งานสื่อสารองค์กร พอช.รายงาน
กรณีชาวชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 เขตหลักสี่ ซึ่งได้ก่อสร้างบ้านมั่นคงริมคลองบางบัว (คลองลาดพร้าว) ไปแล้วตั้งแต่ปี 2549 และแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี 2559 รวม 106 หลังคาเรือน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณด้านสาธารณูปโภค และสินเชื่อจากทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) แต่ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากแนวก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำคอนกรีตในคลองลาดพร้าวที่กำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ โดยมีบ้านเรือนที่อยู่ในแนวก่อสร้างเขื่อนฯ จำนวน 22 หลัง และอาคารที่ทำการสหกรณ์เคหสถาน 1 หลัง โดยทางสำนักการระบายน้ำ กทม.ที่รับผิดชอบการสร้างเขื่อนฯ แจ้งว่าทางบริษัทรับเหมาก่อสร้างจะเริ่มตอกเสาเข็มเพื่อสร้างเขื่อนฯ ริมคลองบริเวณชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 ภายในเดือนพฤษภาคมนี้
ล่าสุดวันนี้ (7 เมษายน) เวลา 10.00-12.00 น. ที่ชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้จัดประชุมชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากแนวก่อสร้างเขื่อน ฯ จำนวน 22 หลัง มีนายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการ ผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เจ้าหน้าที่ พอช. ตัวแทนสำนักงานเขต ตัวแทน คสช.ในพื้นที่เข้าร่วมประชุมประมาณ 40 คน
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการ ผอ.พอช.กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทรับเหมาก่อสร้างกำลังตอกเสาเข็มสร้างเขื่อนบริเวณริมคลองชุมชนสะพานไม้ 2 ซึ่งได้รื้อย้ายบ้านเรือนและอยู่ในระหว่างการก่อสร้างบ้านใหม่ในขณะนี้ โดยบริษัทมีแผนงานที่จะตอกเสาเข็มจากชุมชนสะพานไม้ 2 มายังชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 ที่อยู่ติดกันภายในเดือนพฤษภาคมนี้ แต่ยังติดขัดบ้านเรือนในชุมชนบางบัวฯ ที่อยู่ในแนวเขื่อนฯ และยังไม่ได้รื้อย้าย รวมทั้งหมด 23 หลัง ดังนั้นวันนี้ พอช.จึงได้จัดประชุมเพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ทั้งในเรื่องของค่าชดเชยในการรื้อย้ายบ้าน และการจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่รองรับชาวบ้าน
“ในช่วงที่ผ่านมา พอช.ได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อประเมินค่าชดเชยให้แก่ชาวบ้าน และได้เสนอแนวทางการหาที่อยู่อาศัยใหม่ เช่น 1.ที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ ที่มีห้องรองรับอยู่แล้วที่การเคหะออเงิน เขตสายไหม 2.ที่ดินบริเวณบึงนายพล มีนบุรี 3.ชาวบ้านรวมตัวกันไปหาที่ดินแปลงใหม่ และ 4.หาชุมชนริมคลองที่มีพื้นที่เหลือจากแนวก่อสร้างเขื่อน เช่น ชุมชนเพิ่มสินร่วมใจ เขตสายไหม เพื่อสร้างบ้านใหม่” นายสมชาติกล่าว
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่วิศวกรและสถาปนิกจาก พอช.ยังได้ชี้แจงชาวบ้านถึงขั้นตอนในการประเมินราคาค่าชดเชยบ้านเรือนที่จะต้องรื้อย้ายออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนฯ โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ พอช.ซึ่งประกอบด้วย วิศวกร สถาปนิก เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุมชน และทีมช่างเครือข่าย ได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจบ้าน มีการวัดขนาดของตัวบ้าน ประเมินลักษณะบ้าน ถ่ายรูปบ้านเพื่อประกอบการพิจารณา ฯลฯ
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ พอช.จึงได้ประกาศราคาประเมินค่าชดเชยบ้านแต่ละหลัง ซึ่งมีตั้งแต่ราคา 47,520 บาท (บ้านไม้ชั้นเดียว) จนถึงสูงสุดราคา 326,208 บาท (บ้านแถว 3 ชั้น) และหากบ้านหลังใดมีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฯ ก็จะได้ค่าชดเชยต่างหากตามจำนวนค่าติดตั้ง หรือประมาณ 220,000 บาท ทั้งนี้งบประมาณที่จะนำมาจ่ายค่าชดเชยให้แก่ชาวบ้าน พอช.จะให้งบประมาณจากโครงการบ้านมั่นคงมาดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านที่เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ยังไม่พอใจกับราคาค่าประเมินที่จะได้รับ และได้เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาประเมินราคาใหม่ ดังนั้นในที่ประชุมจึงเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาประเมินราคาใหม่ โดยมีชาวบ้านเข้าร่วมประเมิน โดยทาง ผอ.พอช.เสนอว่าจะเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักการระบายน้ำ กทม.เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการกลางด้วย และจะมีการประชุมร่วมกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบครั้งต่อไปในเร็วๆ นี้
นายสมชาติกล่าวในตอนท้ายว่า นอกจากการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่มาประเมินราคาค่าชดเชยบ้านแล้ว ชาวบ้านจะต้องตกลงร่วมกันว่าจะจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่อย่างไร จะย้ายไปอยู่ที่บึงนายพล การเคหะ หรือหาซื้อที่ดินแปลงใหม่ ซึ่ง พอช.พร้อมที่จะให้การสนับสนุนทุกแนวทาง เช่นเดียวกับชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการบ้านประชารัฐริมคลอง โดยหากชาวบ้านรวมกลุ่มกันและเข้าร่วมโครงการก็จะได้รับการสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคครัวเรือนละ 50,000 บาท อุดหนุนที่อยู่อาศัย 25,000 บาท งบช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ 72,000 บาท รวมงบอุดหนุนครัวเรือนละ 147,000 บาท และสินเชื่อที่อยู่อาศัยครัวเรือนละไม่เกิน 360,000 บาท ซึ่งหากชาวบ้านนำวัสดุเก่า เช่น ประตู หน้าต่าง ฯลฯ มาสร้างบ้านใหม่ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้
“ส่วนในกรณีที่ชาวบ้านเคยกู้สินเชื่อก่อสร้างบ้านกับ พอช.มาก่อนแล้ว หากยังมีหนี้สินค้างชำระ เมื่อได้รับเงินชดเชยค่ารื้อย้ายผ่านทางสหกรณ์ฯ แล้ว สหกรณ์ก็จะหักเงินที่ยังค้างชำระเอาไว้ แต่คงจะมีไม่มากนัก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ผ่อนชำระมานานหลายปีจนเกือบจะหมดหนี้สินแล้ว” รักษาการ ผอ.พอช.กล่าว
แนวก่อสร้างเขื่อนจากชุมชนสะพานไม้ 2 ไปยังชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1





