
เมื่อวันที่ ๒๒-๒๓ เมษายน ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมแก่งเลิงจาน จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งในเวทีครั้งนี้ ผู้นำสภาองค์กรชุมชนที่เข้าร่วมแต่ล่ะตำบลจังหวัดละ ๑๐ คน ในกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ รวมวิทยากรขบวนการทั้งสิ้น ๕๐ คน โดยมีความมุ่งหมายให้ ๑) ผู้เข้าอบรมนำความรู้กลับไปใช้ประโยชน์ บอกต่อ ต่อยอด สร้างแรงผลักดันในชุมชน เช่นให้เกิดการฮักแพง แบ่งปัน สามัคคี ๒) เพื่อได้พัฒนาตัวเอง ได้รู้งาน รู้จักยุทธศาสตร์ ทักษะ แนวคิดการพัฒนา องค์ความรู้ใหม่ๆ มีความรู้ความเข้าใจในองค์กรทั้งกฎ ระเบียบการจัดตั้ง ได้ภาวะผู้นำ ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ได้เทคนิคและวิธีการถ่ายทอดความรู้ แนวทางการพัฒนาจังหวัดจัดการตนเอง ๓) เพื่อได้รู้จักเพื่อน เชื่อมโยงการทำงาน ภาคีเครือข่าย จังหวัดภูมิภาคอีสาน๔) เพื่อการเรียนรู้สถานการณ์ นโยบายรัฐปัจจุบัน และ ๕) เพื่อได้แผนงาน หรือแนวทางในการขับเคลื่อนงานต่อไป
ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๖๐ นั้น นายชูชาติ ผิวสว่าง ได้กล่าวถึง “โลกาภิวัตน์และเครือข่ายข้ามชาติที่มีอิทธิพลต่อสถานการณ์ และนโยบายรัฐต่อการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์โลก-ประเทศ-ท้องถิ่น” การจัดระเบียบโลกเกิดการต่อสู้แย่งชิงกันและจัดระเบียบโลกในทุกยุคทั้งยุคเกษตรกรรม ยุคอุตสาหกรรม และยุคโลกไร้ผมแดน เช่นกรณียุคเกษตรกรรมพระพุทธเจ้าได้บัญญัติเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ ตั้งแต่ยุคข้าวสาลี เกิดการเพาะปลูก มีการแย่งชิงข้าวสาลี เกิดการทะเลาะกัน นำมาสู่การออกกติกาควบคุมข้าวสาลี (ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑ หน้า ๘๔-๘๙)
ซึ่งมนุษย์มีความเชื่อ ๒ แบบ คือ พวกที่เชื่อศาสนา และพวกที่เชื่อวิทยาศาสตร์ ฝ่ายที่มีอำนาจในการจัดระเบียบโลกในยุคปัจจุบันคือฝ่ายที่เชื่อวิทยาศาสตร์ องค์กรที่มีบทบาทในการจัดระเบียบโลก เช่น กลุ่มอิลลูมิเนติ อังกฤษเป็นผู้นำโลกยุคแรก ในยุคที่อังกฤษเป็นผู้นำนั้น ได้จารึกข้อความบอกทิศทางความเป็นไปของโลกบนเสาหิน เช่น ควบคุมปริมาณประชาชน ไม่ให้เกิน ๕๐๐ ล้านคน โดยมีการแบ่งโครงสร้างการทำงานในการจัดระเบียบโลกดังนี้
๑) ฝ่ายควบคุมการเงิน การค้าโลก เช่น ธนาคารโลก ADB IMF
๒) ฝ่ายควบคุมความลับของโลก เช่น Freemasary
๓) ฝ่ายคุมการปกครองโลก เช่น NATO
๔) ฝ่ายควบคุมราชการลับของโลก เช่น CIA FBI KGB
๕) ฝ่ายควบคุมศาสนาโลก
๖) ฝ่ายการศึกษาโลก เช่น UNESCO
ช่วงยุคที่ ๒ อเมริกาเข้ามามีบทบาทหลักในการจัดระเบียบโลก ยุคสงครามเย็น
ช่วงยุคที่ ๓ ยุคแบรตตันวูดส์ มีสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือ CFR
CFR มีแนวทางการทำงานคือ สร้างสถานการณ์ให้โลกปฏิเสธไม่ได้แล้วต้องทำทุกอย่างถูกจัดฉากขึ้นมา ภายใต้กติกา ๕ ข้อ คือ
๑) ประชาธิปไตยเสรี ๒) สิทธิมนุษยชน ๓) การค้าเสรี ๔) สิ่งแวดล้อม ๕) สิทธิบัตร
โดยมีขั้นตอนการทำงาน ดังนี้
๑) แซงซั่นทางเศรษฐกิจ โจมตีตลาดหุ้น ค่าเงิน ส่งคนของ CFR เข้าเป็นที่ปรึกษาควบคุมเงินกู้
๒) บ่อนทำลายทางการเมืองการปกครอง ปลุกระดมชนกลุ่มน้อยต่อต้านรัฐบาล ทำให้เกิดการประท้วงในประเทศ
๓) แทรกแซงทางการเมือง ทำให้เกิดสงครามกลางเมือง
๔) แทรกแซงทางการทหาร ส่งหน่วยรบเข้าประจำการ สร้างรัฐบาลหุ่นเชิด
๕) ตักตวงผลประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ
๖) ปล่อยให้เกิดสงครามกองโจร
นอกจากนี้ยังมีองค์กรที่มีบทบาทในการจัดระเบียบโลก เช่น องค์กร FEMA โดยมีบทบาทดังนี้
๑) ควบคุมยา วัคซีน อาหาร เช่น มอนซานโต้ โคคาโคล่า เนสเล่ ยูนิลิเวอร์ ไบเยอร์
๒) ฝังชิป โรคระบาด ปล่อยโรคระบาด และควบคุมคนโดยการฝังชิปในการรักษาโรค ขณะที่ที่ชิปดังกล่าวบอกตัวตนของคน ทำให้เขาง่ายในการควบคุมคน
๓) วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ซึนามิ พายุ แผ่นดินไหว
๔) ก่อวินาศกรรม เช่น CIA โจมตีเปาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ปัจจุบันเราอยู่ในสภาวะสงครามหลายประเภท ดังนี้
๑.) สงคราม ๒.) สงครามข่าวกรอง ๓.) สงครามอิเล็กทอนิกส์ ๔.) สงครามจิตวิทยา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น CNN BBC ฮอลลิวูด ดิสนีย์ ๕.) สงครามเศรษฐกิจ
๖.) สงครามไซเบอร์
ช่วงภาคบ่าย อาจารย์ วิเชียร แสงโชติ กล่าวถึง“ประชาสังคมและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน” โดย มนุษย์เรามี ๓ สิ่ง ที่อยู่ติดตัวเรา คือ ศักดิ์ศรี พลังความคิดสร้างสรรค์ สติปัญญา และการเรียนรู้ มนุษย์บางคนลืมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ขาดความมั่นใจในความคิดสร้างสรรค์ ไม่กล้าผลิตเอง ซื้อเขาอย่างเดียว ไม่ยอมเรียนรู้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพ ศักยภาพ คือสิ่งที่มันมีอยู่แล้วในตัวเราแต่เราไม่ได้เอามันมาใช้ นั่นคือการพัฒนาศักยภาพเราต้องเอาสิ่งที่เรามี ๓ สิ่งนี้มาพัฒนา อย่างไรก็ดี มีอุปสรรคในการพัฒนาศักยภาพ เช่นไม่มั่นใจในตนเอง และย่านหมู่บ่เห็นดีนำ เป็นต้น
*ประชาสังคม จากหนังสือของไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ในปี 1970 ประเทศตะวันตก เกิดขบวนการต่อต้านนิวเคลียร์ ขบวนการสันติภาพ ขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และขบวนการวัฒนธรรม *
ลักษณะของขบวนการประชาสังคมที่สัมพันธ์กับรัฐ ประกอบด้วย
๑) ต้องไม่ให้รัฐครอบงำ ๒) ยอมรับความช่วยเหลือ ๓) ไม่เน้นความขัดแย้ง ๔) เน้นประสานความร่วมมือ ๕) ไม่เน้นการทำงานผ่านรัฐ จำจัดขอบเขตอำนาจรัฐ ๖) ลดภาระหน้าทีที่ของรัฐให้เล็กลง ทำภารกิจที่สำคัญๆเท่านั้น ๗) ยื้อแย่งการทำนโยบายจากรัฐ เพื่อช่วงชิงผลประโยชน์มาสู่ส่วนรวม ไม่ใช่รัฐกับพวกพ้อง ๘) เน้นรวมกลุ่มกับทุกฝ่ายที่สมัครใจและความเท่าเทียม
โดยมีเงื่อนไขที่ทำให้เกิดขบวนการฯประกอบด้วย
๑) ระบบการเมืองเปิด ๒) ประกันความปลอดภัยของประชาชน ๓)ประกันสิทธิมนุษยชนชั้นพื้นฐาน
การเปลี่ยนแปลงจากภาครัฐจะเป็นเงื่อนไขให้ประชาสังคมเข้มแข็ง เพราะความเข้มแข็งของขบวนการฯจะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนกลไกและนโยบายรัฐ นั่นคือต้องมีขบวนการฯเกิดขึ้นก่อนแล้วเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แนวคิดเรื่องความเป็นพลเมือง ประชาชน people คือมองตนเองว่าเป็นผู้น้อยต้องรอความช่วยเหลือราษฎร Subject คือคนที่อยู่ภายใต้การปกครอง คอยปฏิบัติตาม พลเมือง Citizen เสียภาษี ปฏิบัติตามกฎหมาย มีบทบาทและมีอำนาจทางการเมือง แสดงความคิดทางการเมือง เป็นฝ่ายรุกเพื่อเรียกร้อง มีส่วนร่วม ไม่เฉื่อยชา ตระหนักในสิทธิและหน้าที่ ท่านคิดว่า ประชาสังคมกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคพลเมืองจะเป็นจริงหรือไม่ ถ้าจะเป็นจริงจะต้องทำอะไร และทำอย่างไร
วิเคราะห์ภายใต้ขอบเขตจังหวัดของตนเอง ฐานกำลังสภาองค์กรชุมชน เราเป็นเพียง “สภาองค์กร่างทรง” หรือไม่ ขบวนการเคลื่อนไหวโดยธรรมชาติแล้วต้องมีมีเป้าหมาย มีทิศทาง และมียุทธศาสตร์ ซึ่งในเรื่องยุทธศาสตร์เราจะได้พูดถึงกันในการประชุมครั้งนี้
นายชาติวัฒน์ ร่วมสุข กล่าวถึง บทเรียนของจังหวัดอำนาจเจริญ โดยระบุว่านอกเหนือจากเรื่องที่พูดมา มนุษย์มีความฝัน ทำไมเราต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเองนั่นคือเรามีความฝัน สมัยอดีต ก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕ การอยู่แบบพี่น้อง กระจายอยู่ทั่วประเทศ หลังจากเป็นสยาม มีการลุกรานจากต่างชาติ รัชกาลที่ ๕ จึงขีดเส้นอาณาเขตประเทศ แทนที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนปกครองแบบแต่ก่อนให้หัวเมืองปกครองกันเอง มีการกำหนดให้มีเวียง วัง คลังนา จนมาถึงปี ๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงการปกครอง อย่างไรก็ดีปัจจุบันแม้เราจะได้เลือกคนเข้าไปเป็นรัฐบาล แต่ก็ทำได้แค่การส่งคนเข้าไปในระบอบเดิมเท่านั้น
พวกผมลองดูว่า ถ้าเราช่วยกันคิดให้ตระหนักร่วมกันว่าสิ่งที่เราคิดมันถูกหรือผิด
ถาม ในนี้มีใครที่ไม่มีหนี้
ตอบ (มีสี่คนที่ไม่ยกมือ)
คนเป็นหนี้ถือว่าเป็นคนจนไหม บ้านผม ๑๐๐ ครัวเรือน เป็นหนี้ ๘๕ ครัวเรือน พี่น้องบอกว่าไม่มีอะไรทุกข์เท่าการเป็นหนี้
ถาม คิดว่าทำไมเราถึงเป็นหนี้หรือยากจน
ตอบ เพราะความอยากได้ ส่งลูกเรียน ค่านิยม รัฐบาลส่งเสริมให้เป็นหนี้ ขี้เกียจ ขาดโอกาสเล่นการพนัน
ถาม แล้วอะไรที่เกิดจากเรา อันไหนเกิดจากภายนอก (เรียงตาม ๗ ข้อด้านบน)
ตอบ ตัวเรา ตัวเรา ตัวเรา ภายนอก ตัวเรา ภายนอก ตัวเรา
ผมว่ามีอย่างอื่นอีกที่ทำให้เราจน คือ
๑) นโยบายรัฐ เช่นกองทุนหมู่บ้าน ทำให้คนเป็นหนี้หมุนเวียนไม่หมดไม่สิ้น
๒) กฎหมาย เช่นกฎหมายหมวกกันน็อค กฎหมายป่าไม้ทับที่ทำกินประชาชน
๓) ข้าราชการ กรณี “โจรปล้นโจร” ปลัดกระทรวงคมนาคม (นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม) ได้ค่าคอมมิสชั่น แล้วเก็บเงินไว้ในบ้าน พวกเดียวกันมาปล้น มาปล้นได้เงิน ๑๕ ล้าน ข้าราชการไม่น่าจะมีเงินเยอะขนาดนี้ แสดงว่าเงินหลวงหายไป ไม่ถึงมือประชาชน
๔) การเมือง เข้าสู่อำนาจทางการเมืองได้ก็มีอำนาจในการจัดสรรผลประโยชน์ได้ ทำให้กลายเป็นที่ลงทุนของนักการเมือง
๕) ระบบเศรษฐกิจผูกขาด
สิ่งเหล่านี้คือ “อำนาจรัฐ” มันรวมศูนย์อำนาจรัฐไว้ที่ส่วนกลาง ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีเพียง ๓๖ คน เท่านั้น ข้าราชการก็เป็นลูกน้องของนักการเมือง
โครงสร้างเหล่านี้ คนอำนาจเจริญเรียกว่า “สุ่ม” ไม่มีใครออกจากตรงนี้ได้ เราไม่ได้ปฏิเสธรัฐ แต่ปฏิเสธการรวมศูนย์ เป็นปัญหาของไทยลำดับที่หนึ่ง ทุกวันนี้ สุ่มนี้ยิ่งแข็งแกร่ง ไม่ใช่สุ่มไม้ แต่เป็นสุ่มเหล็ก เพราะมาจากกระบอกปืน แล้วพวกเราจะออกมาจากสุ่มได้อย่างไร บางคนอาจตอบว่า “ปี้นสุ่ม” พลิกสุ่มขึ้น แต่บางคนอาจยังผูกพันกับสุ่ม คิดว่ามันคือบ้านของตัวเอง
ผมมีทางเลือกให้ ๓ ทาง คือ
๑) ยอมจำนนกับชะตาชีวิต จะยอมไหม (ตอบ ไม่เอา) ๒) เดินขบวนไปทำลายทั้งหมด (ตอบ ไม่เอา) ๓) จัดการตนเอง (ตอบ เอา)
เราทำแต่เรื่องสวัสดิการ มันทำให้เราออกจากสุ่มได้ไหม บางคนเรื่องเกษตรอินทรีย์ มันเป็นสิ่งดีนะ แต่มันเป็นเพียงงานพัฒนาที่ทำให้พี่น้องดีขึ้นเฉยๆ แต่ยังคงทำให้พี่น้องยังอยู่ในสุ่มเหมือนเดิม เราต้องพึ่งตนเอง จัดการตนเองให้ได้ ถึงจะสามารถก้าวออกมาจากสุ่มได้
ปี ๒๕๕๓ พวกผมคิดกันได้แล้ว ตอนแรกไม่อยากอยู่ในสุ่ม จึงจะสร้างตัวใหม่ขึ้นมา โดยไปทำ พ.ร.บ. จังหวัดจัดการตนเอง ปรากฏว่า รัฐบาลชุดนี้บอกว่า จังหวัดจัดการตนเองเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ เราทำไปได้สักระยะ ยังไม่ได้ถึงการทำ พ.ร.บ. ได้ถามพี่น้องว่ารู้จักไหมว่าผู้ว่าฯมาจากไหน พี่น้องตอบไม่ได้ รู้แต่ว่าถ้าผู้ว่ามาเราต้องเอาผ้าขาวม้ามาผูกเอว
เราคิดว่าถ้าเราได้ พ.ร.บ. มาก็จะมีคนมือยาวมาฉวยโอกาส และก็จะมีคนต่อต้านด้วย เราจึงค้นพบว่าปัญหา คือ
๑) อำนาจรัฐรวมศูนย์ ๒) สำนึกของประชาชนที่รอรับการช่วยเหลืออย่างเดียว
เราจึงหันไปสู่การสร้างจิตสำนึกให้ประชาชน เริ่มต้นจากทุนเดิมของเรา เช่น มีสูตรการทำปุ๋ยหมัก อำนาจมีของดี ๑๑๔ อย่าง แล้วเอาทั้งหมดไปถามความเห็นจากสภาองค์กรชุมชน ว่าจะเอาหรือไม่ สุดท้ายได้ ๑๑๔ อย่าง ต่อมา เรากำหนดกติกาว่า
๑) เราต้องทำทั้ง ๑๑๔ อย่างด้วยตนเอง
๒) ทำข้อตกลงร่วมกัน เป็น ธรรมนูญประชาชน มีคนอำนาจเจริญออกมาประกาศ ๑๕,๐๐๐ คน ประกาศที่หน้าศาลากลางจังหวัด ถึงขนาดผู้ว่าไม่กล้าอยู่จังหวัด พวกเขาไม่เข้าใจ กลัวว่าเรามาประท้วง เขาทำใจไม่ได้ที่ประชาชนจำนวนมากไม่มาฟังผู้ว่าฯ ปกติคนต้องฟังผู้ว่าฯ
เมื่อคนออกมาจำนวนมาก ทำให้มันสร้างพลังให้เรา หลังจากมีธรรมนูญ เราก็กำหนดเป้าหมายร่วมกัน ใช้เวลา ๑ ปี จึงได้เป้าที่อยากเห็นคือ “เมืองธรรมเกษตร” ต่อมา เข้าไปคุยกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบจ ผู้ว่า ให้ร่วมกันประกาศว่าเราจะมุ่งหน้าสู่เมือง ธรรมเกษตร จากนั้น ทำแผนทำงานเพื่อไปถึงเมืองธรรมเกษตร วันที่ ๒๙ มกราคม จะประกาศแผน แต่พอดีเปลี่ยนผู้ว่าฯคนใหม่ เขาขอบูรณาการแผน
๑) บูรณาการวิสัยทัศน์ ตัวเดิมยาวมากจนจำไม่ได้ ได้คือ เมืองธรรมเกษตร เขตเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาอุตสาหกรรม
๒) ยุทธศาสตร์ ได้ ๕ ยุทธศาสตร์
๓) แผน ได้หนึ่งจังหวัดหนึ่งแผนพัฒนา
วันที่ ๖ เมษา เราประกาศแผน คน ๒๖,๐๐๐ คน เข้าร่วม ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนการทำผังชีวิต อำนาจมี ๖ เผ่าพันธุ์ แต่ละเผ่าจะมีแผนอย่างไร ต่อไปเราจะทำ พ.ร.บ. จังหวัดจัดการตนเอง เป็นกฎหมายที่คนเขียนเอง ใช้เอง
สรุป เราต้องทำ ๓ ยุทธศาสตร์ ๑) พื้นที่รูปธรรมการจัดการตนเอง ตอนนี้เราทำกลุ่มต่างๆ เช่นสวัสดิการ ปุ๋ย เราจะทำเรื่องนี้ในพื้นที่เรา เราต้องทำให้มันเป็นนโยบายของตำบล เน้นให้เป็นนโยบาย ไม่ใช่แค่ทำเพื่อบรรเทาปัญหาแบบที่ผ่านมา คนเหล่านี้ก็จะมาเป็นพลังในระดับจังหวัด
๒) ธรรมนูญ
๓) เปลี่ยนโครงสร้าง ตอนนี้เรายังไม่ถึงขั้นนี้ เรายังอยู่ในขั้นของการจัดความสัมพันธ์ใหม่ เรามีอำนาจการต่อรอง มีพื้นที่ต่อรองแล้ว เช่น หน่วยราชการฟังเรา ให้เรามีส่วนร่วม จากเดิมที่เขาไม่สนใจเราเลย ถ้าไม่เปลี่ยนโครงสร้าง เราไม่มีวันจะหนีออกจากความทุกข์ความยากได้ มันจะตกทอดไปถึงลูกหลานเราด้วย
คำถามและแลกเปลี่ยนความคิด ถาม ผู้ใหญ่บ้าน จากประสบการณ์เราทำสภาฯแบบไม่มีเงิน ปัญหาแรกคือประชาชนยังไม่เข้าใจบทบาทของสภาฯ เช่นมองว่าเป็นฝ่ายการเมือง อำเภอผมก็เคลื่อนผ่านสวัสดิการ ทำอย่างไรจะให้ประชาชนเข้าใจเรื่องสภาองค์กรชุมชน
ตอบ การประสานงาน การจัดทัพของคนให้มารวมกัน ในรายละเอียดค่อยคุยกันเวทีหน้า อยากคุยให้ลึกๆ

นายพิชิต พิทักษ์ กล่าวถึง วิชา “ยุทธศาสตร์ของผู้นำในการใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือทางการเมืองภาคพลเมือง และการเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ” ประเด็นคุย ๑.ความหมายและความสำคัญของยุทธศาสตร์ ทำไมต้องมี
๒.นักยุทธศาสตร์คือใคร ๓.ขบวนองค์กรชุมชนอีสานมียุทธศาสตร์หรือไม่
๔.แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา
ความหมายและความสำคัญของยุทธศาสตร์
ทุกองค์กรล้วนมียุทธศาสตร์ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย เรื่องยุทธศาสตร์เป็นเรื่องการเมือง ชนชั้นปกครองเขาปกครองเราล้วนมีการวางยุทธศาสตร์ เขาทำสำเร็จแม้กระทั่งการทำให้เราเชื่อว่าตอนนี้ประเทศไทยไม่มีชนชั้นแล้ว การจะดูว่าใครเป็นผู้ปกครอง มีอำนาจในการแบ่งปันทรัพยากรก็ไปดูที่ว่าใครครอบครองปัจจัยการผลิตอยู่
การควบคุมแต่ละด้าน เช่นการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม TV เพลง วรรณกรรม การวางยุทธศาสตร์ต้องวางทุกด้าน
ยุทธศาสตร์ คือ แผนงาน หรือทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์และพันธะกิจ หรือวิธีการ หรือขั้นตอนที่จะปฏิบัติ องค์ประกอบขององค์กร ประกอบด้วย
๑) อุดมการณ์ร่วม เป็นธงนำ
๒) การบริหารจัดการเช่น กรรมการ ยุทศาสตร์ ยุทธวิธี แผนงาน ระเบียบ ภาคี ประชาสัมพันธ์ สรุปบทเรียน
๓) ฐานราก คือ สมาชิก มวลชน ผู้นำ
นักยุทธศาสตร์คือใคร มีองค์ประกอบอะไร
๑) รู้จักตนเอง ๒) รู้จักเป้าหมายของชุมชน ๓) บริหารงานได้ผลงานตามเป้า ๔) เป็นนักคิด คิดสร้างสรรค์ เชิงบวก มองภาพรวม บูรณาการ ๕) มีสายตากว้างไกล ๖) ช่างสังเกต ๗) มีความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ๘) รับฟังข้อเสนอแนะ ๙) รู้จักใช้ทฤษฎี ๑๐) มีความยืดหยุ่น ๑๑) รู้กระแสการเปลี่ยนแปลง ๑๒) เรียนรู้ ศึกษาตลอดเวลา ๑๓) มองเห็นการเปลี่ยนแปลง
ผู้นำที่ดีและเข้มแข็ง
๑) มีองค์ความรู้ ประสบการในการแก้ไขปัญหา ๒) เสียสละ ๓) กล้าหาญ ๔) ซื่อสัตย์ โปร่งใส ๕) รู้ปัญหา ๖) วิเคราะห์ปัญหาเป็น ๗) วางแผนแก้ไขปัญหาเป็น ๘) ประสานงาน ๙) รู้กาลเทศะ ผ่อนปรน ๑๐) มีวินัย
ขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสาน มียุทธศาสตร์หรือไม่ ขบวนฯภาคอีสานมีเป้าหมาย คือ อีสานหนึ่งเดียว โดยมียุทธศาสตร์ ๖ ด้าน คือ
๑) พัฒนาคน ขบวนองค์กรชุมชนสู้การจัดการชุมชนท้องถิ่น
๒) พัฒนาพื้นที่รูปธรรมท้องถิ่นจัดการตนเอง
๓) พัฒนาระบบข้อมูลและการจัดการความรู้เชื่อมนโยบายทุกระดับ
๔) การบริหารจัดการเครือข่ายและภาคีความร่วมมือบนพื้นฐานหุ้นส่วนการพัฒนา
๕) การติดตามประเมินผลแบบเสริมพลัง
๖) การบริหารจัดการองค์กรสู่ธรรมาภิบาล
ส่วนอีสานกลาง มีเป้าหมาย คือ ชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการทรัพยากร โดยมียุทธศาสตร์ ๕ ปี พ.ศ. ๒๕๕๙-๒๕๖๓ คือ
๑) สร้างความเป็นเอกภาพ ๒) สร้างและพัฒนาผู้นำ ๓) สร้างพื้นที่รูปธรรม ประเด็นหลัก ๔) ยกระดับการจัดการข้อมูล ๕) จังหวัดจัดการตนเอง
ส่วนแต่ละจังหวัดก็มียุทธศาสตร์ของตนเองเหมือนกัน พรุ่งนี้เราจะให้ทำแผนยุทธศาสตร์ของแต่ละจังหวัดกัน และอยากฝากไว้ว่า “ร้อยแผน แสนโครงการ ถ้าไม่ทำไม่มีประโยชน์”
ช่วงของวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๐ คุณเดชอนันต์ พิลาแดง กล่าวถึง การทำยุทธศาสตร์ การมองยุทธศาสตร์เรามองไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกันกับการดูรูปที่ยกตัวอย่างมาก มีคำตอบไม่เหมือนกัน เราจำเป็นต้องทำให้เข้าใจยุทธศาสตร์ตรงกันก่อนเราถึงจะทำงานร่วมกันได้ ทบทวนเมื่อวาน เราได้เรียนรู้เรื่องโลกาภิวัตน์ เป็นเรื่องใหญ่ เราเข้าไปแล้วแต่ไม่รู้ตัว ประชาสังคม รูปธรรมการจัดการตนเอง ยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ภาคอีสาน ยุทธศาสตร์ภาคอีสานกลาง ๕ ปี วันนี้จะลงไปถึงยุทธศาสตร์รายจังหวัด ตอนนี้ปัญหาคือ เรามียุทธศาสตร์ แต่ยังขาดภารกิจ การทำยุทธศาสตร์และภารกิจ ต้องดูความสัมพันธ์กับเป้าหมายด้วย เป้าหมาย คือสิ่งที่อยากไปให้ถึง โดยมาจาก
๑) ความต้องการ ความจำเป็น ๒) ความคาดหวัง ๓) จินตนาการ ความฝันอาจเป็นความจริง
ยุทธศาสตร์ คือ แนวทางที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย
ภารกิจ คือกิจกรรมโครงการ ต้องสอดรับยุทธศาสตร์ ถ้าจะทำยุทธศาสตร์หนึ่งๆต้องทำเรื่องอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง แผนบางแผนอาจสำเร็จ บางแผนอาจไม่สำเร็จ ตัวที่ไม่สำเร็จจะถูกนำมาทบทวน การแข่งขันของแผน บางคนวางแผนไว้เหนือกว่าเรา เราก็พ่ายแพ้ ถ้าทำได้ทั้งหมดนี้ จะทำให้เราสามารถนำมาเขียนโครงการระดับจังหวัดเสนอของบประมาณจากแหล่งทุนได้ ประกอบด้วย เป้าหมายจังหวัด ยุทธศาสตร์จังหวัด ภารกิจระดับจังหวัด ภารกิจระดับตำบล และภารกิจระดับอำเภอ (ตัวนี้เพิ่มขึ้นมาเพื่อเป็นตัวเชื่อมระหว่างสองระดับ )
จังหวัดขอนแก่น เป้าหมาย คือ จังหวัดจัดการตนเอง
ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย
๑) พัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง
๒) สร้างเอกภาพภายในองค์กรจังหวัดและการเชื่อมโยงพื้นที่กลางระดับจังหวัด
๓) การสร้างพื้นที่รูปธรรมทุกประเด็นงาน
๔) พัฒนาความเข้มแข็งและขยายพื้นที่สภาองค์กรชุมชน
๕) ขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเองและผลักดันนโยบายสาธารณะ
จังหวัดกาฬสินธุ์ เป้าหมาย คือ คนกาฬสินธุ์สร้างสรรค์สังคมสวัสดิการสร้างสุข ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย
๑) การขยายงานสวัสดิการชุมชน
๒) เสริมสร้างศักยภาพขบวน/ กลไกอย่างเป็นเอภาพ
๓) การพัฒนาความรู้/ พื้นที่รูปธรรม
๔) การพัฒนานโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด
๕) การเสริมสร้างความเข้มแข็งระดับเครือข่ายสวัสดิการ
๖) การพัฒนาระบบการติดตามประเมินผล
๗) การเชื่อมโยงภาคีการพัฒนาทุกระดับ
จังหวัดมหาสารคาม เป้าหมาย คือ อธิปไตยชุมชนท้องถิ่นที่กินได้ ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย
๑) หนุนเสริมเครือข่ายสร้างพื้นที่รูปธรรม
๒) สร้างความเป็นเจ้าของเมืองมหาสารคามและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง (สร้างจิตสำนึก)
๓) หาเพื่อน “การสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย”
๔) การสร้างความเข้มแข็งสภาฮักแพงเบิ่งแงงคนมหาสารคาม
จังหวัดร้อยเอ็ด เป้าหมาย คือ เมืองเกษตรพามีอยู่ดีมีแฮง ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย
๑) การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีพัฒนา
๒) การหนุนเสริมเครือข่ายสร้างพื้นที่รูปธรรม
๓) การสร้างจิตสำนึกการพึ่งพาตนเอง
๔) การสร้างความเข้มแข็งองค์กร (สภาสาเกต)
การแปลงยุทธศาสตร์เป็นภารกิจ
มีกระบวนการ คือ ๑) แตกกรอบยุทธศาสตร์ให้เห็นองค์ประกอบที่มาแต่ละประเด็น และ ๒) กำหนดภารกิจ เช่น ยุทธศาสตร์ว่าด้วยการเชื่อมโยงภาคีความร่วมมือ ประกอบด้วย
๑) หน่วยงานภาครัฐ ๒) ประชาสังคมทุกระดับ ๓) เครือข่ายองค์กร ๔) โครงสร้างกลไกการจัดการความสัมพันธ์
แยกเป็นภารกิจ ได้ดังนี้
๑. โครงการประสานความร่วมมือภาคี ๒. เวทีประชุมกลไกความร่วมมือ ๓. เวทีพัฒนายกระดับกลไก ๔. เวทีพัฒนาเครือข่าย/ กลุ่มองค์กร ๕. เวทีออกแบบกลไกและการจัดความสัมพันธ์แต่ละระดับ
นายพิชิต พิทักษ์ กล่าวเพิ่มเติบว่า การเคลื่อนของโลกาภิวัตน์กระทบกับเรา และนำมาสู่การเคลื่อนของภาคประชาสังคม หลังจากป่าแตกปี ๒๕๒๕ ขบวนการประชาชนฟื้นขึ้น ผลการเคลื่อนไหวเป็นการยอมรับอย่างแพร่หลายว่า ภาคประชาชนของอีสานเป็นเบอร์หนึ่งของไทย เราสามารถทำให้เกิดกลไก หน่วยงานเพื่อหนุนเสริมงานพัฒนาขึ้นมาได้ เช่นสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พอช. สสส. สปสช. สช. ไทยพีบีเอส และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย โดยสามารถยึดพื้นที่ได้หลายพื้นที่ทั้งนโยบาย กฎหมาย และสื่อ
อย่างไรก็ตาม เราถูก ม. ๔๔ เล่นงาน ทำให้กลไก หน่วยงานที่เป็นผลอยากการเรียกร้องของเราถูกบล็อกการทำงานปัจจุบันยังเหลืออยู่หน่วยเดียวที่เป็นเครื่องมือของภาคประชาชน คือ สภาองค์กรชุมชน ดังนั้นสภาฯ เป็นไพ่ใบสุดท้ายของขบวนภาคประชาชน
มานะ เหนือโท ศูนย์ข่าวทุ่งกุลา รายงาน








