
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2560 กลุ่มเกษตรอินทรีย์อำเภอบางใหญ่ จัดการประชุมจัดตั้งเครือข่ายสภาเกษตรกร ขณะดำเนินการประชุม สำนักงานสภาเกษตรจังหวัดนนทบุรี และสำนักกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร สาขาจังหวัดนนทบุรี โดยมี นายธาดา เอี่ยมอ่ำ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนนทบุรีนายสุทธิชัย สุทธิวราภิรักษ์ หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดนนทบุรี น.ส.สายฉัตร สิงหนาท หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร สาขาจังหวัดนนทบุรีและ นายสมเกียรติ ศรีเรือง เจ้าหน้าที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร สาขาจังหวัดนนทบุรี ได้ประสานเข้ามาเพื่อเข้าร่วมประชุม ซึ่ง 2 หน่วยงานไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า

นายธาดา เอี่ยมอ่ำประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า การทำตามมาตรฐาน GAP เป็นเรื่องที่ทำยาก จะทำอย่างไรให้ถูกต้อง ตอนนี้เรามีสมาชิก 34 รายที่รวมกลุ่มกัน มีนโยบายในการปลูกข้าวหอมปทุมคือการหลีกเลี่ยงพันธุ์ข้าวกข. ราคาข้าวเปลือกประมาณ 10,000บาท ซึ่งมีราคาดีกว่า เราไม่ได้กินข้าวนึ่ง แต่ข้าวหอมปทุม เรากินด้วยขายด้วย เข้าเรื่องศาสตร์ของพระราชา แต่ขออย่าให้ 34 รายนี้ลดลง เรื่องมาตรฐานของเรายังไม่ได้ลงลึกถึงขั้นอินทรีย์ ชีวภาพ แต่ระยะเก็บเกี่ยวต้องอยู่ในระยะที่กำหนด จึงจะผ่าน GAP เมื่อเรารวมกลุ่มแล้ว สภาจะส่งเสริมให้เราจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อให้เข้าถึงแหล่งทุน ระเบียบกำหนดว่าการจัดตั้งกลุ่มจะต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 30 คน ของเรามี 34 คนแล้ว จากนั้น สภาเกษตร สหกรณ์จังหวัด ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์จะเข้ามาสนับสนุนมาสอนในเรื่องต่างๆ เมื่อเราเสนอชื่อไป เช่นกลุ่มอาชีพชุมชน เขาจะตรวจสอบว่าซ้ำกับคนอื่นหรือไม่ แล้วก็ให้สมาชิกแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร 7 คน มาบริหารแบบเดียวกันกับสหกรณ์ ต่อไปก็สามารถดึงธกส.เข้ามา มีการต่อยอดได้ นี่คือความที่เป็นกลุ่ม เงินของสหกรณ์จังหวัดก็มี ประเทศมีเงินกู้ 2 ปีไม่มีดอก 1,000ล้านบาทให้กับ 77 จังหวัด ถ้าเราตั้งได้สำเร็จ มีคณะบริหาร 7 คน ก็สามารถดึงงบประมาณส่วนนี้ได้ คือมาให้พวกเรากู้กัน กลุ่มกู้มาไม่มีดอก แต่กลุ่มจะต้องมีการบริหารจัดการ จะเสียดอก 2-3 บาทก็แล้วแต่ตกลงกัน เรียกว่าเข้าถึงแหล่งทุนแล้ว ตอนนี้เราไม่ทำข้าวนึ่งแล้ว เราปลูกข้าวหอม ได้ราคาดีกว่า และกินได้ด้วย ก็ต้องรอให้ท่านมีมติแล้วรอวันที่พร้อมให้ส่งเรื่องไป เพื่อให้3 ส่วนเข้ามาสนับสนุน
น.ส.สายฉัตร สิงหนาท หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร สาขาจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า สำนักงานกองทุนฯ ตั้งอยู่ที่อยู่ที่ บางใหญ่ซิตี้ กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร มีภารกิจในการส่งเสริมการรวมกลุ่ม การพัฒนาอาชีพ การผลิต การแปรรูปดูแลการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ไม่ว่าสถาบันการเงินไหนแต่ต้องเป็นหนี้ในระบบ สมมติว่าวันหนึ่งเกิดภัยพิบัติแล้วเกษตรกรไม่สามารถชำระหนี้ได้ กองทุนจะเข้าไปดูแลเดิมการรวมกลุ่มจะต้องมี 50 คนขึ้นไป แต่ระเบียบใหม่ 20 คนกระจายตามตำบลหมู่บ้าน โดยมีแกนนำ 20 คนๆ เงินที่สนับสนุนมีทั้งอุดหนุน การศึกษาดูงาน การทดลองผลิต การศึกษาพัฒนา เงินกู้ยืมคิดค่าบริการ(ดอกเบี้ย1บาทเพิ่มตามวงเงิน)ให้วงเงิน ตั้งแต่ 500,000บาท 2,500,000บาท ถ้ากู้เต็มเพดาน ดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ10 เมื่อหนี้สินมาอยู่ที่กองทุนแล้วพี่น้องก็มาผ่อนกับกองทุน เงินเป็นเพียงเครื่องมือในการขับเคลื่อนตัวหนึ่งแต่ไม่สำคัญเท่าความเข้มแข็งของกลุ่ม คนที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกก็สามารถสมัครได้ แต่เน้นว่าเป็นการช่วยเหลือกลุ่ม ไม่ใช่ปัจเจก และไม่ใช่เกษตรกรทุกคน วัตถุประสงค์เป็นการช่วยชำระหนี้ให้กับสมาชิก ถ้ามีสมาชิกมากๆ ไม่คล่องตัว ก็สามารถตั้งกลุ่มใหม่ได้ ถ้ากลุ่มจะทำอะไร กองทุนก็จะมาสนับสนุนในเรื่องอาชีพ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นข้าว หรือผัก จะทำอะไรก็สามารถเข้ามาร่วมได้ การเข้าร่วมเช่นกลุ่มที่เคยมี 50 คน และจะแตกเป็น 2 กลุ่มละ 25 คนก็ต้องไปลาออกก่อนและจัดตั้งให้ถูกต้อง ขณะที่กลุ่มเรามี 34 คนแล้ว
นายชะโอด หลาบเจริญ ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์อำเภอบางใหญ่และตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลบางใหญ่ สะทัอนเรื่องปัญหาว่า ปัญหาของเกษตรกรจังหวัดนนทบุรีคือน้ำเค็มเข้ามาทำให้ทำนาไม่ได้ ในภาวะที่น้ำในเขื่อนน้อย เขาต้องกักน้ำไว้ใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค แต่ทำอย่างไรให้เราได้รู้ล่วงหน้าว่าน้ำเค็มเท่าไหร่ อยากได้ข้อมูลข่าวสาร และถ้าน้ำเค็มมา เราหยุดแล้วจะทำอะไร ถ้าเราเป็นหนี้แล้วต้องการหยุดชำระหนี้ก่อนก็มีกองทุนฯเข้ามาช่วยอันนี้ต้องการให้รับรู้ร่วมกันเพราะชาวบ้านคุยกันเองไม่ได้
นายสมเกียรติ ศรีเรือง เจ้าหน้าที่กองทุนฟื้นฟูฯ ตอบว่า ถ้าเรามีเขื่อนตรงป่าวอ่าวก็สามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำเค็มได้ วันนี้ 2.91ส่วนต่อพันส่วน ที่ท่าน้ำนนท์ แต่ที่สำแล 0.19ส่วนต่อพันส่วน เพราเป็นที่ผลิตน้ำประปา ส่วนที่อื่นๆไม่ได้กันน้ำเค็มหนุน
น.ส.สายฉัตร สิงหนาท เล่าถึงประสบการณ์เกี่ยวกับศาสตร์ของพระราชาที่ตนเคยไปศึกษาดูงาน ว่า ที่ศูนย์ลุงยวง ทำตามศาสตร์พระราชา มีการขุดบ่อน้ำใช้ แล้วเป็นระบบปิด แต่ที่นี่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นนาเช่าไม่สามารถขุดบ่อได้ และกล่าวเสริมในเรื่องของแนวทางของกองทุนฯว่า ตอนนี้มีเงินอุดหนุน 30,000บาท เครือข่ายสามารถเสนอรับงบส่วนนี้ได้ จะเอาไปทำอะไรก็ขอให้คิดกันไว้เลย เช่นวันนี้เราจะทำเกษตรอินทรีย์ มีหน่วยงานไหนสนับสนุนให้ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ แต่ยังขาดงบอยู่ ก็เอางบส่วนนี้ไปช่วยได้ หรือเป็นการสร้างอาชีพใหม่ก็ได้ โดยมีมติในกลุ่ม เช่นไปซื้อแม่หมูตัวละ 3000บาท ได้10 ตัว เป็นเงินที่พี่น้องสามารถเอาไปทำเรื่องระหว่างที่ทำนาไม่ได้ เพื่อยกระดับนำไปสู่เรื่องอื่นๆ โดยการขอสินเชื่อ
แม้ว่าการประชุมในครั้งนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ แต่มีแนวทางในการจัดตั้งเครือข่ายสภาเกษตรกรจังหวัดนนทบุรี และสามารถต่อยอดไปถึงแหล่งทุน เพื่อการพัฒนาด้านอาชีพ ที่เหมาะสม ถูกต้อง ตรงตามความต้องการของเกษตรกร รวมถึง มาตรฐานผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของตลาดโลกในก้าวต่อไป


อำนาจ กุศล ผู้สื่อข่าวชุมชนจังหวัดนนทบุรี รายงาน





