
นายสุพัฒน์ จันทนา ผู้อำนวยการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พอช. กล่าวในงานสัมมนา “ปัญหาการพัฒนาชุมชน : ชุมชนท้องถิ่นใต้ขอบฟ้าอุษาคเนย์ ครั้งที่ 5” หัวข้อ “สวัสดิการสังคมสู่สังคมสวัสดิการและกระบวนการจัดการความเสี่ยงของกองทุนสวัสดิการชุมชนอีสาน” 8 พฤษภาคม 2560 ที่จัดโดย สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เครือข่ายนักวิจัยท้องถิ่นอุดรธานี สกว. เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน Focus on the Global South สถาบันชุมชนลุ่มน้ำโขง ศูนย์ศึกษาและฟื้นฟูวัฒนธรรมชุมชนเทือกเขาเพชรบูรณ์ คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน และทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
โดยกล่าวว่า สังคมสวัสดิการ คือระบบการจัดสวัสดิการต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคี เอกชน และภาคชุมชน ซึ่งในส่วนของการจัดสวัสดิการชุมชน และสวัสดิการสังคมเป็นพี่น้องกับทาง พมจ. ซึ่งอยู่ในกำกับของ รมว.พม.เช่นเดียวกัน สำหรับ พอช.นั้นมุ่งส่งเสริมสนับสนุนสร้างความเข้มแข็ง สร้างการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น ให้มีความสามารถพึ่งตนเอง มีส่วนร่วมในการกำหนดการพัฒนาชุมขนท้องถิ่น
การสร้างชุมชนเข้มแข็งนั้น พอช.ใช้มิติพื้นที่เป็นตัวตั้ง ตั้งระบบจากฐานของชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ทิศใหญ่ของสวัสดิการชุมชนทำในพื้นที่ตำบล ใช้การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ในการสร้างระบบ ที่ตอบโจทย์การสร้างคุณภาพชีวิต ความเข้มแข็งของชุมชน ส่วนสวัสดิการสังคม เป็นระบบสวัสดิการที่หน่วยงานจัดให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ แต่สวัสดิการชุมชนเป็นการจัดการโดยชุมชนซึ่งต่างกันในมิตินี้
สวัสดิการชุมชนนั้น เป็นกองทุนที่ไปฟื้นระบบความสัมพันธ์ การช่วยเหลือเกื้อกลูกัน ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ทางสังคมที่พี่น้องช่วยกันสร้างขึ้นมา โดยมีหลักคิด 3 เรื่องคือ 1) หลักประกันความมั่นคงของชุมชนโดยชุมชน ที่ออมเอง บริหารจัดการเอง และจัดระบบสวัสดิการเอง ไม่ต้องไปรอหน่วยงานภายนอก ซึ่งถ้าทั้ง 2 ระบบผนวกกันจะเข้มแข็งมากขึ้น โดยเป็นทิศทางใหญ่ที่ชุมชนจะร่วมสร้างไปสู่หมู่บ้านตำบลที่เข้มแข็ง 2) เป็นการช่วยเหลือเกื้อกลูกัน ฟื้นความเอื้ออาทร การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นทุนที่สำคัญของสังคม เป็นเกราะที่หนุนการสร้างชุมชนเข้มแข็ง และ 3) เป็นกองทุนที่ “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี” ให้เพื่อการช่วยคนในชุมชน รับอย่างมีการบริหารจัดการของชุมชนเอง
ปัจจุบันมีกองทุนสวัสดิการชุมชน 8,000 กว่ากองทุนทั่วประเทศ สมาชิกมากกว่า 10 ล้านคน เงินทุนหมุนเวียน 1 หมื่นกว่าล้านบาท เฉพาะที่ภาคอีสานมีกองทุนสวัสดิการชุมชน 2,300 กว่าตำบล ใน 20 จังหวัด เกือบจะ 90 % ของทั้งภาคอีสาน เป็นสิ่งที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดสวัสดิการด้วยตนเอง แต่ระดับความเข้มแข็งนั้นแตกต่างกัน เป็นเรื่องที่น่ายินดี
อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการภาคตะวันออกเฉียงเหนือกล่าวต่อว่า ความเป็นนวัตกรรมใหม่ทางสังคมในมิติ 1) เป็นการเริ่มต้นจากชุมชน โยงสู่นโยบายรัฐ จากการออมวันละบาท สู่การจัดตั้งกองทุนตนเอง และผลักดันสู่แผนงานของรัฐบาล ที่ตั้งแผนสมทบเงินอุดหนุน เริ่มจากชุมชนไปสู่การกำหนดนโยบายของรัฐ เป็นสวัสดิการ 3 ขา ชุมชน รัฐ และท้องถิ่นที่ร่วมกันสมทบ
ในเรื่องระบบของชุมชนนั้น ชุมชนเป็นเจ้าของกองทุนสวัสดิการ รวมตัวกันจัดตั้ง มีความเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง และการสนับสนุนจากรัฐที่ไปสร้างความเชื่อมั่นให้กับสวัสดิการชุมชน และเป็นสวัสดิการชุมชนที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่เกิดแก่เจ็บตาย และมีด้านอื่นๆ อีกมาก เช่นมีการโยงไปสู่การพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ ยามเมื่อเกิดภัยพพิบัติ กองทุนสวัสดิการสามารถเป็นม้าเร็วช่วยเหลือในเบื้องต้นอย่างทันท่วงที หรือหลายแห่งไปสู่การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยอีกด้วย
สถานะของกองทุนสวัสดิการชุมชน นับเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ตำบล สถานะเอื้อต่อการสร้างความเข้มแข็งของตำบล เป็นตัวโยงกองทุนต่างๆ ในตำบล หากมีการบูรณาการกันจะทำให้เม็ดเงินที่มาก ใครจะเป็นคนที่โยงทุนในตำบล โยงสมาชิก มาทำงานร่วมกัน โยงกับหน่วยงานในพื้นที่ตำบล สถานะของกองทุนเอื้อมาต่อการโยงกัน สร้างความเป็นเครือข่ายในระดับตำบล หลายตำบลยกระดับเป็นนโยบายสาธารณะของตำบล นี่เป็นหลักคิด ที่เป็นฐานสร้างความเข้มแข็ง มีสถานะที่จะเอื้อต่อการเชื่อมโยงการพัฒนาในตำบลได้เป็นอย่างดี ผู้อำนวยการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พอช. กล่าวในตอนท้าย








