playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

17571952 10209033826662256 669935331 o


มหาสารคาม/ วันที่ 26-28 มีนาคม 2560 สำนักงานปฏิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมทีมพัฒนาศักยภาพแกนนำภาคอีสาน ชุดขยายผลจังหวัดจัดการตนเอง ณ ศูนย์ประชุมแก่งเลิงจาน อ.เมือง จ.มหาสารคาม โดยมีแกนนำองค์กรชุมชนจาก 14 จังหวัด เข้าร่วมประมาณ 60 คน

ชุมชนอีสานท่ามกลางกระแสโลก

นายชูชาติ ผิวสว่าง รองประธานคณะกรรมการดำเนินการสภาองค์กรชุมชนจังหวัดขอนแก่น และที่ปรึกษาคณะทำงานพัฒนาศักยภาพแกนนำภาคอีสาน กล่าวในหัวข้อ “โลกาภิวัฒน์ และเครือข่ายข้ามชาติที่มีอิทธิพลต่อสถานการณ์ และนโยบายรัฐต่อการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์โลก-ประเทศ-ท้องถิ่น” โดยระบุว่า มีข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ในกูเกิ้ล (GOOGLE) มากมายที่อธิบายถึงองค์กรโลกบาลที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังความเป็นไปของโลก นอกจากประเทศมหาอำนาจมีผู้รู้หลายท่านกล่าวถึงการมีองค์กรลับอย่าง องค์กรอิลูมินาตี (Illuminati) ที่ก่อเกิดมายาวนานมากกว่า ร้อยปี ซึ่งจัดว่าเป็นองค์กรการนำในการจัดระเบียบโลกเป็นกลไกการเชื่อมโยงการนำในการจัดระเลียบโลกใหม่ ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 มีอังกฤษ เป็นองค์กรนำในการจัดระเบียบโลก และผ่องถ่ายให้อเมริกาจนถึงยุคปัจจุบัน อิลลูมินาตีมักถูกกล่าวหาว่าเป็นองค์กรนำในทฤษฎีสมคบคิด เพื่อควบคุมกิจการของโลก เพื่อให้ได้อำนาจและอิทธิพลทางการเมืองและสถาปนาระเบียบโลกใหม่

และอีกองค์กรหนึ่งที่ผู้นำเราต้องศึกษาเรียนรู้คือ สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) ที่เชื่อกันว่าอยู่เบื้องหลังระบบเศรษฐกิจโลก ระบบการเงินโลก การเมืองโลก ระบบการทหาร และการปกครองโลก มีบทบาทในการกำหนดสถานการณ์ให้โลก และทำทุกอย่างให้ถูกเซ็ตอัพหรือวางระบบขึ้น ให้เป็นหนึ่งเดียวผ่านประเด็นทีที่ทุกประเทศทั่วโลกไม่อาจปฏิเสธได้ เช่นประชาธิปไตยเสรี สิทธิมนุษยชน การค้าเสรี สิ่งแวดล้อม สิทธิบัตร เหล่านี้ล้วนถูก SET UP อย่างซับซ้อน เพื่อให้โลกปฏิเสธไม่ได้ และต้องปฎิบัติตามเหมือนกันทั่วโลก

องค์กร CFR มีอิทธฺพลต่อองค์กรการค้าโลก เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ IMF WB EU UN WTO ฯลฯ คอยแซงซั่นทางเศรษฐกิจ อาจเข้าโจมตีตลาดหุ้นตลาดค้าทางการเงิน สร้างเงื่อนไขปล่อยกู้ หรือส่งคนเข้ามาเป็นที่ปรึกษาควบคุมเงินกู้ ควบคุมระบบการเงิน สร้างองค์กรตรวจสอบภายใน แทรกซึมระบบภายในของแต่ละประเทศ กรณีตัวอย่างการกู้เงินธนาคารโลก แต่ประเทศไทยต้องออกกฏหมาย 11 ฉบับ ในยุคต้มยำกุ้งเพื่อจะได้เงินกู้มาใช้ในการพัฒนาประเทศ และในภายหลังพบว่า พ่อมด อยู่เบื้องหลังการทุบค่าเงินบาท ซึงเราได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังข่าวคราว มาเป็นระยะๆ   

นายชูชาติ กล่าวต่อว่า ขบวนการที่ผู้องค์กรชุมต้องติดตามเรียนรู้ให้เท่าทันอีกอย่างก็คือ บ่อนทำลายทางการเมือง การปกครอง ปลุกระดมชนกลุ่มน้อยต้านรัฐบาล ก่อม็อบในประเทศ แยกดินแดน แบ่งแยกแล้วทำลาย แทรกแซง สร้างความแตกแยก การปลุกระดมให้คนจับวุธขึ้นมาต่อสู้กัน นำไปสู่สงครามการเมือง จนเป็นเงื่อนไขให้เกิดการ แทรกแซงการทหาร จัดตั้งรัฐบาลนอมินี จนอาจทำให้ต่างชาติเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ แก้กฏหมายใหม่ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ให้สามารถตักตวงทรัพยากร ควบคุมอาหาร ยา จนอาจทำให้ประเทศสู้ภาวะไร้ระเบียบ (Chaos) เมื่อสุกงอมแล้วอาจถึงขั้นการก่อให้เกิดสงครามกองโจร เพื่อให้เกิดภาวะรัฐที่ล้มเหลว (failed state) ในท้ายสุด เมื่อถึงจุดนั้นประเทศก็จะเข้าสู่ภาวะที่อยากลำบาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำจะต้องศึกษาเรียนรู้ให้เท่าทัน 

อย่างไรก็ตาม นายชูชาติ ระบุว่า ในอนาคตเราอาจจะต้องเผชิญภาวะสงคราม เท่าที่วิเคราะห์ได้อย่างน้อย 7 อย่าง 1) สงครามการควบคุมบังคับบัญชา  2) สงครามข่าวกรอง 3) สงครามอิเลคทรอนิค  4) สงครามจิตวิทยาระหว่างประเทศ 5) สงครามแฮกเกอร์ 6) สงครามเศรษฐกิจ และ 7) สงครามไซเบอร์ ทั้งหมดล้วนเกิดจากการจัดระเบียบโลก ในปัจจุบันและในอนาคตสิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น หรืออาจเกิดขึ้นแล้วในบางพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น การถาโถมทางเศรษฐกิจ การเกิดโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่ไม่ควรจะเกิดในอีสาน การเกิดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในอีสาน การคมนาคมระบบใหม่รฟไฟความเร็วสูง การเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนระหว่างประเทศ การค้นหาแหล่งแร่ แหล่งพลังงานในอีสานเป็นต้น

การจัดระเบียบโลกใหม่นับว่าใกล้ตัว พี่น้องมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมเข้าสู่การดำรงชีวิตผ่านระบบอิเลคทอนิคจนเป็นที่กล่าวขานกันว่า สังคมก้มหน้าหมกมุ่นกับเทคโนโลยีมือถือ การบริโภคนิยม การทำลายและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการผลิต การครอบครองปัจจัยการผลิตของเกษตรกร เพราะฉะนั้นเมื่อสถานการณ์โลกมีแนวโน้มจะเป็นไปในทิศทางนี้ ผู้นำองค์กรชุมชนต้องตระหนัก แต่ไม่ตระหนก จะต้องเรียนรู้ให้เท่าทันและลองพิจารณาว่าเราจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร กระบวนการของสภาองค์กรชุมชนภาคอีสานของเรา จะรวมพลังให้เป็นเอกภาพ ให้เป็นหนึ่งเดียวในการจัดการตนเองกำหนดตนเอง เรียนรู้ที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเอง ให้สังคม ให้ประเทศของเราอย่างไร ในบริบทของประเทศเราท่ามกลางสถานการณ์โลกเช่นนี้ นายชูชาติ กล่าวในตอนท้าย

สภาองค์กรชุมชนเครื่องมือเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น  

นายวิเชียร พลสยม  ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค (ปฏิบัติการพื้นที่) กล่าวว่า สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน เป็นพื้นที่ในการนำเข้าประเด็นปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการถกเถียง แลกเปลี่ยน และร่วมกันหาทางออก ในข้อเท็จจริงมีการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนกันทุกจังหวัด บางจังหวัดจดแจ้งไปกว่า 80 % บางจังหวัด 100% ถือว่าเป็นยุคสมัยที่ประชาชนเป็นเจ้าของการพัฒนา แต่เราจะใช้เครื่องมือนี้ให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างไร ในขณะที่เราถูกชี้นำจากผู้ปกครอง ตั้งแต่อดีตอย่างสโลแกนเชื่อผู้นำชาติเจริญ ยุคปุ๋ยปอบ่อส้วม ช่วงยุคโง่จนเจ็บ และหลังปี 35 เข้าสู่ยุคของการมีส่วนร่วม ปัจจุบันเป็นยุคที่ประชาชนเป็นเจ้าของการพัฒนา

ทำอย่างไรจะให้แนวคิดนี้พัฒนาได้อย่างเข้มแข็ง จริงหรือไม่ที่สภาองค์กรชุมชน สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง สร้างกระบวนการเพิ่มพลังอำนาจให้ประชาชน และพัฒนาศักยภาพให้กับผู้นำได้ถ้าใช้เป็น สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงเชิงพื้นที่ กระตุ้นการมีส่วนร่วมในชุมชน ก่อให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงได้ เหล่านี้นับเป็นข้อดีของสภาองค์กรชุมชน การสร้างรากฐานประชาธิปไตยของประเทศ พอช.เน้นไปที่องค์กรชุมชน ไม่ใช่เชิงปัจเจก ให้สามารถต้านทานการบ่อนทำลายจากภายนอกชุมชนได้ เมื่อชุมชนเข้มแข็ง ก็จะสามารถส่งผลให้ประเทศเข้มแข็ง หากชุมชนไม่สามารถดำเนินการได้ สภาฯ จะเป็นเพียงเครื่องมือในการปกครองชนิดใหม่เท่านั้นเอง

ปีนี้เราตั้งเป้าหมายการจดแจ้งจัดตั้งสภาฯ 348 แห่ง เป็นเป้าหมายตามที่สำนักงบประมาณได้มอบหมายให้ภาคอีสานดำเนินการจดแจ้งจัดตั้ง หากลองดูเรื่องอุดมการณ์ ครูสน รูปสูง ผู้ที่ทำงานเพื่อสังคมมาตลอดชีวิต มีอุดมการณ์ที่ต้องการสร้างให้เกิดอำนาจของภาคประชาชน สร้างพลังอำนาจในการต่อรองกับสิ่งที่เข้ามากระทบ อีกด้านหนึ่งสภาองค์กรชุมชน ตามเจตนารมณ์ของกฏหมายคือ เป็นเวทีรับรองการปรึกษาหารือของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของครูสน ที่ประชาชนต้องเป็นเจ้าของการพัฒนา โดยชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนาร่วมกับท้องที่ ท้องถิ่น หน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้อง

นายวิเชียร กล่าวต่อว่า โดยส่วนตัวเชื่อว่าสภาฯ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นได้ แล้วทำไมจึงไม่สามารถใช้สถาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นได้เท่าที่ควร ใช่หรือไม่ที่ไม่สนใจใช้สภาองค์กรชุมชน ไม่สนใจจะสร้างจะทำ ความเชื่อร่วมกันของสภาฯ เชื่อว่าตนเองมีหน้าที่พัฒนาชุมชนท้องถิ่นเราเอง ไม่ยกการพัฒนาให้กับหน่วยงาน และเชื่อว่าพวกเรามีอำนาจที่ทำได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างทำ ขาดความร่วมไม้ร่วมมือ บางแห่งมีอคติต่อกัน ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ผลกระทบจึงตกไปอยู่ที่ทิศทางการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

ความคาดหวังต่อสภาฯ จึงเกิดการเร่งจัดตั้งโดยไม่เข้าใจ จนบางแห่งกลายเป็นสภาผู้นำในชุมชน มากกว่าเป็นเวทีประชาคมของคนทั้งตำบล ถ้าเราไม่ใช้ สภาฯจะกลายมาเป็นตัวที่กำหนดการพัฒนาของเรา มากกว่าที่เราจะกำหนดการพัฒนาเอง การดำเนินกิจการสภาฯ มีทั้งปรากฏการณ์ความขัดแย้ง การให้ความร่วมมือ มีที่ไม่ไปไหนมาไหน ทำอย่างไรจะปลุกให้สภาฯ เข้มแข็ง สามารถต่อรองอำนาจได้ เกิดจากเงื่อนไขการมีผู้นำ และทุนทางสังคมในชุมชน   

เวลาเรามองสภาองค์กรชุมชนในมิติการจัดการตนเองของชุมชน เท่าที่เห็นมีแต่โครงกระดูกแต่ไม่มีชีวิต ไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่มีการประชุม ถ้าจะทำให้สมบูรณ์ควรทำอย่างไร นายวิเชียร เสนอว่า 1) ในความคิดต้องมีเป้าหมาย/วิสัยทัศน์การพัฒนา สายตาต้องคมกว้าง 10 ปีข้างหน้าลูกหลานจะเป็นอย่างไร 2) หัวใจ ต้องใช้แผนชีวิตชุมชน เป็นเครื่องมือให้หัวใจทำงานเต็มที่ 3) แล้วเนื้อหนัง คือแผนพัฒนากิจการสภาฯ อย่างน้อย 3 แผน ข้อบังคับการประชุม การพัฒนาศักยภาพสมาชิก แผนการสร้างทุน แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ข้อบังคับการดำเนินงานสภาฯ ด้านสวัสดิการชุมชน ทรัพยากร การจัดการที่ดิน และอื่นๆ ส่วนแขนขา คือ กลไกความร่วมมือ การติดตามประเมินผล ทรัพยากร การสนับสนุน แกนนำสำคัญ แผนพัฒนากลุ่มองค์กรชุมชน ถ้าหลังอบรมแล้วเราทำได้สัก 10% ผมเชื่อและมีความหวัง นายวิเชียร กล่าว  

บทเรียนอำนาจเจริญจังหวัดจัดการตนเอง

นายชาติวัฒน์ ร่วมสุข แกนประสานงานขบวนองค์กรชุมชนอำนาจเจริญ เล่าถึงประสบการณ์ในการขับเคลื่อนอำนาจเจริญสู่จังหวัดจัดการตนเอง โดยกล่าวว่าหากพูดถึงจังหวัดจัดการตนเองมีการขับเคลื่อนอยู่ 2 รูปแบบ 1) เชียงใหม่จัดการตนเอง โดยยกร่างกฏหมายขึ้นมา ซึ่งเป็นการคิดโดยคนชั้นกลาง แล้วเสนอกฏหมายเข้าสภาฯ จนเปลี่ยนสภาไปแล้วไม่รู้จะมีการนำเข้าพิจารณาหรือไม่ และในแบบที่ 2 คือแบบอำนาจเจริญ ช้าหน่อยแต่เป็นกระบวนการที่ทำให้พี่น้องเข้าใจ

โลกมีความเปลี่ยนแปลง สรรพกําลังของเรามีอยู่เพียงเท่านี้ ปัญหาหนึ่งในนั้นคือเรื่องกระจายอำนาจ ซึ่งมั่นใจว่าเราคิดเรื่องการกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด การกระจายอำนาจเป็นไข่แดง ผู้มีอำนาจเขาต้องหวงไว้ห้ามใครเจาะไข่แดง เพราะนั่นคือหัวใจของเขา เพราะอำนาจคือสิ่งที่จะดึงเอาทรัพยากร กำหนดการพัฒนา นับเป็นหลุมดำของการพัฒนา ในอดีตหมู่บ้านเราเคยอุดมสมบูรณ์ ลองคิดดูว่าทำไมปัจจุบันถึงเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าป่าไม้ พลังงาน เราไม่สามารถหลีกหนีชาวบ้านได้แต่มองตาปริบๆ เหตุยิ่งใหญ่ ปัญหาก็เลยยิ่งใหญ่

ถ้าพูดถึงเรื่อง “อำนาจ” เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอำนาจเป็นใหญ่ในโลก บางคนบอกว่าต้องมีเงินถึงมีอำนาจ บางคนซ่องสุมกำลังถึงจะมีอำนาจ เพราะอำนาจบ้านเรารวมศูนย์ คนจึงอยากเข้าไปสู่อำนาจ จริงๆ อำนาจเกิดขึ้นจากหัวใจคน เป็นอำนาจของประชาชนทุกคนแต่ไม่ได้ถูกหลอมเข้ามารวมกันจึงไม่เข้มแข็ง และมีอำนาจที่ 2 ที่ดึงเข้าไปเป็นอำนาจการเมืองการปกครอง ประเทศเราหลังจากดึงอำนาจเข้าส่วนกลางตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศษ แต่หลังจากยึดอำนาจแล้วไม่ได้คืนกลับ แต่กลับสร้างการรวมศูนย์การปกครอง มีเวียงวังคลังนา จนมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อปี 2475 แต่ประชาชนก็ได้อำนาจกลับมานิดหน่อยไม่ได้ลงไปถึงประชาชนจริงๆ

วิธีคิดของอำนาจเจริญนั้น มาจากฐานคิดที่ว่า เราเบื่อหน่ายกับอำนาจการปกครองที่รวมศูนย์มาก คนอำนาจเจริญได้รับผลกระทบจากการพัฒนามาตลอด ปี 2536 เราแยกออกจากอุบลราชธานีตั้งเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ แต่ก็มีมรดกตกทอดมาคือ อำนาเจริญเป็นจังหวัดที่ยากจนทุกข์ยากที่สุด ปี 2518 มีผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ออกมาจากป่า แกนนำรุ่นสองในอำนาจเจริญได้รับการถ่ายทอดจากคนที่ออกมาจากป่าให้รักประชาชน อย่าทรยศต่อประชาชน และสอนให้เชื่อมั่นในอำนาจประชาชน สิ่งที่เราทำที่ผ่านมาเพราะอยากสร้างพลังอำนาจประชาชน ในช่วงที่มีกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม ก่อให้เกิดคน กลุ่มองค์กรเกิดขึ้นมามากมาย แต่ช่วงที่จะหมด ZIP และกำลังเข้าสู่ช่วงของ พอช. เกิดความแตกแยกในอำนาจเจริญ เพราะเรื่องการจัดการงบประมาณ การแตกครั้งนี้มีการเมืองเข้ามาแทรก เมื่อเอาเงินเป็นใหญ่ก็ไปไม่ได้

ปี 2545 กลุ่มที่แยกออกมาได้มาคุยกัน ถ้าปล่อยไปคนอำนาจเจริญจะเสียผลประโยชน์ จึงมีการสรุปบทเรียน มีข้อสรุปร่วมกันว่า ต้องเริ่มต้นจากตัวเรา และออกแบบวางแผนการตุ้มโฮมคนอำนาจเจริญ เริ่มจากการชวนกันคิดภาพใหญ่ของจังหวัด ไม่มองเพียงโครงการของใครของมัน และยังมีการลงไปหาพี่น้องโดยฟังเขาทำตัวให้เล็กลง ห้ามนำทางความคิดของเขา แต่ต้องคิดไปพร้อมๆ กัน ตั้งโจทย์แล้วคุยกัน ฟังความคิดเขาและร่วมแลกเปลี่ยนกันว่าทำอย่างไรให้คนอำนาจพ้นทุกข์ยาก

ปี 2548 การตุ้มโฮมคนครั้งนั้น ได้ทำงานภายใต้งานวิจัยชีวิตสาธารณะท้องถิ่นน่าอยู่ ได้ตั้งวงคุยเรื่องวิสัยทัศน์ของคนอำนาจเจริญ แรกๆ คนที่ฟังก็หัวเราะ และมองว่าเรื่องวิสัยทัศน์จังหวัดเป็นเรื่องของผู้ว่าฯ ปี 2549 มีการชวนผู้คน หน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด มาคุยกันเรื่องการพัฒนาอำนาจเจริญ แต่ก็บูรณาการกันไม่ได้ เพราะหน่วยงานมีการถูกกำหนดทิศทางจากส่วนกลางเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามนโยบาย ต่อมาปี 2551 มี พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน และอำนาจเจริญจัดตั้งทั้งจังหวัดได้ในปี 2552 เพราะมีการรวมกลุ่มกันอยู่เดิมแล้วการจัดตั้งจึงเป็นเรื่องง่าย และมีการเชื่อมโยงสภาองค์กรชุมชนกับกองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนวันละบาท และเรื่องอื่นๆ     

ถึงปี 2553 พี่น้องอำนาจเจริญออกไปร่วมชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง แต่ก็ผิดหวังกลับมา จึงได้มีการสรุปบทเรียนครั้งใหญ่ มีการค้นหาและพัฒนาทุนทางสังคม และพัฒนาคนขึ้นมา เมื่อคนมีสำนึกเข้าจะลุกขึ้นมา เอาสิ่งที่เขาทำเป็นทำได้มาร่วมกันกำหนดข้อตกลงร่วม เป็นธรรมนูญประชาชนคนอำนาจเจริญ โดยพี่น้องต้องทำเอง และออกมาประกาศด้วยตนเอง วันนั้นคนอำนาจเจริญออกมากว่า 15,000 คน วันนั้นเชื่อได้ว่าอำนาจประชาชนเกิดขึ้นแล้ว อำนาจประชาชนอำนาจรัฐ เสมือนหยินและหยาง เมื่ออันหนึ่งแข็งอันหนึ่งก็จะอ่อน

ต่อมามีการกำหนดอนาคตตนเอง “เมืองธรรมและเกษตร” และกำหนดแผนการพัฒนา 1 จังหวัด 1 แผนพัฒนา และออกมาประกาศแผน คนกว่า 20,000 คน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนเปลี่ยนไป จนปัจจุบันทำหลักสูตรเมืองธรรมเกษตรไปสอนในโรงเรียนต่างๆในจังหวัด

คนอำนาจเจริญได้ความภาคภูมิใจที่ได้กำหนดอนาคตให้ลูกหลาน เป็นนวัตกรรมใหม่ของสังคม จากการที่ประชาชนลุกขึ้นมากำหนดเป้าหมาย กำหนดแผนการพัฒนา สิ่งนี้จะเป็นทางออกของประเทศ โดยจังหวะต่อไปจะมีการเขียนกฏหมายปกครองตนเอง แล้วจะเสนอทางรัฐสภา ทางเดินชัดเจน เป้าหมายชัดเจน สิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะยังไม่ได้อำนาจประชาชนอย่างแท้จริง แต่เรากำลังจะผลักดันกฏหมาย ถึงจุดนั้นถึงจะเรียกว่าจังหวัดจัดการตนเองได้อย่างแท้จริง อำนาจประชาชนต้องมาโฮมกัน ไม่ให้อำนาจรัฐมากดทับ การเปลี่ยนเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าวันใดประชาชนเคลื่อนออกมา แล้วกำหนดเป้าหมายร่วมกัน นำไปสู่การมีโครงสร้างการทำงานร่วมกัน กระทั่งเปลี่ยนความสัมพันธ์โครงสร้างอำนาจรัฐที่รวมศูนย์ในท้ายสุด นายชาติวัฒน์ กล่าว

นายวิรัตน์ สุขกุล แกนประสานงานขบวนองค์กรชุมชนอำนาจเจริญ กล่าวว่า “แกนนำ” นั้น ต้องมีสิ่งใดที่เราต้องเรียนรู้ แต่ละคนนั้นต้องรับผิดชอบตั้งแต่ตนเอง ครอบครัว กลุ่ม เครือข่าย จังหวัด จนถึงประเทศชาติ นี่คือภาระกิจของเรา ภาระกิจของผู้มีจิตใจสูง แกนนำต้องมีคำตอบในจิตใจ ที่เราออกมาทำงานอาสาอย่างนี้เราคิดอะไรอยู่ในใจ เราเสียสละเวลามาพูดคุยกัน เพื่อมาเรียนเสริม ถ้าเราเอาเฉพาะตัวเราเองรอดคงไม่มาร่วมในงานนี้ แกนจังหวัดที่มา มาเพื่ออะไร หรือมาทำเป็นกิจกรรมเฉพาะ

เพราะพวกเราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อยากเห็นประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจ เมื่อมีจิตใจอย่างนี้ มีใครบ้างที่คิดแบบเดียวกับเรา คนที่มาทำงานร่วมกันนี้ไม่ใช่คนธรรมดา ดังนั้นอย่าไปชี้นำเขา เพราะฉะนั้นเราจะมีกระบวนการอย่างไร ไม่งั้นจะเป็นผู้นำเดี่ยว แล้วจะไม่มีเพื่อนมาร่วมเดิน ในการชวนเพื่อนมาทำเรื่องชุมชนท้องถิ่นให้มีอำนาจในการจัดการตนเอง ใครบ้างจะช่วยเรา เราต้องจัดวางกำลัง กลไก การประสานภาคีอื่นๆ

อาจจะใช้งานสวัสดิการชุมชน สภาองค์กรชุมชน บ้านพอเพียง เป็นเครื่องมือในการพูดคุยกัน ร่วมกันทำงาน การจัดการคนที่มีศักดิ์ศรี เราจะทำอย่างไร การทำงานภาคประชาชนไม่ใช่การทำงานแบบองค์กรปิดที่มีสายการบังคับบัญชาอย่างหน่วยงานต่างๆ แต่ชาวบ้านออกมาเพื่อช่วยกันทำงาน ดังนั้นการออกแบบสั่งการจึงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นโครงสร้างการทำงานของอำนาจเจริญจึงไม่มีประธาน ทุกคนเสมอกัน มีการจัดกลุ่มเรียนรู้เป็นกลุ่มตำบล กลุ่มหนึ่ง 3 ตำบล กระบวนการภายในเป็นการเรียนรู้แบบลึก และมีตัวแทนจากตำบลเป็นแกนประสานขบวน 25 คน โดยครอบคลุมพื้นที่ ครอบคลุมเครือข่ายประเด็น

การจะทำอะไรตัวอย่างเช่น เรื่องบ้านพอเพียง ก็ใช้ที่ประชุมใหญ่สภาองค์กรชุมชนจังหวัดนำเรื่องเข้าหารือ และกลับลงไปดำเนินงานในแต่ละกลุ่มตำบล เป็นกลไกประสานพี่น้องและหน่วยงาน แต่หากมีงานใหญ่ เช่นการต่อสู้โรงงานน้ำตาล ก็ใช้สภากลาง ที่มีตัวแทนจาหน่วยงาน ท้องถิ่น ท้องที่ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ก็จะใช้เวทีตรงนี้ในการพูดคุยประสานงาน ที่ผ่านมาก็ใช้เวทีนี้เชิญโรงงานน้ำตาลมาร่วมพูดคุย

นอกจากนั้นจะมีทีมยุทธศาสตร์ 5 คน ที่คอยทำการบ้าน คิดประเด็น ก่อนจะนำเข้าร่วมแลกเปลี่ยนกับพี่น้อง และกองเลขานุการ 5 คน เพื่อดูแลเรื่องการบริหารจัดการ รวมทั้งเรื่องงบประมาณ และมีระบบบัญชี กระทั่งมีการจัดตั้งสมาคม เพื่อให้เป็นนิติบุคคล ใช้งบประมาณทั้งหมดจากหน่วยงานสนับสนุน ก็เพื่อเคลื่อนไปสู่เมืองธรรมเกษตร ที่เป็นเป้าหมายร่วมกัน

เรื่องสำคัญคือการจัดการคนต้องบริหารแบบใจถึงใจ ต้องเข้าใจสภาวะจิตใจของเพื่อนร่วมงาน รวมถึงเรื่องทุกข์ยาก และทำงานไม่เอาเปรียบกัน ที่อำนาจเจริญ มีการตั้งกองทุนสวัสดิการผู้นำ ปัจจุบันมีเงินกองทุนกว่า 6 แสนบาท ยามใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็มีกองทุนนี้ไว้คอยดูแลกัน นายวิรัตน์ กล่าว

สังเคราะห์ นิยาม ความหมาย ปัจจัย สู่จังหวัดจัดการตนเอง

ผศ.ดร.สถาพร เริงธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวให้ความเห็นถึงนิยาม ความหมาย และปัจจัย สู่จังหวัดจัดการตนเอง โดยกล่าว่า จังหวัดจัดการตนเอง สิ่งที่เราจะมุ่งไปนับเป็นเรื่องยากในการเปลี่ยนวิธีคิดของคน เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในสังคม ปัญหาของสังคมไทยตอนนี้ เรายังขยับพี่น้องออกจากมุมของการเป็นลูกน้องราชการไม่ได้ และเรายังโดนระบบราชการ ระบบการเมืองมากดทับอีกที แต่สิ่งที่เรากำลังทำเป็นการเคลื่อนตัวเข้าไปหารัฐ แนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง เป็นการเปลี่ยนสถานะจากลูกน้องมาเป็นหุ้นส่วนเพื่อนร่วมททางในการบริหารประเทศและท้องถิ่น

หากเราจะไปสู่จังหวัดจัดการตนเองได้นั้นเราจะต้องลดอำนาจรัฐ ข้าราชการ นักการเมือง ที่กำหนดชะตาชีวิตแทนพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด และเพิ่มอำนาจประชาชน ในการมีส่วนในการกำหนดแผน นโยบาย วิสัยทัศน์การพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง โดยที่ทั้งสองฝ่ายมีอำนาจเท่ากันในการจัดการพื้นที่ คือความหมายของการจัดการตนเอง

เรื่องนิยามความหมายร่วมกันของภาคอีสานในเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง สามารถสรุปได้ว่า “จังหวัดจัดการตนเอง คือการร่วมมือกันรับผิดชอบระหว่างรัฐกับประชาชนในการกำหนดยุทธศาสตร์ นโยบาย แผนพัฒนาจังหวัดอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน” นี่เป็นข้อตกลงเบื้องต้น ยังคงมุ่งการเปลี่ยนเชิงโครงสร้างต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่ช่วงระยะ 3-4 ปีนี้ เราต้องการให้คนในจังหวัดมีสิทธิในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดอย่างเท่าเทียมกัน เราต้องปลุกให้คนในจังหวัดมีความรับผิดชอบต่อการกำหนดทิศทางจังหวัด สามารถตัดสินใจร่วมกับรัฐได้ ในอดีตเราเป็นเพียงผู้ให้การรับรอง ผู้รับฟัง เราต้องการให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนในการกำหดนแผนการพัฒนาจังหวัด

การทำงานของระบบราชการในจังหวัดทำงานตามนโยบายรัฐ และกระทรวง ทบวง กรม ที่ผ่านมา ประชาชนอยากเสนอ ก็เสนอมาแต่ไม่ทำเป็นแผนนิ่ง แผนที่เราเสนอต้องได้รับการบรรจุและนำไปดำเนินการ ให้ปัญหาพี่น้องประชาชนได้รับการแก้ไข ให้รัฐแก้ปัญหาประชาชน ให้หน่วยงานมองลงมาข้างล่าง ไม่ใช่เพียงมองแต่ข้างบน การเป็นจังหวัดจัดการตนเอง สร้างบนพื้นฐานข้อเรียกร้องข้อเสนอของภาคประชาชน แผนจังหวัดต้องสอดคล้องสมดุล รัฐต้องตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด

เราไม่ได้บอกว่าจังหวัดจัดการตนเองคือการเลือกตั้งผู้ว่า เราไม่ได้พูดถึงสัดส่วนงบประมาณ 70-30 ท้องถิ่น 30 ส่วนกลาง 70 แต่เราเสนอว่า นโยบายสาธารณะต้องเป็นนโยบายที่ผ่านการเห็นชอบของคนในจังหวัดด้วย ในความหมายนี้ เราไม่ได้มุ่งหมายต่อต้านอำนาจรัฐ แต่การใช้อำนาจรัฐต้องคำนึงถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ด้วย สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนา อย่างนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ เราไม่ได้ต่อต้าน แต่จะทำได้ถ้าคนในท้องถิ่นเห็นชอบด้วย ยึดถือความต้องการ ปัญหาของพี่น้องเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่รัฐที่เป็นตัวตั้ง

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การจัดการตนเองเกิดขึ้นได้นั้นมี 3 ปัจจัย เป็นผลจากการวิจัย และประสบการณ์จากหลายคนๆ 1) ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในเครือข่ายภาคประชาชนเองให้ได้ ร้อยรวมให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้ยุทธศาสตร์อีสานหนึ่งเดียว นี่คือหัวใจสำคัญ เป็นทุนทางสังคม ทำงานร่วมกันได้ สามารถแลกเปลี่ยนทรัพยากรกันได้ ทำอย่างไรให้เกิดเจ้าภาพร่วมในจังหวัด ถ้าอยากให้สัมฤทธิ์ผลต้องเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ 2) การเปลี่ยนสำนึกของพี่น้องประชาชน ออกแบบวิธีการเปลี่ยน เพราะเราเชื่อว่ากฏหมายไม่ใช่คำตอบ เพราะถ้าประชาชนไม่เปลี่ยนสำนึกตนเอง เราก็เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจไม่ได้ ต้องให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของจังหวัดให้ได้ และ 3) การสร้างความยอมรับจากหน่วยงานรัฐ เรามองรัฐเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่ศัตรู เราจะทำอย่างไรให้ท้องที่ท้องถิ่นรับรู้และยอมรับกับกระบวนการนี้ เป็นการเคลื่อนเพื่อให้การบริหารงานแผ่นดินดีขึ้น การบริหารจังหวัดดีขึ้น

เป็น 3 ปัจจัยที่ฝากให้องค์กรชุมชนกลับไปคิด ทบทวนตนเอง อะไรคือประเด็นสำคัญของจังหวัดและเครือข่าย และกำหนดเป้าหมายร่วมให้ได้ การดำเนินการเปลี่ยนประชาชท่านกลางการปฏิบัติงานภายใต้อัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทำอย่างไร การเชื่อมโยงกับรัฐ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับรัฐอย่างต่อเนื่อง เป็นโรดแมปที่ต้องดำเนินการ ความยากคือทำอย่างไรเราจะไปถึงธงได้ ในทางวิชาการเราพร้อมแล้วที่จะออกมาร่วมหนุนเสริม มีการเตรียมความพร้อมวิชาการ ทางกฏหมายไว้แล้ว

ทั้งนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนกลุ่มย่อยทั้งในกลุ่มจังหวัด และรายจังหวัด เป็นการสรุปบทเรียนการทำงาน ทบทวนแนวคิด กลไก และการหารือถึงปฏิทินงานการพัฒนาศักยภาพผู้นำในระดับจังหวัด รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพผู้นำในระดับตำบลที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฏาคม 2560   
17548706 10209033787021265 1623024193 o17571198 10209033787181269 1437740962 o17571945 10209033786501252 27376658 o17622179 10209033793901437 1863109181 o17622435 10209033786701257 2095944216 o17622444 10209033786341248 121753457 o17622511 10209033786461251 315843141 o

17521824 10209033786581254 1803088640 o

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter