โดย เพ็ญศรี คีรีรอบ
พอพูดถึง “แพะ” หลายคนอาจนึกถึงพี่น้องมุสลิมแต่ที่ภูเก็ตคนเลี้ยงแพะกลับเป็นคนไทยพุทธมากกว่า โดยการเลี้ยงแพะที่ภูเก็ตเดิมก็เลี้ยงพันธุ์พื้นบ้านตัวเล็กๆ ปล่อยให้หาหญ้ากินเอง คล้ายๆกับที่ชาวชนบทเลี้ยงไก่บ้านไว้เป็นอาหาร แต่การเลี้ยงแพะยังมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อของมุสลิมอีกด้วย กล่าวคือ เวลาเกิดลูกชาย ก็ต้องใช้แพะ 2 ตัว ถ้าได้ลูกหญิงก็ใช้แพะ 1 ตัว เป็นต้น
ต่อมาทางการโดยกรมปศุสัตว์ ได้เข้ามาส่งเสริมให้มีการเลี้ยงเป็นอาชีพ มีการนำพันธุ์ใหม่ ๆ เข้ามาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แพะนม แนะนำให้มีการทำฟาร์มสร้างโรงเรือนปลูกหญ้าเป็นอาหารแทนที่จะปล่อยให้หากินเองเหมือนที่ผ่านมา รวมทั้งมีการส่งเสริมให้มีการประกวดการใช้ นม และเนื้อแพะ แปรรูปเป็นอาหารต่างๆ
นายไชยา อะนะฝรั่ง ผู้เลี้ยงแพะรายหนึ่งจากตำบลป่าคลอก เล่าว่า ได้เลี้ยงแพะมากว่า 40 ปีแล้ว ทำเป็นอาชีพควบคู่กับการเกษตร มีทั้งแพะเนื้อและแพะนม กว่า 60 ตัว ที่ฟาร์มก็รีดนมแพะมาทำนมพาสเจอไรส์ มีขายเนื้อแพะ และแกงแพะ ครบวงจร มีรายได้ตกปีละ 60,000 บาท
ปัจจุบันมีคนเลี้ยงแพะในภูเก็ตกว่า 40 ราย ประมาณ 1,300 ตัว กระจายอยู่ทั่ว 3 อำเภอ แต่ที่เลี้ยงมากที่สุดก็คือ อำเภอถลาง เพราะอำเภอเมืองและกระทู้ เป็นเมืองหมดแล้ว ไม่มีพื้นที่มากพอ เดิมผู้เลี้ยงแพะได้จดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 5 กลุ่ม คือ เชิงทะเล ไม้ขาว ป่าคลอก เทพกษัตย์ตรี และกระทู้
ในการเลี้ยงก็จะมีการสร้างโรงเรือนเพื่อจัดการเรื่องความสะอาดได้ง่ายมีการปลูกหญ้าไว้เป็นอาหารแพะ มีแพะพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ใหม่ๆ ที่ให้น้ำนมมากๆ ซึ่งแต่ละรายก็จะนำน้ำนมไปทำการพาสเจอไรส์เองโดยการนำไปนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อ ออกแบบบรรจุภัณฑ์เองและขายเอง เรียกว่ามีแบรนด์เป็นของตนเอง ลูกค้าก็เป็นคนในหมู่บ้านหรือใกล้เคียง เพราะทำเองชาวบ้านเชื่อถือ ซึ่งเนื้อก็เช่นกัน มีทั้งขายเนื้อและแกงเนื้อแพะขาย หรือบางรายมีฝีมือก็นำนมแพะไปแปรรูปเป็นเวชสำอางเป็นต้น
นายเกษม เชื้อสมัน ประธานชมรมแพะนมภูเก็ต เล่าว่า การที่ต่างคนต่างทำมันก็มีข้อจำกัดในเรื่องของการยกระดับพัฒนาคุณภาพ ซึ่งสิ่งที่ทุกรายทำเหมือนกันก็คือ นมแพะพาสเจอไรส์ ซึ่ง อย.ไม่สามารถออกหมายเลขรับรองคุณภาพได้ ทำให้เกิดข้อจำกัดในเรื่องการตลาด ดังนั้น เราจึงได้มารวมกันตั้งเป็น “ชมรมแพะนมภูเก็ต” ขึ้น เพื่อเป็นสื่อกลางช่วยหาตลาด หรือช่วยประสานงานกับภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน และยังเข้าร่วมจดแจ้งเป็นสภาองค์กรชุมชน ตาม พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 อีกด้วย
สมาชิกของชมรมต้องจ่ายค่าบำรุงให้ชมรมปีละ 200 บาท ซึ่งตอนนี้คนเลี้ยงแพะส่วนใหญ่ กว่า 30 ราย เป็นสมาชิกชมรมแล้วโดยชมรมมีแผนงานหรือยุทธศาสตร์ที่สมาชิกทุกคนร่วมกันกำหนด 5 ข้อด้วยกัน คือ 1) การจัดหาอาหารแพะที่มีคุณภาพโดยการสนับสนุนให้ทุกรายปลูกหญ้าเพื่อลดต้นทุนการผลิต 2) การพัฒนาสายพันธุ์ให้ได้น้ำนมมากขึ้น 3) การพัฒนาสายพันธุ์เนื้อ (เดิมเป็นพันธุ์พื้นเมือง) โดยการจัดหาพ่อพันธุ์มาบริการให้สมาชิก 4) การสนับสนุนให้มีการจัดทำฟาร์มให้ได้มาตรฐานทุกฟาร์ม และ 5) การสนับสนุนให้เกิดศูนย์รวมน้ำนมเพื่อทำการพาสเจอไรส์ที่มีมาตรฐานและได้การรับรองมาตรฐานจากสำนักมาตรฐานอาหารและยาเพื่อประโยชน์ในการทำตลาดได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมาได้มีบริษัทประชารัฐภูเก็ตเข้ามาสนับสนุนเรื่องการตลาดแต่จากการพูดคุยและทำงานร่วมกันระยะหนึ่ง พบว่าแนวคิดไม่ตรงกัน กล่าวคือประชารัฐคิดแบบนักธุรกิจ ทำเร็ว แต่ต้องได้กำไร โดยประชารัฐต้องการผลิต และทำการตลาดเอง ซึ่งไม่ได้ถามชาวบ้านว่าชาวบ้านมีปัญหาอะไร ต้องการหนุนเสริมอย่างไร
ในขณะที่ชมรมต้องการให้บริษัทประชารัฐหนุนเสริมเรื่องความรู้และช่วยให้เกิดศูนย์รวมนมแพะเพื่อพัฒนาคุณภาพนมพาสเจอไรส์ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานอาหารและยา ตลอดจนการแนะนำเรื่องการพัฒนาเป็นสินค้าอื่นๆ เช่น เวชสำอาง ตลอดจนช่องทางการตลาดที่ชาวบ้านเป็นผู้ดำเนินการเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่า แนวทางของชาวบ้านต้องการทำให้ความรู้ติดอยู่กับชุมชนทำการตลาดโดยไม่ถือเอากำไรเป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งจะตรงกันข้ามกับทางของบริษัทประชารัฐภูเก็ต
ในขณะที่ชมรมแพะนมภูเก็ต ยังรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งเพื่อดำเนินงานให้บรรลุยุทธศาสตร์ที่วางไว้โดยล่าสุดได้ได้มีการประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต เพื่อหนุนเสริมองค์ความรู้เช่นการหนุนเสริมเรื่องการแปรรูปนมเป็นไอศกรีมนมแพะ การทำนมเปรี้ยว การทำขนมเอแคลสูตรนมแพะ เป็นต้น ตลอดจนการร่วมมือกันทำศูนย์รวมนมเพื่อพัฒนาให้เกิดนมพาสเจอไรส์ที่มีมาตรฐานต่อไป
แนวทางเช่นนี้ไม่เพียงทำให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมีอาชีพร่วมกับอาชีพอื่นที่มั่นคงเท่านั้นแต่ยังสะท้อนการสร้างอาชีพที่เน้นชุมชนจัดการตนเองภายใต้หลักของความมั่นคงยั่งยืนและพอเพียงอีกด้วย






