
เมื่อวันที่ 20-21 มีนาคม 2560 สภาองค์กรชุมชนได้จัดเวทีการจัดการความรู้เรื่อง “ทางเลือก ทางรอด วิกฤตข้าว ชาวนาไทยกับแนวโน้มในอนาคต” ที่ห้องประชุม KU Home มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้นำสภาองค์กรชุมชนตำบลที่ขับเคลื่อนประเด็นเรื่องข้าว กลุ่มเกษตรทางเลือกภาคอีสาน สภาเกษตร ฯลฯ เข้าร่วมประมาณ 70 คน ภายในงานมีการเชิญนักวิชาการและตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมีการแบ่งกลุ่มย่อย เพื่อนำเสนอรูปแบบ แนวทาง กลไกการขับเคลื่อนงาน และแผนปฏิบัติการที่จะดำเนินการในช่วงต่อไป

นายจินดา บุญจันทร์ ประธานที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล กล่าวว่า สภาองค์กรชุมชนให้ความสำคัญกับชาวนาและการทำเกษตรกรรม สนับสนุนการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องข้าว โดยพยายามปลุกจิตสำนึกและสร้างการช่วยเหลือให้แก่เกษตรกร ในวิกฤตราคาข้าวตกต่ำ ปัญหาระบบเกษตรที่ตกต่ำลงจะมีวิธีการอย่างไรที่จะหนุนเสริมและช่วยพยุงความเป็นอยู่ของชาวนาให้ดีขึ้น ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนและตามนโยบายของรัฐบาล
“ดังนั้นการสรุปบทเรียนการแก้ไขปัญหาและร่วมกันค้นหาทางออกอย่างยั่งยืน จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชน โดยมติและข้อเสนอจากที่ประชุมในครั้งนี้จะนำไปเสนอแนะต่อภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป” นายจินดากล่าว
นายสุเมธ ปานจำลอง เครือข่ายเกษตรทางเลือกภาคอีสาน กล่าวว่า ชาวนาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิถีแนวทางการเกษตรให้เหมาะต่อพื้นที่การผลิต ต้องมีกระบวนการส่งเสริมและผลักดันให้ข้าวมีคุณภาพ เพิ่มราคาได้สูงขึ้น ให้ก้าวทันเกษตรสมัยใหม่ ปลูกพืชผสมผสานที่มีความหลากหลาย สร้างระบบอาหารในชุมชน และให้ความสำคัญกับการปกป้องพื้นที่อาหาร โดยเน้นคุณภาพของข้าวที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อเป็นจุดยืน สร้างแหล่งผลิต และพึ่งพาตนเอง สร้างความรู้และฝึกเทคนิคให้ชาวนาเรียนรู้การสร้างเมล็ดพันธุ์ปลูกข้าวที่ดี เทคนิคต่างๆ ที่เกิดผลดีต่อการเพาะปลูก มีปุ๋ยที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพ
นายธนรัช ใกล้กลาง มูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่า ชาวนาควรปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์จากวิธีการในรูปแบบเดิมๆ แค่การปลูกข้าวและการขายข้าว แต่ควรมีการจัดการความรู้ให้เกิดการพัฒนาต่อยอดและแก้ไขปัญหาชาวนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผลักดัน ฟื้นฟู เช่น ปรับเปลี่ยนเป็นแหล่งเกษตรกรรมเพื่อการท่องเที่ยวชุมชน ควรรู้จักการปรับเปลี่ยนมุมมอง แนวคิด วิธีคิด และวิธีการ ให้ทันสมัยต่อโลกปัจจุบันที่ก้าวไกลไปมาก โดยรูปแบบเกษตรแนวอินทรีย์อาจจะล้าหลังไปแล้ว ซึ่งควรปรับแนวคิดด้านเกษตรให้มีความทันสมัยและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้ผลผลิตทางการเกษตรเหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ และสร้างเรื่องราวให้เกิดความแตกต่างและมีความหลากหลาย ดังนั้นกระบวนการคิดจึงมีความสำคัญมากในการสร้างสรรค์ผลผลิตให้มีความน่าสนใจ และเป็นที่ยอมรับแก่ผู้บริโภคและตลาด

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ มูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างของชาวนาไทยอยู่ที่ต้นทุนการผลิตสูง แต่ผลผลิตต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม ผลิตข้าวได้เฉลี่ย 862 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนการทำนา 5,615 บาท/ตัน ส่วนประเทศไทยผลิตข้าวได้เฉลี่ย 448 กิโลกรัม/ไร่ แต่ต้นทุนการทำนาสูงถึง 9,266 บาท/ตัน ดังนั้นเกษตรกรไทยจะต้องปรับตัวโดยการลดต้นทุนการผลิต ทั้งเรื่องเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ประเทศไทยใช้สารเคมีสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก จีนอันดับ 1) และเพิ่มมูลค่าข้าว โดยการแปรรูปข้าว การจัดการตลาด ฯลฯ
ตัวอย่างการเลือกพันธุ์ข้าวที่ดีมาปลูก พันธุ์ข้าว “ช่อราตรี” ซึ่งได้มาจากการผสมและคัดเลือกของเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จ.นครสวรรค์ ได้ข้าวที่มีคุณภาพดีกว่าข้าวหอมปทุม และราคาขายสูงกว่าตันละ 400 บาท ขณะนี้ชาวนาใน จ.นครสวรรค์ปลูกในพื้นที่ประมาณ 250,000 ไร่ ทำรายได้เพิ่มให้แก่ชาวนาประมาณ 75 ล้านบาท
“ข้าวเจ้าเหลือง” เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง เหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์และป้องกันสมองเสื่อม เพราะมีสารโฟเลทสูงกว่าข้าวสายพันธุ์อื่น ซึ่งสารโฟเลทจะช่วยสร้างการเจริญเติบโตของเซลล์ สร้างเม็ดเลือด สารพันธุกรรม ระบบประสาท และป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ฯลฯ
ในช่วงท้ายของการจัดเวที มีการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อนำเสนอรูปแบบ แนวทาง กลไกการขับเคลื่อนงาน และแผนปฏิบัติการที่จะดำเนินการในช่วงต่อไป ซึ่งที่ประชุมได้นำเสนอแนวทางต่างๆ เช่น การขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ เสนอให้แก้ไขปัญหาและจัดการตนเองภายในตำบลก่อน โดยสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มผู้ผลิต ต้องมีการตั้งกลุ่มเป้าหมายที่มีความเข้มแข็ง ให้สามารถพัฒนาและไปต่อได้
ให้มีการรวมกลุ่ม เพื่อได้เสนอปัญหาและความต้องการ หาแนวทางในการแก้ไขปัญหา มีทิศทางการขับเคลื่อนร่วมกัน ควรปรับทัศนคติ และสร้างแนวคิดที่แปลกใหม่ ให้มีผลผลิตที่ตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภค
มองจุดเด่นของพื้นที่นั้นๆ และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงเพื่อร่วมกันผลักดัน สร้างความเข้มแข็งภายในกลุ่มให้เกิดความเข้มแข็ง มีระบบการบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง ไม่พึ่งการสนับสนุนจากภายนอกมากนัก
ต้องมีการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิต การแปรรูปผลผลิต พัฒนาต่อยอดผลผลิตให้มีคุณภาพ และมีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภคภายในชุมชน และสามารถจำหน่ายนอกชุมชนได้ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน ต้องมีระบบการจัดการที่ดี ( Good management ) ส่งเสริมการบริหารจัดการเรื่องทุน ส่งเสริมการจัดการภายในให้เกิดความคล่องตัวและสามารถจัดการได้ด้วยตนเอง ศึกษาและสำรวจเพื่อให้มีข้อมูลสำคัญของตำบล เกี่ยวกับผู้ผลิต ผู้บริโภค รวมทั้งข้อมูลทั่วไปด้านการเกษตร เกี่ยวกับพื้นที่เพาะปลูก ชนิดและพันธุ์ข้าว และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินการต่อไป

นอกจากนี้ยังเสนอให้มีตลาดรองรับและตลาดจำหน่ายผลผลิตที่เพียงพอ ให้สร้างตลาดของสภาองค์กรชุมชนเอง ใช้กลไกสภาองค์กรชุมชนเชื่อมโยงเครือข่ายระดับอำเภอ จังหวัด กองทุนหมู่บ้าน กองทุนสัจจะ ฯลฯ การผลักดันเรื่องข้าว เกษตรอินทรีย์เข้าไปในแผนสภาองค์กรชุมชน การสร้างภาคีในสภาองค์กรชุมชน สร้างพื้นที่คนกินข้าว ข้อมูลความต้องการข้าว พยายามผลักดันเข้าสู่แผนจังหวัด
ส่วนข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น ให้ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล เสนอแนวนโนบายต่อรัฐบาลในการออกกฎหมายการจำกัดสิทธิ์ครองที่ดินตามมูลค่า สนับสนุนข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ นโยบายการลดการใช้สารเคมี การสร้างความมั่นใจเรื่องอาหารปลอดภัย ความมั่นคงเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง ฯลฯ
นายทองใบ สิงสีทา ผู้จัดการสำนักเลขานุการสภาองค์กรชุมชน กล่าวว่า การจัดเวทีจัดการความรู้ในครั้งนี้ถือว่าประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ โดยทางสภาองค์กรชุมชนจะนำข้อเสนอเหล่านี้มาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวอย่างยั่งยืน ส่วนในระดับพื้นที่ก็จะนำไปขับเคลื่อนโดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวและพัฒนาในแต่ละประเด็นที่ที่ประชุมนำเสนอต่อไป



งานสื่อสารองค์กร พอช. รายงาน





