ตรัง/พอช.ภาคใต้ถอดบทเรียนกองทุนรักษาดินรักษาบ้าน พบปัญหาสมาชิกส่งเงินเข้าร่วมสมทบเข้ากองทุนน้อย โดยมีสมาชิกกองทุนรวม 2,903 ครัวเรือน จากจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงในภาคใต้ทั้งหมด 20,970 ครัวเรือน หรือมีสมาชิกเพียง 12 % เนื่องจากสมาชิกไม่เห็นความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับจากกองทุนจึงไม่เข้าร่วม ที่ประชุมเสนอแนวทางแก้ไขตั้งแต่ระดับชุมชนถึงระดับชาติ เช่น ฟื้นฟูกลุ่มออมทรัพย์ ขยายฐานสมาชิกให้เต็มที่ สร้างความรับรู้และเข้าใจแก่สมาชิก ฯลฯ
เมื่อวันที่ 7 – 8 พฤษภาคม 2560 ที่โรงแรมตรัง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. สำนักงานภาคใต้ จัดสัมมนากองทุนสวัสดิการเพื่อความมั่นคงในเรื่องที่อยู่อาศัยภาคใต้ เพื่อสรุปสถานการณ์ ผลการขับเคลื่อนที่ผ่านมา และสร้างความเข้าใจเรื่องกองทุนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมทั้งวางทิศทางการทำงานร่วมกันในอนาคต โดยมีเครือข่ายขบวนชุมชนในโครงการบ้านมั่นคงจาก 14 จังหวัดในภาคใต้ และตัวแทนเครือข่ายจากภาคอีสาน ภาคตะวันตก และเจ้าหน้าที่ พอช.รวมกว่า 100 คนเข้าร่วมการสัมมนา
นางสาวพิสมัย ชัยหน้า คณะทำงานยุทธศาสตร์บ้านมั่นคงภาคใต้ กล่าวถึงภาพรวมของสถานการณ์กองทุนว่า ภาคใต้มี 14 จังหวัดเป็นสมาชิกกองทุนรักษาดินและบ้าน 10 จังหวัด จำนวน 17 เมือง จากจำนวนเมืองทั้งหมด 34 เมือง คิดเป็นร้อยละ 31 สมาชิกกองทุนรวม 2,903 ครัวเรือน จากจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงในภาคใต้ทั้งหมด 20,970 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 12

นางทิพวรรณ หัวหิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาคใต้ (ปฏิบัติการที่อยู่อาศัย) กล่าวว่า สาเหตุที่สมาชิกโครงการบ้านมั่นคงร่วมสมทบกองทุนรักษาดินรักษาบ้านน้อย เนื่องจากที่ผ่านมาการอนุมัติโครงการไม่ได้มีลักษณะเป็นเมืองเท่าที่ควร และสมาชิกยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่จะได้รับจากกองทุน
“มีเมืองที่ดำเนินการในลักษณะที่มีหลายชุมชนมาเชื่อมโยงกัน มีหน่วยงานภาคสนับสนุนมีน้อยมาก การดำเนินการกองทุนเมืองอย่างเข้มข้นเพียง 3 – 4 เมือง โดยเมืองที่เริ่มดำเนินการและเป็นที่รู้จักในช่วงแรกๆ คือ กองทุนเมืองสงขลา แต่อย่างไรก็ตามพบว่าในช่วงหลังมานี้เมืองสงขลาเริ่มอ่อนลง กลายเป็นเรื่องของคนที่ทำเฉพาะโครงการ คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการไม่ได้เข้ามาร่วมในกระบวนเมือง นอกจากนี้ ยังมีเสียงบ่นจากสมาชิกว่
าออมคนละ 200 บาท/ปี ส่งไปทำไม ไม่เห็นได้อะไร ทำให้ไม่ส่งเงินออมในปีที่ 2 ประกอบกับที่ผ่านมาการจัดการกองทุนเมืองของภาคใต้ไม่ได้มีการบูรณาการร่วมกัน และมีการออมเงินน้อยลง ส่วนหนึ่งเพราะสมาชิกไม่เห็นความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับจากกองทุนจึงไม่เข้าร่วม เมืองที่มีความเคลื่อนไหวเรื่องกองทุนมีเพียง 2 เมือง คือ เมืองสุราษฎร์และเมืองสงขลาที่มีกระบวนการอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่เหลือไม่มีการขยับเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการระดับล่าง เช่น จะจ่ายเงินให้กับใคร เก็บเงินไว้ที่ไหน ผู้รับผลประโยชน์เป็นใคร เบิกจ่ายที่ใคร มีปัญหาจะจัดการอย่างไร เป็นต้น” ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาคใต้ (ปฏิบัติการที่อยู่อาศัย) กล่าว
สอดคล้องกับการสรุปบทเรียนการทำงานที่ผ่านมาของขบวนชุมชนในภาพรวม พบว่า โครงการบ้านมั่นคงหลายโครงการได้มีการเก็บออมเงินแต่ไม่ได้ส่งสมทบที่กองทุนกลาง และมีบางส่วนที่ไม่ได้ให้ความสนใจกองทุนนี้ เนื่องจากการได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนไม่ชัดเจน จึงทำให้ไม่เชื่อมั่นและไม่เข้าใจในเรื่องของการเข้าร่วมเป็นสมาชิก การสมทบ ระบบ เกณฑ์กติกาการช่วยเหลือ รวมทั้งผลประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับ เนื่องจากแกนนำหรือคนที่ส่งเสริมเรื่องกองทุนยังไม่มีความเข้าใจอย่างชัดเจน ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการเปลี่ยนคนทำงานแล้วไม่มีการถ่ายทอดให้กับคนรุ่นใหม่ และแกนนำไม่ให้ความสนใจในการศึกษาข้อมูลจากคู่มือ
นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ เช่น คนทำงานน้อยและไม่เข้าใจเรื่องกองทุนดีพอ เจ้าหน้าที่และแกนนำลงส่งเสริมทำความเข้าใจในพื้นที่น้อย การสมัครเป็นสมาชิกกองทุนต้องใช้เอกสารมากและการจัดทำเอกสารมีความยุ่งยาก หลักเกณฑ์ กระบวนการดี แต่มีการนำมาปฏิบัติไม่ดีไม่ถูกทาง มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือของกองทุน เป็นต้น
สำหรับชุมชนที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้วได้มีความเห็นเกี่ยวกับข้อติดขัดของกองทุน เช่น สมาชิกไม่มีความเข้าใจในการจัดทำเอกสาร ส่งผลให้การพิจารณาและให้ความช่วยเหลือล่าช้า สมาชิกส่งสมทบเงินไม่ต่อเนื่อง ไม่มีการนำเสนอข้อมูลกองทุนให้สมาชิกระดับชุมชน เมือง รับทราบ เกณฑ์การช่วยเหลือไม่เท่ากันระหว่างสมาชิกที่ใช้กับไม่ใช้สินเชื่อจากบ้าน/ที่ พอช. เอกสารไม่สมบูรณ์และมีการจัดเก็บเอกสารไม่เป็นระบบ
ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาหรือจุดอ่อนของกองทุนดังกล่าว ผู้เข้าร่วมได้เสนอแนวทางการขับเคลื่อนงานพัฒนากองทุน โดยกองทุนในระดับชุมชนต้องมีการจัดเก็บเอกสารหลักฐานไว้ในชุมชนให้ครบถ้วน สร้างความเข้าใจแกนนำและสมาชิกเพื่อให้รับรู้ข้อมูลเท่าเทียมกันและเป็นปัจจุบัน ด้านกลไกให้มีโครงสร้างระดับชุมชนที่ชัดเจน ส่วนการบริหารกองทุนต้องมีการทำความเข้าใจกับแกนนำและสมาชิก จัดระบบการบริหารให้ชัดเจน มีการติดตามงานอย่างต่อเนื่อง ฟื้นฟูกลุ่มออมทรัพย์ และขยายฐานสมาชิกให้ครอบคลุม 100 เปอร์เซ็นต์ และควรมีการทบทวนหลักเกณฑ์กติกาการช่วยเหลือ และทำความเข้าใจกับสมาชิกในเรื่องดังกล่าว
ส่วนกองทุนระดับเมือง ให้มีการจัดเก็บเอกสารหลักฐานของสมาชิกไว้ที่เมือง ด้านกลไกคณะทำงานเมืองต้องมีตัวแทนมาจากทุกชุมชน มีการเชื่อมโยงหน่วยงานภาคีภายในเมือง และมีการติดตามหนุนเสริมในระดับชุมชน ด้านการบริหารจัดการกองทุนให้มีการพิจารณาช่วยเหลือในระดับเมืองเพื่อให้เกิดการช่วยเหลือสมาชิกได้ทันที กรณีเงินสมทบ 200 บาทให้เก็บไว้ที่กองทุนระดับเมือง 70 เปอร์เซ็นต์ และสมทบที่กองทุนระดับชาติ 30 เปอร์เซ็นต์ ด้านกติกากองทุน ให้มีการทบทวนกติกา สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือให้เป็นทิศทางเดียวกัน และมีการประชุมติดตามสถานการณ์กองทุนในเมืองทุกเดือน
สำหรับกองทุนระดับชาติ ควรมีการประชาสัมพันธ์ จัดทำเอกสารข้อมูลแจกจ่ายให้กับชุมชนและเมือง คณะทำงานระดับชาติต้องผ่านการคัดเลือกจากในระดับภาค ให้มีการกระจายการบริหารจัดการมาที่ภาค จังหวัด และเมือง และจัดทำคู่มือกองทุนที่ระบุกติกา หลักเกณฑ์ชัดเจนและเข้าใจง่าย
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ขบวนชุมชนภาคใต้เริ่มดำเนินการกองทุนรักษาดินรักษาบ้านในปี 2551 ถึงปัจจุบันได้ส่งเงินออมเข้ากองทุนระดับชาติ จำนวน 1,203,705 บาท และมีเงินอีกจำนวนครึ่งหนึ่งกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ 17 เมือง โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภาคใต้เสนอขอรับงบตามเกณฑ์จากส่วนกลาง และได้รับอนุมัติให้มีการจ่ายเงินกองทุนให้กับผู้ได้รับความเสียหาย จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ กรณีเสียชีวิต จำนวน 12 ราย จำนวนเงิน 764,272 บาท กรณีภัยพิบัติ จำนวน 265 ครัวเรือน จำนวนเงิน 643,343 บาท ทุพลภาพ จำนวน 2 ราย จำนวนเงิน 24,077 บาท รวมวงเงินที่ได้รับ 1,431,622 บาท
ทั้งนี้ กองทุนรักษาดินรักษาบ้าน หรือกองทุนสวัสดิการเพื่อความมั่นคงของชุมชนในเรื่องการอยู่อาศัย ได้เริ่มขึ้นในปี 2553 โดยมีหลักคิดมาจากการสร้างกองทุนระดับชุมชน สู่ระดับเมืองและกองทุนในระดับชาติ ให้ครอบคลุมปัญหาการสูญเสียที่อยู่อาศัย อันเนื่องมาจากการมีหนี้เสีย ประสบภัยพิบัติ ไฟไหม้ ไล่รื้อ ปัญหาการเจ็บป่วย การดูแลผู้นำที่ต้องประสบปัญหาอันเนื่องมาจากการทำงานเสียสละช่วยเหลือชุมชน โดยรูปแบบการจัดวัสดิการที่ชุมชนดำเนินการเอง หรือเป็นส่วนที่เชื่อมต่อกับระบบสวัสดิการของรัฐ โดยจัดระบบการจัดการกองทุนให้มีการตั้งกติกากลาง เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติถึงระดับเมือง และกระจายบทบาทการบริหารจัดการให้ถึงระดับพื้นที่ให้มากที่สุด
กองทุนดังกล่าวจัดตั้งขึ้นมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงของชุมชน ทั้งต่อผู้นำ สมาชิก และความเสี่ยงต่อที่อยู่อาศัยของชุมชน การป้องกันปัญหาขาดการชำระคืนสินเชื่อชุมชน อันนำมาสู่ความยั่งยืนในการอยู่ร่วมกันของชุมชน อีกทั้งยังเป็นการสร้างระบบหลักประกันและระบบคุ้มครองทางสังคมของชุมชนซึ่งเป็นการดูแล รับประโยชน์และรับผิดชอบร่วมกันระหว่างสมาชิกและเครือข่ายชุมชน รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมให้ชุมชนมีระบบสวัสดิการของตนเองที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

เรวดี อุลิต เจ้าหน้าที่บริหารงานข้อมูล สำนักงานบ้านมั่นคง รายงาน





