จ.สระแก้ว / ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีผู้ร้องเรียนกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังในมีการทุจริตทำให้เงินกองทุน 5.6 ล้านบาทเหลือไม่ถึง 2,000 บาท โดยจะเรียกเอกสารการเงินจากสมาชิกทั้ง 18 หมู่บ้านมาตรวจสอบ คาดว่าจะรู้ผลภายในเวลาไม่เกิน 2 เดือน ด้านประธานกองทุนฯหอบหลักฐานเข้าพบเจ้าหน้าที่ชี้แจงข้อมูล โต้ข้อกล่าวหาโกงเงินกองทุน
ตามที่มีกรรมการและสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังใน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว กลุ่มหนึ่งได้มายื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน พร้อมทั้งยังได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจภูธร อ.วังน้ำเย็น เมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อให้สอบสวนคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังในว่ามีการทุจริต ทำให้เงินกองทุนหมดไปประมาณ 5.6 ล้านบาท และสมาชิกกองทุนฯ ที่ลาออกยังไม่ได้ไม่ได้รับเงินคืนกว่า 900 คนนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 เมษายน เวลา 13.00 น. ที่ศาลากลางจังหวัดสระแก้ว นายวสันต์ น้อยพลี ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังใน พร้อมด้วยคณะกรรมการกองทุนฯ นำเอกสารและหลักฐานการเงินต่างๆ เข้าพบนายบัณจบ ปัทมินทร์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสระแก้ว เพื่อชี้แจงข้อมูลตามที่มีผู้ร้องเรียนว่ากองทุนฯ มีการทุจริต โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังน้ำเย็น ปลัดอำเภอวังน้ำเย็น ตัวแทน คสช.ในพื้นที่ และเครือข่ายกองทุนสวัสดิการจังหวัดสระแก้วเข้าร่วมรับฟังประมาณ 25 คน
นายวสันต์และคณะได้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ในประเด็นต่างๆ ที่ถูกร้องเรียน โดยนำหลักฐานสมุดบัญชีเงินฝากจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) หลักฐานการประชุมคณะกรรมการและสมาชิกเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงระเบียบของกองทุนฯ มาชี้แจง โดยนายวสันต์ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางอำเภอวังน้ำเย็นได้ประชุมหารือร่วมกับ พมจ.สระแก้วและได้ตรวจสอบข้อมูลของกองทุนสวัสดิการตำบลตาหลังในแล้วได้ข้อสรุปว่า กองทุนฯ ไม่มีการทุจริตแต่อย่างใดแต่มีการบริหารจัดการที่ผิดพลาด โดยในปี 2559 ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้สมทบเงินให้แก่กองทุนฯแต่กองทุนฯ ได้จ่ายสวัสดิการให้แก่สมาชิกมาตลอดจึงส่งผลให้มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ
ประธานกองทุนฯชี้แจงต่อไปว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังในในช่วงที่ผ่านมามีรายจ่ายด้านสวัสดิการค่อนข้างสูง ทำให้สถานะของกองทุนติดลบ คือ มีรายรับรวม5,612,346บาท (แยกเป็นเงินออมวันละบาทจากสมาชิก จำนวน2,675,516บาท เงินสมทบของรัฐบาลผ่านพอช. จำนวน2,691,530บาท เงินสนับสนุนจากอบต.ตาหลังใน จำนวน109,500บาท และดอกเบี้ยจากการให้สมาชิกกู้ยืม จำนวน135,820บาท)
ขณะที่กองทุนฯมีค่าใช้จ่ายต่างๆรวม5,766,021บาท แยกเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกตั้งแต่เกิดแก่เจ็บป่วยตาย รวม3,014,255บาท เงินกู้80,000บาท สมาชิกลาออก1,591,744บาท คืนเงินออมผู้เสียชีวิต200,713บาท ค่าบริหารจัดการและอื่นๆ879,309บาท รวมมีรายจ่ายมากกว่ารายรับประมาณ153,675บาท
“นอกจากนี้ระเบียบข้อบังคับของกองทุนฯ บางข้อมีความล้าหลังทางคณะกรรมการจึงมีการปรับแก้ไขระเบียบข้อบังคับ แต่กลุ่มผู้ร้องเรียนได้มีการเสนอข่าวออกไปทางสื่อต่างๆว่ากองทุนมีการทุจริตเงินประมาณ5-6 ล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินที่สื่อนำเสนออกไปว่าสูญหายนั้นเป็นเงินรายรับทั้งหมดของกองทุนฯตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุนฯเป็นระยะเวลารวม10ปีทางกลุ่มผู้ร้องเรียนแจ้งไปแต่รายรับ แต่ไม่ได้แจ้งรายจ่ายของกองทุนฯซึ่งตลอดระยะเวลา10ปีกองทุนฯ มีทั้งรายรับและรายจ่ายและมีการจ่ายสวัสดิการให้แก่สมาชิกตามจริงกรณีเสียชีวิตจะต้องมีใบมรณะบัตรกรณีเจ็บป่วยจะต้องมีใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลหรือกรณีอื่นๆจะต้องมีใบสำคัญรับเงินใบเสร็จรับเงินหรือเอกสารทางราชการที่นำมายืนยันทางกองทุนฯ จึงจะจ่ายเงินให้” นายวสันต์กล่าว
นายวสันต์กล่าวชี้แจงด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้สมทบเงินเข้ากองทุนฯ อย่างต่อเนื่องทำให้บางปีกองทุนฯไม่ได้รับเงินสมทบได้รับแต่เงินจากสมาชิกนอกจากนี้ยังมีปัญหามาจากกรรมการบางหมู่บ้านที่มีหน้าที่เก็บนำสมทบรายเดือนจากสมาชิก แต่ไม่นำเงินส่งเข้ากองทุนฯเป็นระยะเวลาเกือบ2ปี จึงทำให้กองทุนฯ ขาดเงินหมุนเวียน และตามระเบียบของกองทุนฯ หากสมาชิกไม่สมทบเงินเป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกันถือว่าขาดจากการเป็นสมาชิก แต่สมาชิกไม่ทราบว่าคณะกรรมการหมู่บ้านที่รวบรวมเงินนั้นไม่ได้นำส่งกองทุนฯ เมื่อสมาชิกมาลาออกและจะขอรับเงินสมทบคืน แต่ทางกองทุนฯ ไม่จ่ายเงินให้ เพราะถือว่าขาดจากการเป็นสมาชิกไปแล้ว ส่วนสมาชิกที่สมทบเงินสม่ำเสมอเมื่อลาออกกองทุนฯ ก็จะคืนเงินสมทบให้
โดยในปี 2557 มีสมาชิกลาออกรวม 334 คน ต่อมาในปี 2558 สมาชิกลาออกอีก 169 คน ซึ่งทางกองทุนฯ ก็ได้จ่ายเงินคืนให้ตามระเบียบ รวมสมาชิกที่ลาออกทั้งหมด (รวมสมาชิกที่ลาออกก่อนหน้านี้ 535 คน) จำนวน 1,030 คน รวมเป็นเงินที่จ่ายคืนให้สมาชิกทั้งหมด 1,591,744 บาท จึงทำให้เงินของกองทุนฯ ลดลง
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังในก่อตั้งในปี 2549 โดยให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนเป็นรายเดือนๆ ละ 30 บาทหรือปีละ 365 บาท เมื่อเจ็บป่วย คลอดบุตร เสียชีวิต จะได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุน เช่น คลอดบุตร500 บาท เสียชีวิต 2,500-12,000 บาท ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 1,164 คน มีเงินเหลืออยู่ในบัญชี จำนวน 1,950.59 บาท และมีสมาชิกที่มาลาออกแล้วแต่ยังไม่ได้เงินประมาณ 974 คน คิดเป็นเงินรวมกันประมาณ 2 ล้านบาท โดยขณะนี้กองทุนฯ ไม่มีการเบิกจ่ายสวัสดิการให้แก่สมาชิกแต่อย่างใด ขณะที่สมาชิกก็ไม่ได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ด้วย
นายบัณจบ ปัทมินทร์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า ขณะนี้ทางจังหวัดสระแก้วกำลังแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงของกองทุนสวัสดิการตำบลตาหลังในตามที่มีผู้ร้องเรียน โดยมอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วเป็นประธาน มีคณะกรรมการประกอบด้วยตัวแทนส่วนราชการต่างๆ เช่น พมจ.สระแก้ว อำเภอสระแก้ว ศูนย์ดำรงธรรม สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังน้ำเย็น ฯลฯ โดยคณะกรรมการจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ เช่น เอกสารการเงิน การเบิกจ่าย เงินสมทบ การจ่ายสวัสดิการต่างๆ ของสมาชิกทั้ง 18 หมู่บ้าน โดยในวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา ได้เรียกคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการตำบลตาหลังในเข้ามาให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่แล้ว และในวันนี้ (25 เมษายน) จะเรียกตัวแทนกลุ่มผู้ร้องเรียนให้นำหลักฐานที่อ้างว่ามีการทุจริตมามอบให้แก่เจ้าหน้าที่ โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานต่างๆ เพื่อสรุปผลได้ภายในไม่เกิน 2 เดือนนี้
งานสื่อสารองค์กร พอช. รายงาน





