
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี โดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 ณ โรงแรมทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพมหานคร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ในการดำเนินโครงการตามแผนงานยุทธศาสตร์เพื่อเกิดการขับเคลื่อนได้จริง และมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้แทนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กรมธนารักษ์ สมาคมสถาปนิกสยาม เครือข่ายสถาบันการศึกษา คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ขบวนชุมชน และเจ้าหน้าที่ พอช. เข้าร่วม
นางสาวพรรณทิพย์ เพชรมาก รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องที่อยู่อาศัย โดย รมว.พม. ให้แผนพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นแผนงานของกระทรวง ซึ่งได้มอบหมายให้ พอช. และการเคหะแห่งชาติจัดทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี และ ครม.เห็นชอบหลักการเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2559 เป้าหมาย 2 ล้านครัวเรือน และปรับจากแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 20 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับแผน และการรับฟังความคิดเห็น จากนั้นนำแผนรวมมาเสนอ ครม. อีกครั้ง สำหรับ พอช. รับเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน เป็นผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัด ชุมชนมีรายได้น้อยประมาณ 7 แสนครัวเรือน และชุมชนชนบท ประมาณ 3 แสนครัวเรือน
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนกล่าวว่า การจัดสัมมนาในวันนี้ ผู้ที่เข้าร่วมถือว่ามีความสำคัญและมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ได้มาหารือร่วมกันเพื่อชี้ทิศทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประเทศไทยในระยะ 10 และ 20 ปีข้างหน้า นโยบายของรัฐบาลต้องการให้คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ต้องทำให้คนจนมีที่อยู่อาศัยอย่างมีศักดิ์ศรีและสอดคล้องกับวิถีชีวิตและการทำมาหากิน แต่ในความเป็นจริงไม่เกิดการแก้ปัญหาตามแนวทางนี้เท่าที่ควร ดังนั้นจึงต้องปรับขบวนการทำงานใหม่ในรูปแบบที่คนระดับล่างหรือผู้เดือดร้อนเป็นผู้จัดการเรื่องที่อยู่อาศัยของตนเอง
“ถ้าแผนการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคิดจากรัฐบาลโดยการเคหะฯ หากคนข้างล่างไม่จัดทัพไว้เขาจะรับไม่ทัน ควรเป็นขบวนจากท้องถิ่น ที่มีความคิด แผน กลไก การเงิน ซึ่งเป็นการเงินในมือประชาชนร่วมกับท้องถิ่น เพื่อให้มีความคล่องตัวในการแก้ปัญหาที่หลากหลายรูปแบบ อาจจะสร้างแบบเอกชน เมือง การเคหะแห่งชาติ หรือสร้างกันเอง หากเมืองมีเงิน กลไก มีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย คนในเมืองจัดกันเองได้ หรือให้การเคหะฯเข้าไปช่วยได้ และ ไม่ใช่ทำแต่เรื่องบ้านเรื่องเดียว แต่ทำบ้านต้องสร้างระบบชุมชน สังคมของผู้คน ถ้าหากทำที่ท้องถิ่น เมือง ต้องคิดเป็นชุด มีกลุ่ม มีชุมชน มีการทำมาหากิน มีการเชื่อมโยงระหว่างผู้คน วัฒนธรรม ศาสนา กลับมาคิดระบบพื้นฐานที่สมดุลของคน การอยู่อาศัย การสร้างชุมชน ไม่ใช่คิดแค่เรื่องการสร้างที่อยู่อาศัยโดดๆ อย่างเดียว และทำเรื่องสิ่งแวดล้อม ดูแลภัยพิบัติต่างๆ เอาความเข้มแข็งของการอยู่อาศัยกลับคืนมา โดยใช้เรื่องที่อยู่อาศัยเป็นกลไกสำคัญในการทำให้คนมารวมกัน สร้างศักดิ์ศรีและเป็นรากฐานในการเคลื่อนไปสู่เรื่องอื่นๆ สร้างการอยู่อาศัย สร้างระบบคนร่วมกัน” นางสาวสมสุขกล่าว
นายต่อพงศ์ จำจด รองผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายและแผน การเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญในเรื่องที่อยู่อาศัยค่อนข้างมาก โดยให้ พอช. ร่วมกับการเคหะแห่งชาติจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี และปัจจุบันได้มีการยกร่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 20 ปี เนื่องจากเป็น 2 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อยู่อาศัยโดยตรง โดยมีเป้าหมายให้ทุกครัวเรือนมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม มีสิ่งแวดล้อมที่ดีภายใน 20 ปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงแผน และการเคหะแห่งชาติจะจัดให้มีเวทีวิพากษ์แผนยุทธศาสตร์ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ก่อนที่จะนำเสนอ ครม. ในเดือนมิถุนายน ส่วนกระบวนการดำเนินการจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นสำคัญจากเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีปัญหาข้อติดขัดในเรื่องกฎหมาย กลไกการดำเนิน
“จากการทำงานร่วมกับท้องถิ่น มีศักยภาพในการดำเนินการ แต่ติดขัดเรื่องกฎหมาย กลไกในการดำเนินการ หากให้ พอช. การเคหะฯ ทำอย่างไรก็ไม่ครบ ต้องการให้หน่วยงานที่เข้าถึงโดยตรงมีส่วนร่วม ทำอย่างไรที่จะทำให้กฎหมายเอื้อ มีการตรวจสอบที่ชัดเจน” นายต่อพงศ์กล่าว
นางปรีดา คงแป้น ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไทย กล่าวว่า นโยบายที่อยู่อาศัยของรัฐบาลเป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคาม คือ มีทั้งการแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย แต่ขณะเดียวกันก็มีการไล่รื้อควบคู่กันไป การทำงานที่ผ่านมาเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ต้องผลักดันให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ การแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน กฎหมายที่ดิน และยังเสนอว่าในการแก้ปัญหาต้องทำทั้งเมือง โดยมียุทธวิธีในการกระจายคนทำงาน เช่น สถาบันการศึกษา ภาคประชารัฐ ประชาสังคม เขามามีส่วนร่วมในการดำเนินการแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดการแข่งขันการพัฒนาที่อยู่อาศัยคนจนเมืองที่แตกต่างหลากหลาย
นางนุชนารถ แท่นทอง ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า มีข้อกังวลว่า ยุทธศาสตร์กับจำนวนหน่วยที่วางไว้ เป็นดาบ 2 คม คนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง แต่มีข้อจำกัดเรื่องที่ดิน กฎหมายที่ไม่เอื้อให้โครงการต่างๆ เดินไปต่อได้ ทำให้การดำเนินโครงการบ้านมั่นคงไม่คืบหน้า
“การจัดทำโครงการบ้านมั่นคงไม่คืบหน้า ติดที่การแก้ปัญหาที่ดิน ระบบสาธารณูปโภค มีข้อติดขัดทั้งๆ ที่เป็นนโนบายรัฐ ที่ไม่สอดคล้องกันของหน่วยงานรัฐต่างๆ บางที่เทศบาลอยากทำแต่ติดที่กฎหมาย หลักการ งบประมาณอนุมัติแล้วเบิกไม่ได้ เพราะติดปัญหาเหล่านี้ เป็นเรื่องการจัดการที่ไม่ลงตัว ยุทธศาสตร์จะลงได้ต้องมีสิ่งเหล่านี้ที่ต้องแก้ไข ไม่งั้นเป็นยุทธศาสตร์ลอยๆ ไม่สามารถเดินต่อได้” นางนุชนารถกล่าว
นางอร่ามศรี จันทร์สุขศรี เครือข่ายสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชน คนจนเมืองแห่งชาติ กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาล ถือว่าเป็นโอกาสของคนจน ขอเสนอว่า ยุทธศาสตร์ควรอยู่ที่จังหวัด ควรมีกลไก และศูนย์ปฏิบัติการระดับท้องถิ่น และแก้กฎหมายให้หน่วยงานในท้องถิ่นให้เอื้ออำนวยการทำงานในพื้นที่
“วันนี้ข้อติดขัดของท้องถิ่น เช่น นครสวรรค์ พอช.เข้ามาส่งเสริมการทำบ้านมั่นคง แต่ท้องถิ่นนำงบมาสนับสนุน เช่น งบสาธารณูปโภคไม่ได้ เนื่องจากซ้ำซ้อน ควรมีการแก้กฎหมายให้สามารถสนับสนุนได้ รวมทั้งการสนับสนุนให้เกิดกระบวนการ หรือการดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น สำรวจข้อมูล การจัดทำแผนที่นอกเหนือจากที่อยู่อาศัย ทำให้คล่องตัวในการทำงาน ซึ่งจะทำให้ทำได้ปริมาณมาก” นางอร่ามศรีกล่าว
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ดิน จะต้องมีการเปิดข้อมูลของรัฐในแต่ละเมือง โดยเฉพาะที่ดินของรัฐที่มีหน่วยงานขอใช้แล้วไม่ได้มีการดำเนินการต้องมีการส่งคืน และนำมาใช้ในการแก้ปัญหาที่อยูอาศัยให้กับคนจนต่อไป เพื่อให้คนจนสามารถอยู่ในพื้นที่ได้
ว่าที่ร้อยตรี วิภาค ทองดี นายช่างสำรวจอาวุโส กรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์ได้ทำงานร่วมกับ พอช. ในการทำโครงการบ้านมั่นคงมาตั้งแต่ปี 2547 ที่ผ่านมามีการอนุญาตให้ใช้ที่ดินของกรมธนารักษ์ในการจัดทำโครงการบ้านมั่นหลายแห่ง ที่ดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว เช่น ชุมชนวังหลัง ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ กรุงเทพมหานคร สำหรับที่ดินธนารักษ์ส่วนใหญ่มีหน่วยงานขอใช้ประโยชน์แล้ว จึงไม่สามารถไปดำเนินการได้ นอกจากจะมีการส่งคืนพื้นที่
ดร.ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์ จากสมาคมสถาปนิกสยาม กล่าวว่า ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี ต้องมองไปในระยะยาวว่าใน 10 ปีข้างหน้าสังคม เมืองต่างๆ จะเป็นอย่างไร และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยอย่างไร ควรมีการเชื่อมโยงกับแผนของสภาพัฒน์แล้วสร้างที่อยู่อาศัยที่มีแตกต่างกันตามความต้องการของคนแต่ละกลุ่ม เช่น คนไร้บ้าน แรงงานต่างด้าว คนจนในชุมชนแออัดในเมือง สำหรับเรื่องที่ดินซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ขณะที่ที่ดินของรัฐมีอย่างจำกัดและเริ่มถูกภาคเอกชนนำไปใช้ประโยชน์เนื่องจากรัฐต้องการรายได้ ส่งผลให้การจัดหาที่ดินเพื่อแก้ปัญหาผู้มีรายได้น้อยในอนาคตเป็นเรื่องยาก
ดังนั้นจึงควรมีการจัดตั้งกองทุนที่อยู่อาศัยเพื่อใช้ในการจัดซื้อที่ดินมาจัดสรรให้ผู้มีรายได้น้อยเช่าในระยะยาว นอกจากนี้ควรมีการจัดกลไกระดับจังหวัด หรือกลไกระดับท้องถิ่น โดยกระจายบทบาทภารกิจ สร้างกลไกให้เกิดแรงจูงใจให้แต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเรื่องที่อยู่อาศัยทั้งหน่วยงานท้องถิ่น จังหวัด มาทำงานร่วมกัน
นางสาวนพพรรณ พรหมศรี จากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน กล่าวว่า คณะกรรมการที่อยู่อาศัยระดับชาติควรทำหน้าที่ในการบูรณาการหน่วยงานต่างๆ มาทำงานร่วมกัน ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น โดยบูรณาการหน่วยงานระดับชาติเพื่อคลี่คลายเปิดทางให้ระดับจังหวัดขับเคลื่อนงานต่อได้ ทั้งนี้จะต้องมีการจัดตั้งกลไกที่ไม่ใช่ระบบรวมศูนย์ และเปิดรับฟังความคิดเห็นและเชื่อมโยงความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
เรื่องการจัดตั้งกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัย ต้องสมดุลกับทิศทางของรัฐบาล เป็นกองทุนเปิดและยืดหยุ่นให้มากที่สุด ไม่มีกฎระเบียบที่ตายตัว เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มที่หลากหลาย
ในส่วนของคณะกรรมการที่อยู่อาศัยแห่งชาติ ควรมีกฎหมายรองรับเพื่อให้มีอำนาจในการเจรจากับหน่วยงานต่างๆ ภายใต้นโยบายที่อยู่อาศัยของรัฐบาล
สำหรับเรื่องที่ดินนั้น ที่ดินรัฐเหมาะสมที่สุดสำหรับคนจน ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไป แต่นโยบายไม่เปิดอย่างจริงจัง มีข้อจำกัดไม่สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาคนจนได้อย่างเต็มที่ หากเป็นมติ ครม. ให้นำที่ดินมาเป็นประโยชน์ในการอยู่อาศัยของคนจน หรือที่ดินที่ชุมชนอยู่อาศัยแล้ว มีนโยบายในการปรับปรุงชุมชน ให้สิทธิ์การอยู่อาศัยถูกต้อง ปรับปรุงการอยู่อาศัยให้ดี เป็นยกระดับเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องย้ายออกไปอยู่ที่อื่น แต่ต้องอาศัยนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาล
โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐมีเป็นจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วประเทศ เวลาทำโครงการมักซ้อนทับกับที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากินของชาวบ้าน แต่ไม่มีงบประมาณในการรับผิดชอบหรือแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัย ต่อไปจะต้องมีงบในการดูแลเรื่องที่ทำกินที่อยู่อาศัยรวมอยู่ด้วย
ดังนั้นจึงควรแก้ระเบียบของหน่วยงานท้องถิ่นให้ได้ทำงานได้เต็มที่ ควรมีการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบที่เป็นอุปสรรค
ดร.มณฑล จันทร์แจ่มใส รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กล่าวว่า การผลักดันเชิงนโยบาย ควรมีการผลักดันนโยบายผังเมืองที่กำหนดให้กลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงบริการภาครัฐได้ แผนพัฒนาที่อยู่อาศัย ควรระบุได้ว่า ทำเพื่อใคร หรือทำอย่างไร ในด้านกลไกควรมีลักษณะความร่วมมือ โดย พอช. เป็นเจ้าภาพหลัก มีแผนที่กำหนดให้ทุกภาคส่วนทำควบคู่กันไป และทำให้ครบทุกมิติ ทำพร้อมทุกภาคส่วน มีเจ้าภาพชัดเจน มีแผนที่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน มีกองทุนที่มั่นคง โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ลดความเหลื่อมล้ำและความยากจน โดยใช้เรื่องที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือ
โดยสรุป ในการสัมมนาดังกล่าวได้มีการเสนอแผนยุทธศาสร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี ใน 5 ประเด็น คือ 1) กรพัฒนาที่อยู่อาศัยทุกมิติทั้งเมือง 2) การกระจายการบริหารจัดการจากส่วนกลางไปยังรัฐท้องถิ่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัด 3) การจัดตั้งกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัย 4) ควรมีกลไกร่วมในการขับเคลื่อนทุกระดับ ทั้งระดับเมือง ระดับจังหวัด ภาค และชาติ ประกอบด้วยชุมชน ภาครัฐ ประชาสังคม และสถาบันการศึกษา 5) การแก้ไขกฎหมายที่ดิน และกฎหมาย กฎระเบียบของหน่วยงานรัฐ/ท้องถิ่นที่เอื้อต่อการดำเนินการสนการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาของคนจน
แนวทางสำคัญในการดำเนินงาน ดังนี้
1) สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาเมือง/ชุมชนเป็นหลักทุกมิติ
2) ควรมีคณะขับเคลื่อนที่หลากหลายภายใต้เป้าหมายร่วมกันของคนทั้งเมืองทุกภาคส่วน
3) เกิดการเชื่อมโยงแต่ละเมือง เพื่อให้เกิดพลังเชิงบวกมากขึ้น
4) การพัฒนาองค์ความรู้การจัดการเมืองทุกมิติร่วมกับสถาบันการศึกษา
แนวทางการขับเคลื่อนงานต่อ พอช. ประสานให้เกิดการจัดประชุม ในระดับต่างๆ ในช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2560 ดังนี้
1. จัดทำแผนการขับเคลื่อนในทุกจังหวัด โดยเชิญคนทั้งจังหวัดมาร่วม
2. จัดทำแผนการขับเคลื่อนในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น ชนเผ่า คนไร้สัญชาติ เพื่อให้เข้าถึงทรัพยากรด้านต่างๆ
3. จัดเวทีร่วมกับสถาบันการศึกษาที่จะเข้ามาร่วมพัฒาที่อยู่อาศัย 10 ปีข้างหน้า
4. จัดเวทีเชิงประเด็น เช่น ที่ดิน เชิญหน่วยงานมาพูดคุยและหาทางแก้ปัญหาร่วมกันใน 10 ปี และ 20 ปีข้างหน้า


เรวดี อุลิต เจ้าหน้าที่บริหารงานข้อมูลสำนักงานบ้านมั่นคง : รายงาน





