พอช.ปรับแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองใหม่ โดยผนึกกำลังดึงเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคมาเป็นพี่เลี้ยงศูนย์ปฏิบัติการฯ ทั้ง 5 เขต นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบจัดเก็บข้อมูล ดึงผู้นำชุมชนและภาคีเครือข่ายสร้างระบบการทำงานร่วมในระดับเขตขึ้นมา เดินหน้าตามเป้าหมายต่อไป
วันนี้ (5 พฤษภาคม) ที่ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีการประชุมเพื่อปรับปรุงแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อ โดยมีนายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการสถาบันฯ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พอช. เข้าร่วมประชุมประมาณ 80 คน
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องแผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัย 20 ปีเพื่อให้ทุกคนมีบ้าน ซึ่งแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลองก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดย พอช.ได้รับมอบหมายให้จัดทำแผนงานขึ้นมามีเป้าหมายที่จะดำเนินการในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อรวมทั้งหมด 52 ชุมชน จำนวน 7,081 ครัวเรือน โดยในปี 2560 มีเป้าหมาย 33 ชุมชน จำนวน 3,672 ครัวเรือน ขณะนี้สร้างเสร็จไปแล้ว 738 ครัวเรือน
“เพื่อให้เดินไปสู่เป้าหมาย ทั้งในเรื่องของปริมาณและคุณภาพ เราจึงต้องผนึกกำลังกัน โดยดึงเอาเจ้าหน้าที่ ทั้งจากส่วนกลางและภูมิภาคมาร่วมกันทำงานเพื่อเป็นพี่เลี้ยงในแต่ละเขต และเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยนี้ต้องเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายภาคส่วน ดังนั้นจึงต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ” รักษาการ ผอ.พอช.กล่าว
ทั้งนี้ที่ผ่านมา การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองจะมีการแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการออกเป็น 5 เขต คือ เขตสายไหม, หลักสี่และดอนเมือง, บางเขน, จตุจักร, ห้วยขวางและวังทองหลาง โดยแต่ละเขตจะมีหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการฯ (ศปก.) 1 คน และมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งการปรับแผนการทำงานใหม่นี้จะมีเจ้าหน้าที่ พอช.ที่มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้ามาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้แก่ ศปก.ในแต่ละเขตๆ ละ 1 คน
นายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการสถาบันฯ กล่าวว่า โครงการสร้างเขื่อนและการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล ซึ่งในตอนนี้มีการปรับแผนการทำงาน จากเดิมที่สร้างบ้านก่อนแล้วจึงสร้างเขื่อน ปรับเป็นรื้อบ้านก่อน แล้วจึงสร้างเขื่อน สร้างบ้าน แต่เป้าหมายในการสร้างบ้านไม่ได้เปลี่ยน ต้องทำต่อไป และต้องทำให้ได้ ซึ่งหากทำได้ก็จะถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการพัฒนาที่อยู่อาศัย เป็นตัวอย่างทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ
“วันนี้เรื่องการจัดระเบียบและพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง ไม่ใช่เป็นภารกิจของ พอช.เท่านั้น แต่มีผลถึงสถานะของสถาบันฯ ด้วย และโครงการนี้เป็นโครงการพิเศษ ซึ่งจะต้องทุ่มเทเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน เพื่อให้ทันกับเป้าหมายที่วางเอาไว้ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เราได้เห็นปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ดังนั้นจึงต้องเอาบุคลากรที่มีประสบการณ์ มีความสามารถเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง และจัดระบบการทำงานใหม่ให้มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ ทำให้กระบวนการต่างๆ มีความรวดเร็วขึ้น โดยตัดขั้นตอนบางอย่างออกไป แต่ไม่ให้เสียหลักการ” นายสมพรกล่าว
ประธานกรรมการ พอช. กล่าวด้วยว่า เรื่องการจัดระบบข้อมูลถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ขอให้มีการพัฒนาข้อมูลในแต่ละชุมชนให้ครบถ้วน เช่น ข้อมูลสมาชิกในครัวเรือน ข้อมูลเด็ก เยาวชน คนพิการ ฯลฯ เพราะนอกจากจะสร้างบ้านแล้ว ต่อไปจะต้องมีการพัฒนาคุณภาพชีวิต ดังนั้นจึงต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชนต่อไป เช่น เรื่องอาชีพ รายได้ในครัวเรือน ฯลฯ นอกจากนี้ในแต่ละเขตควรจะจัดให้มีชุมชนตัวอย่าง เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาชุมชน เช่นที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ
นายอัมพร แก้วหนู ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง กล่าวเสริมว่า ระบบข้อมูลต้องถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อเหตุการณ์ เช่น ต้องมีข้อมูลความคืบหน้า การรื้อย้าย การก่อสร้าง การคืนพื้นที่ให้สร้างเขื่อน จำนวนบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว ฯลฯ รวมทั้งข้อมูลตัวเลขการเบิกจ่ายเงิน ซึ่งจะต้องมีการรายงานความคืบหน้าหรือ up date สถานการณ์ทุกสัปดาห์ และเอาข้อมูลเหล่านี้มาใส่ลงในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลออกมา ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้
“นอกจากนี้ควรจะต้องทำแผนที่ชุมชน เพื่อแสดงข้อมูลต่างๆ เช่น บ้านที่เข้าร่วม ไม่เข้าร่วม บ้านที่สร้างเสร็จแล้ว และจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดนี้ทั้งในรูปแบบของเอกสาร กระดาษ และข้อมูลดิจิตัล และที่สำคัญต้องคืนข้อมูลทั้งหมดนี้ให้แก่ชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนรู้ข้อมูลเท่ากับเจ้าหน้าที่ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้” นายอัมพรกล่าว
นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง กล่าวว่า การปรับแผนการทำงานใหม่จะมีการสร้างระบบการทำงานร่วมขึ้นมา โดยจะมีการจัดตั้งเครือข่ายผู้เดือดร้อนหรือเครือข่ายคลองระดับเขตขึ้นมาทั้ง 5 เขต (สายไหม, ดอนเมือง-หลักสี่, บางเขน, จตุจักร, ห้วยขวาง ฯลฯ) ซึ่งแต่ละเขตจะประกอบด้วยผู้นำในชุมชนต่างๆ รวมทั้งภาคีเครือข่าย เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานและปฏิบัติการร่วมกันในระดับชุมชนและเขต รวมทั้งเชื่อมโยงกับเครือข่ายคลองใหญ่ เพื่อผลักดันเชิงยุทธศาสตร์และนโยบาย นอกจากนี้ยังเชื่อมกับทีมคลอง ทีมเครือข่าย ทีมเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นกลไกวางยุทธศาสตร์อำนวยการและประสานงานทุกฝ่าย และนำไปสู่เวทีขับเคลื่อนนโยบายและสนับสนุนการทำงานหลายฝ่าย เช่น ตำรวจ ทหาร ผู้อำนวยการเขต สำนักการระบายน้ำ ชุมชน และ พอช.ต่อไป

งานสื่อสารองค์กร พอช. : รายงาน





