
ตามที่เว็บไซต์แห่งหนึ่งได้นำเสนอข่าว “เครือข่ายสลัมฯ ชี้โครงการพัฒนารัฐ ถ่างความเหลื่อมล้ำให้สูงขึ้น” ซึ่งมีเนื้อหามาจากการจัดเวทีนำเสนอและทบทวนสถานการณ์สิทธิในที่ดินและป่าไม้และการเข้าถึงความยุติธรรม จัดโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม Focus on the Global South และองค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคม ที่อาคารราชกุมารี60จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 28มี.ค.2560 ที่ผ่านมา
โดยตัวแทนเครือข่ายสลัม4ภาค กล่าวถึงสถานการณ์คนจนในเมืองที่กำลังประสบปัญหาการพัฒนาของรัฐว่า มูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นตามโครงการเมกะโปรเจ็คท์ต่างๆ ทำให้คนจนเช่าที่ดินรัฐอยู่ในที่ดินรถไฟวัดเอกชนกำลังถูกไล่รื้อ ยกตัวอย่างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล และโครงการรถไฟรางคู่ซึ่งมีผลกระทบต่อชาวบ้านที่เช่าที่ดินในบริเวณดังกล่าว แม้ว่าจะมีความมั่นคงตามสัญญาเช่า30ปี หรืออย่างที่พระราม3ที่จะทำเขตเศรษฐกิจพิเศษแต่พื้นที่ดังกล่าวชาวบ้านกู้เงินมาปลูกบ้านเเล้วเป็นหนี้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ตามสัญญา30ปีแต่วันนี้มีการขอใช้พื้นที่เหล่านั้น โดยบอกว่าจะให้สิทธิ์เลือกคอนโดฯ ก่อนใคร ทั้งๆ ที่เขาปลูกบ้านไปแล้วเเล้วชาวบ้านส่วนใหญ่มีครอบครัวใหญ่ มีอาชีพค้าขายจะไปให้อยู่คอนโดเเล้วเครื่องมือทำกินจะเอาไว้ที่ไหนจะเห็นได้ว่ารัฐให้โอกาสกับทุนก่อนเสมอทั้งๆที่ดินตรงนั้นมีความชอบธรรมตามสัญญาเช่า ก็ยังพยายามหว่านล้อมให้ชาวบ้านยอมรับเงื่อนไขใหม่
ตัวแทนสลัม 4 ภาค กล่าวถึงคดีความที่ชุมชนแออัดเผชิญอยู่300คดี โดนขู่ว่าอย่าสู้เลยสู้ยังไงก็แพ้ จนรู้สึกว่าช่องทางกฎหมายคนในชุมชนโดนฟ้องร้องไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หรือแม้แต่การไปร้องสภาทนายความก็ไม่ได้รับการแก้ปัญหากลับให้ยอมความ เป็นสิ่งที่คนสลัมไม่มีทางเลือก
"แม้การต่อสู้ที่ผ่านมาแม้จะมีเจ้าภาพอย่างกระทรวงพัฒนาสังคมฯมีบ้านเอื้ออาทรที่ไม่เอื้อกับพวกเรา เพราะพวกเราเป็นพ่อค้าแม่ค้า ขับรถเก็บของเก่าไม่สามารถเข้าไปซื้อบ้านเหล่านั้นได้ เพราะไม่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขเราพยายามผลักดันให้เกิดบ้านมั่นคงขึ้นแต่ก็ติดพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พวกเราไม่ได้มีความสุขอย่างที่คนอื่นคิดว่าเรามี สังคมตราหน้าว่าเราเป็นคนไม่ดีเป็นแหล่งสร้างอาชญก รเป็นคนสลัม” ตัวแทนสลัม กล่าว และว่าคนสลัมไม่มีเครื่องมือที่จะไปต่อสู้ เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อที่จะเอาที่ดินของใคร แต่ต่อสู้เพื่อขอระยะเวลาในการหาที่อยู่ใหม่ขอเวลาในการแก้ปัญหา แต่คนมาแสดงความเห็นว่า หน้าด้านต่างๆนานาขณะที่คนในสังคมไทยมองว่าคนสลัมไปแย่งที่อยู่คนอื่น เราไม่ได้อยากจน เราเองก็อยากมีที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่วันนี้เราไม่สามารถทำตรงนั้นได้
นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่ดินริมคลองที่ กทม.ดูเเล กำลังใช้กฎหมายปว.44มาขับไล่ชุมชนใหญ่ ที่มีข่าวว่า9คลองหลักที่จะมีการจัดการน้ำ มีการจัดตั้งงบประมาณในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่คลองย่อยๆกว่าสองพันแห่งในกรุงเทพฯ ไม่เคยตั้งงบประมาณในการแก้ปัญหาเลย ไล่รื้ออย่างเดียว ถ้าชาวบ้านไม่ออกก็เอาปว.44มาใช้ ซึ่ง ปว.44เป็นกฎหมายตั้งแต่เมื่อเมื่อปี2502 โดยชาวบ้านไม่มีสิทธิที่จะยื้อที่จะอยู่ได้เลยเป็นการแบ่งแยกชุมชนโดยสิ้นเชิงและพยายามกำจัดคนจนออกไป
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้ชี้แจง ในประเด็นต่างๆ ดังนี้ ประเด็นที่ 1 กลุ่มคนจนกำลังประสบปัญหาการพัฒนาของรัฐผ่านโครงการเมกะโปรเจคท์ส่งผลต่อชาวบ้านที่เช่าที่ดิน
พอช.ขอชี้แจงว่า เนื่องจากมีชุมชนที่ได้รับสิทธิการเช่าที่ดินของหน่วยงานรัฐ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยเป็นสิทธิการเช่าระยะยาว มีระบบการต่อสัญญาเช่าในทุก 1 ปี , 3 ปี และได้ดำเนินการพัฒนาชุมชนทั้งด้านสาธารณูปโภค และที่อยู่อาศัย ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีแผนในการพัฒนาพื้นที่/พัฒนาระบบราง ส่งผลให้ชุมชนที่ได้รับสิทธิการเช่าที่ดินแล้วได้รับผลกระทบในด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งบางชุมชนมีภาระด้านสินเชื่อในการปลูกสร้างบ้าน ในช่วงที่ผ่านมาชุมชนเองมีข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือ 1) ขอให้รัฐบาลบรรจุแผนงบประมาณในการยียวยา ดูแลชุมชนที่ได้รับผลกระทบไว้ในแผนงานโครงการของรัฐที่จะมีการดำเนินการ 2) ในบางชุมชนที่ไม่ได้อยู่ในแผนพัฒนาพื้นที่หรือแผนงานโครงการ ขอให้ชุมชนได้เช่าที่ดินในบริเวณเดิมต่อไป
ประเด็นที่ 2 กรณีโครงการบ้านมั่นคงที่ได้รับสัญญาเช่า 30 ปี แล้วเปลี่ยนเป็นรูปแบบคอนโดฯ เป็นการบังคับหรือไม่
พอช.ขอชี้แจงว่า โครงการบ้านมั่นคง ไม่มีแนวทางในการให้ชุมชนเปลี่ยนรูปแบบการอยู่อาศัยจากเดิมเป็นรูปแบบคอนโดมิเนียม กรณีที่กล่าวถึง เป็นกรณีของชุมชนริมทางรถไฟช่องลม-หลังฉาง ซึ่งชุมชนนี้ได้รับสิทธิการเช่าที่ดินจากการรถไฟฯ 30 ปี และได้พัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคงแล้ว ซึ่งทางการรถไฟฯ มีแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณเป็นย่านเศรษฐกิจ และได้ยื่นข้อเสนอขอคืนพื้นที่กับชุมชน โดยเสนอให้ชุมขนได้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมที่การรถไฟฯ จะมีการดำเนินการก่อสร้างในโครงการย่านพระราม 3 โดยทางชุมชนขอให้ทางการรถไฟฯ กันพื้นที่ที่ชุมชนเช่าแล้วออกจากแผนงาน/โครงการพระราม 3
ประเด็นที่ 3 พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ควรมีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สิทธิแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน
พอช. ขอชี้แจงว่า พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 4) 2550 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยได้เพิ่มมาตรา 7(8) เพื่อเปิดโอกาสให้ออกกฎกระทรวง เพื่อยกเว้น ผ่อนผัน หรือกำหนดเงื่อนไขในการปฏิบัติเกี่ยวกับอาคารที่หน่วยงานของรัฐจัดให้มีหรือพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย ซึ่งต่อมากระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยยกเว้น ผ่อนผัน หรือกำหนดเงื่อนไขในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร สำหรับอาคารในโครงการที่รัฐจัดให้มีหรือพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย พ.ศ. 2554 (14 ม.ค. 2554) โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ เพื่อลดอุปสรรคในด้านการขออนุญาตปลูกสร้าง ด้านการกำหนดมาตรฐานของอาคารในบางส่วนที่ไม่เกี่ยวกับความมั่นคง แข็งแรง หรือความปลอดภัยของอาคาร สำหรับที่อยู่อาศัยต้นทุนต่ำสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งที่ผ่านมาในทางปฏิบัติมีปัญหาด้านการตีความ และการนำไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่ 4 กรณีการใช้กฎหมาย ปว.44 ขับไล่ชุมชนริมคลองเป็นการแบ่งแยกประชาชนโดยสิ้นเชิง แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนจนถูกละเมิดสิทธิในเรื่องที่อยู่อาศัย
พอช. ขอชี้แจงว่า การใช้กฎหมาย ปว.44 นั้น เป็นอำนาจของกรุงเทพมหานคร ซึ่งใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการกับชุมชนที่อยู่ในเขตคลองลาดพร้าว คลองย่อย รวมถึงพื้นที่ที่ชุมชนบุกรุกในเขตของกรุงเทพมหานคร และการใช้ ปว.44 นั้น จะเน้นใช้กับที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในคลองเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ชุมชนริมคลองได้มีข้อเสนอต่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยดังกล่าวว่า ควรมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งที่อยู่ในน้ำและบนที่ดินบริเวณริมคลอง เนื่องจากพื้นที่ชุมชนริมคลองนั้นมีขนาดจำกัด หาก กทม. ใช้มาตรการเพียงกับผู้อยู่ในแนวคลองเพียงกลุ่มเดียว อาจไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยภายใต้แนวทางบ้านมั่นคงได้
“ที่ผ่านมา พอช. เป็นหน่วยงานที่ช่วยในการเปิดพื้นที่ เปิดเวทีในการทำความเข้าใจ วางแผน และแนวทางในการพัฒนาที่อยู่อาศัยร่วมกับชาวบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีการใช้กฎหมาย ปว.44 ในการไล่รื้อชุมชนริมคลอง อาจทำให้เกิดการแบ่งแยกผู้อยู่อาศัยในชุมชนเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่แนวทางของการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวทางบ้านมั่นคง” คำชี้แจงของ พอช.ระบุในตอนท้าย





