playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

120216296.jpg

ตามที่เว็บไซต์แห่งหนึ่งได้นำเสนอข่าว  “เครือข่ายสลัมฯ ชี้โครงการพัฒนารัฐ  ถ่างความเหลื่อมล้ำให้สูงขึ้น”  ซึ่งมีเนื้อหามาจากการจัดเวทีนำเสนอและทบทวนสถานการณ์สิทธิในที่ดินและป่าไม้และการเข้าถึงความยุติธรรม  จัดโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม Focus on the Global South  และองค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคม  ที่อาคารราชกุมารี60จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 28มี.ค.2560 ที่ผ่านมา

โดยตัวแทนเครือข่ายสลัม4ภาค  กล่าวถึงสถานการณ์คนจนในเมืองที่กำลังประสบปัญหาการพัฒนาของรัฐว่า มูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นตามโครงการเมกะโปรเจ็คท์ต่างๆ  ทำให้คนจนเช่าที่ดินรัฐอยู่ในที่ดินรถไฟวัดเอกชนกำลังถูกไล่รื้อ  ยกตัวอย่างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล และโครงการรถไฟรางคู่ซึ่งมีผลกระทบต่อชาวบ้านที่เช่าที่ดินในบริเวณดังกล่าว แม้ว่าจะมีความมั่นคงตามสัญญาเช่า30ปี   หรืออย่างที่พระราม3ที่จะทำเขตเศรษฐกิจพิเศษแต่พื้นที่ดังกล่าวชาวบ้านกู้เงินมาปลูกบ้านเเล้วเป็นหนี้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ตามสัญญา30ปีแต่วันนี้มีการขอใช้พื้นที่เหล่านั้น  โดยบอกว่าจะให้สิทธิ์เลือกคอนโดฯ ก่อนใคร   ทั้งๆ ที่เขาปลูกบ้านไปแล้วเเล้วชาวบ้านส่วนใหญ่มีครอบครัวใหญ่  มีอาชีพค้าขายจะไปให้อยู่คอนโดเเล้วเครื่องมือทำกินจะเอาไว้ที่ไหนจะเห็นได้ว่ารัฐให้โอกาสกับทุนก่อนเสมอทั้งๆที่ดินตรงนั้นมีความชอบธรรมตามสัญญาเช่า  ก็ยังพยายามหว่านล้อมให้ชาวบ้านยอมรับเงื่อนไขใหม่

ตัวแทนสลัม 4 ภาค กล่าวถึงคดีความที่ชุมชนแออัดเผชิญอยู่300คดี โดนขู่ว่าอย่าสู้เลยสู้ยังไงก็แพ้  จนรู้สึกว่าช่องทางกฎหมายคนในชุมชนโดนฟ้องร้องไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หรือแม้แต่การไปร้องสภาทนายความก็ไม่ได้รับการแก้ปัญหากลับให้ยอมความ เป็นสิ่งที่คนสลัมไม่มีทางเลือก

"แม้การต่อสู้ที่ผ่านมาแม้จะมีเจ้าภาพอย่างกระทรวงพัฒนาสังคมฯมีบ้านเอื้ออาทรที่ไม่เอื้อกับพวกเรา เพราะพวกเราเป็นพ่อค้าแม่ค้า  ขับรถเก็บของเก่าไม่สามารถเข้าไปซื้อบ้านเหล่านั้นได้   เพราะไม่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขเราพยายามผลักดันให้เกิดบ้านมั่นคงขึ้นแต่ก็ติดพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร   พวกเราไม่ได้มีความสุขอย่างที่คนอื่นคิดว่าเรามี  สังคมตราหน้าว่าเราเป็นคนไม่ดีเป็นแหล่งสร้างอาชญก รเป็นคนสลัม” ตัวแทนสลัม กล่าว  และว่าคนสลัมไม่มีเครื่องมือที่จะไปต่อสู้  เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อที่จะเอาที่ดินของใคร แต่ต่อสู้เพื่อขอระยะเวลาในการหาที่อยู่ใหม่ขอเวลาในการแก้ปัญหา แต่คนมาแสดงความเห็นว่า  หน้าด้านต่างๆนานาขณะที่คนในสังคมไทยมองว่าคนสลัมไปแย่งที่อยู่คนอื่น   เราไม่ได้อยากจน เราเองก็อยากมีที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่วันนี้เราไม่สามารถทำตรงนั้นได้

นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่ดินริมคลองที่ กทม.ดูเเล   กำลังใช้กฎหมายปว.44มาขับไล่ชุมชนใหญ่  ที่มีข่าวว่า9คลองหลักที่จะมีการจัดการน้ำ  มีการจัดตั้งงบประมาณในการแก้ปัญหาเรื่องนี้   แต่คลองย่อยๆกว่าสองพันแห่งในกรุงเทพฯ ไม่เคยตั้งงบประมาณในการแก้ปัญหาเลย ไล่รื้ออย่างเดียว  ถ้าชาวบ้านไม่ออกก็เอาปว.44มาใช้  ซึ่ง ปว.44เป็นกฎหมายตั้งแต่เมื่อเมื่อปี2502  โดยชาวบ้านไม่มีสิทธิที่จะยื้อที่จะอยู่ได้เลยเป็นการแบ่งแยกชุมชนโดยสิ้นเชิงและพยายามกำจัดคนจนออกไป

 

IMG_0826_resize.JPG
นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  รักษาการผู้อำนวยการ  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้ชี้แจง  ในประเด็นต่างๆ  ดังนี้   ประเด็นที่ 1 กลุ่มคนจนกำลังประสบปัญหาการพัฒนาของรัฐผ่านโครงการเมกะโปรเจคท์ส่งผลต่อชาวบ้านที่เช่าที่ดิน

พอช.ขอชี้แจงว่า   เนื่องจากมีชุมชนที่ได้รับสิทธิการเช่าที่ดินของหน่วยงานรัฐ  เช่น  การรถไฟแห่งประเทศไทย   โดยเป็นสิทธิการเช่าระยะยาว   มีระบบการต่อสัญญาเช่าในทุก 1 ปี , 3 ปี  และได้ดำเนินการพัฒนาชุมชนทั้งด้านสาธารณูปโภค และที่อยู่อาศัย   ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง   ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีแผนในการพัฒนาพื้นที่/พัฒนาระบบราง   ส่งผลให้ชุมชนที่ได้รับสิทธิการเช่าที่ดินแล้วได้รับผลกระทบในด้านที่อยู่อาศัย   ซึ่งบางชุมชนมีภาระด้านสินเชื่อในการปลูกสร้างบ้าน   ในช่วงที่ผ่านมาชุมชนเองมีข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว  คือ  1) ขอให้รัฐบาลบรรจุแผนงบประมาณในการยียวยา   ดูแลชุมชนที่ได้รับผลกระทบไว้ในแผนงานโครงการของรัฐที่จะมีการดำเนินการ   2) ในบางชุมชนที่ไม่ได้อยู่ในแผนพัฒนาพื้นที่หรือแผนงานโครงการ   ขอให้ชุมชนได้เช่าที่ดินในบริเวณเดิมต่อไป

ประเด็นที่ 2  กรณีโครงการบ้านมั่นคงที่ได้รับสัญญาเช่า 30 ปี  แล้วเปลี่ยนเป็นรูปแบบคอนโดฯ  เป็นการบังคับหรือไม่
พอช.ขอชี้แจงว่า   โครงการบ้านมั่นคง  ไม่มีแนวทางในการให้ชุมชนเปลี่ยนรูปแบบการอยู่อาศัยจากเดิมเป็นรูปแบบคอนโดมิเนียม   กรณีที่กล่าวถึง   เป็นกรณีของชุมชนริมทางรถไฟช่องลม-หลังฉาง   ซึ่งชุมชนนี้ได้รับสิทธิการเช่าที่ดินจากการรถไฟฯ  30 ปี  และได้พัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคงแล้ว  ซึ่งทางการรถไฟฯ มีแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณเป็นย่านเศรษฐกิจ   และได้ยื่นข้อเสนอขอคืนพื้นที่กับชุมชน   โดยเสนอให้ชุมขนได้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมที่การรถไฟฯ จะมีการดำเนินการก่อสร้างในโครงการย่านพระราม 3   โดยทางชุมชนขอให้ทางการรถไฟฯ  กันพื้นที่ที่ชุมชนเช่าแล้วออกจากแผนงาน/โครงการพระราม 3

ประเด็นที่ 3 พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ควรมีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สิทธิแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน
พอช. ขอชี้แจงว่า   พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 4) 2550 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม  พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร  พ.ศ. 2522  โดยได้เพิ่มมาตรา 7(8)  เพื่อเปิดโอกาสให้ออกกฎกระทรวง  เพื่อยกเว้น  ผ่อนผัน  หรือกำหนดเงื่อนไขในการปฏิบัติเกี่ยวกับอาคารที่หน่วยงานของรัฐจัดให้มีหรือพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย   ซึ่งต่อมากระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยยกเว้น  ผ่อนผัน  หรือกำหนดเงื่อนไขในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร   สำหรับอาคารในโครงการที่รัฐจัดให้มีหรือพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย พ.ศ. 2554 (14 ม.ค. 2554)  โดยมีวัตถุประสงค์  ดังนี้  เพื่อลดอุปสรรคในด้านการขออนุญาตปลูกสร้าง   ด้านการกำหนดมาตรฐานของอาคารในบางส่วนที่ไม่เกี่ยวกับความมั่นคง  แข็งแรง  หรือความปลอดภัยของอาคาร   สำหรับที่อยู่อาศัยต้นทุนต่ำสำหรับผู้มีรายได้น้อย   เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจ   สังคม  ซึ่งที่ผ่านมาในทางปฏิบัติมีปัญหาด้านการตีความ   และการนำไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


ประเด็นที่ 4 กรณีการใช้กฎหมาย  ปว.44  ขับไล่ชุมชนริมคลองเป็นการแบ่งแยกประชาชนโดยสิ้นเชิง   แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนจนถูกละเมิดสิทธิในเรื่องที่อยู่อาศัย
พอช. ขอชี้แจงว่า    การใช้กฎหมาย ปว.44 นั้น  เป็นอำนาจของกรุงเทพมหานคร   ซึ่งใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการกับชุมชนที่อยู่ในเขตคลองลาดพร้าว   คลองย่อย   รวมถึงพื้นที่ที่ชุมชนบุกรุกในเขตของกรุงเทพมหานคร  และการใช้ ปว.44 นั้น  จะเน้นใช้กับที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในคลองเท่านั้น    อย่างไรก็ตาม  ชุมชนริมคลองได้มีข้อเสนอต่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยดังกล่าวว่า  ควรมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งที่อยู่ในน้ำและบนที่ดินบริเวณริมคลอง   เนื่องจากพื้นที่ชุมชนริมคลองนั้นมีขนาดจำกัด   หาก กทม. ใช้มาตรการเพียงกับผู้อยู่ในแนวคลองเพียงกลุ่มเดียว   อาจไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยภายใต้แนวทางบ้านมั่นคงได้ 

“ที่ผ่านมา พอช. เป็นหน่วยงานที่ช่วยในการเปิดพื้นที่  เปิดเวทีในการทำความเข้าใจ   วางแผน  และแนวทางในการพัฒนาที่อยู่อาศัยร่วมกับชาวบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   กรณีการใช้กฎหมาย ปว.44 ในการไล่รื้อชุมชนริมคลอง  อาจทำให้เกิดการแบ่งแยกผู้อยู่อาศัยในชุมชนเดียวกัน   ซึ่งไม่ใช่แนวทางของการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวทางบ้านมั่นคง”  คำชี้แจงของ พอช.ระบุในตอนท้าย

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter