นที่ สาระสำคัญคือเจตจำนงของท้องถิ่นของตนเอง

·        ที่สำคัญคือท้องถิ่นก็ต้องมีการปรับตัวด้วยเหมือนกัน

·        สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จะใช้วิธีการ กลไก หรือรูปแบบใด ที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนามากที่สุด

·        การกระจายอำนาจ การปกครองตนเอง ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชนในท้องที่ตนเอง

·        หลักการสำคัญคือ กระบวนการที่ต้องผ่านหลักคิดเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือ ผ่านกระบวนการรวมความคิดของประชาชนท้องถิ่น และต้องไม่เป็นการต่อต้านรัฐ แต่ใช้แนวคิดลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน

·        การจะเป็นจังหวัดจัดการตนเองได้ ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงจากข้างล่าง (เปลี่ยนสำนึกของประชาชน) ต้องให้ประชาชนตระหนักว่าตนเองเป็นเจ้าของพื้นที่ จนสามารถก้าวเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง เปลี่ยนสำนึกจากเดิมที่เป็นผู้รับ ผู้พึ่งพาอย่างเดียว ให้มาเป็นสำนึกแบบพลเมือง คือ  การเข้าไปมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ด้วยตนเอง  ประการที่สอง คือการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ คือ การที่ทำให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย หรือเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจ โดยต้องมีการร่วมกันออกแบบให้พี่น้องประชาชนได้รับการตอบสนองและได้รับการแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง ประการที่ ๓ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างทีมงาน การสร้างทีมงานให้สำเร็จได้ ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกันเองในพี่น้องประชาชนได้  ประการที่ ๔ สร้างเป้าหมายร่วม เป้าหมายร่วมจะเป็นตัวบ่งบอกทิศทางการดำเนินงานได้ ประการที่ ๕ การสร้างพื้นที่และกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม เพื่อตอบสนองเป้าหมายร่วมที่วางกันไว้ ประการที่ ๖ การสร้างแผนการพัฒนาของภาคประชาชน  ประการที่ ๗ ขับเคลื่อนมวลชน ให้ผลักดันเข้าสู่นโยบาย ประการที่ ๘ สร้างผังชีวิต เพื่อเป็นกลไกการขับเคลื่อนสู่จังหวัดจัดการตนเอง เป็นการสร้างจุดยืนในการพัฒนา และประการสุดท้ายคือ การผลักดันเป็นกฎหมายภาคประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ แต่ต้องมีท้องถิ่นที่เข้มแข็งและสามารถจัดการตนเองได้อย่างแท้จริง     นิยาม การจัดการตนเอง  คือ การจัดการร่วมกันของประชาชนในพื้นที่ของตนเองโดยไม่ต้องรอคอยการตัดสินใจจากส่วนกลางและมีการสนับสนุนให้มีการวางแผนแก้ไขปัญหาและการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของชุมชนท้องถิ่นของตนเอง


17311317 1672089479484443 2703346848865555464 o17359432 1672088939484497 3079548127007313702 o17388810 1672077942818930 2789470577552238980 o17389243 1672078932818831 12080100343753507 o17390707 1672088702817854 2235162692890162043 o


แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter