playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

S 29245459

บุรีรัมย์/ 15 พฤษภาคม 2560 คณะกรรมการขับเคลื่อนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดเวทีสัมมนากองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลจังหวัดบุรีรัมย์ ณ หอประชุมโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม โดยมีคณะกรรมการบริหารกองทุน ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้แทนกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ หน่วยงาน เครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์ เข้าร่วมประมาณ 400 คน ซึ่งได้รับเกียรติจากรองผู้ว่าราชการจังหวัด บุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธี

S 29245456นายวุฒิพงษ์ เหลืองอุดมชัย รองประธานคณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานสัมมนาครั้งนี้ว่า เพื่อเป็นทบทวนการบริหารกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในจังหวัดบุรีรัมย์ สร้างความเข้าใจในการดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการไปในทิศทางเดียวกัน ให้เกิดความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล และให้ได้แนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาศักยภาพของกองทุนสวัสดิการให้มีความยั่งยืน

S 29245455นายปริญญา โพธิสัตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวให้ข้อเสนอแนะต่อการสัมมนาว่า การสัมมนาครั้งนี้ ควรมีใครมาร่วมบ้าง เรามีปัญหาอะไรต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด กองทุนสวัสดิการชุมชนเปรียบเสมือน ไมโครแบ๊งค์ เหมือนกองทุนหมู่บ้าน แต่ก็มีปัญหาที่เกิดเอ็นพีแอล ทางผู้จัดงานควรจะชวนคนที่อยู่ในธนาคารมาร่วม มาแนะนำชาวบ้าน เราเป็นคณะกรรมการกองทุนควรจะรู้ว่าการบริหารการเงินควรอย่างไร การบริหารจัดการ กติกา การให้เงินสวัสดิการเป็นไปตามกติกาหรือไม่ บริหารเงินอย่างไร ทำบัญชีอย่างไร

เมื่อเกิดเรื่อง เก็บเงินไม่ได้ งานนี้คนโกงไม่มาฟัง และควรเชิญอัยการมา เชิญมาให้คำแนะนำ สิ่งที่เกิดขึ้นเกินความเสี่ยงแล้ว ในกรณีที่ถูกโกงใครเป็นผู้เสียหาย ใครจะแจ้งความดำเนินคดี เงินสมาชิก เงิน อปท. เงินรัฐบาล ใครจะแจ้งความดำเนินคดีคนที่หอบเงินไป ส่วนคนที่กู้เงินแล้วไม่ใช้จะทำอย่างไร เมื่อกองทุนฯ ไม่เป็นนิติบุคคล แล้วใครจะเป็นผู้ฟ้องร้อง ครั้งหน้ามาคุยกันว่ามีปัญหาอย่างไร เชิญ ปปช. สตง. เชิญธนาคาร เชิญอัยการมา

รองผู้ว่าฯ กล่าวต่อว่า ในเรื่องความเสี่ยง มี 4 เรื่อง คือ เงิน เครื่องมือ คน และวิธีจัดการ ใน 4 ส่วนนี้ เงินเสี่ยงไหม ไม่เสี่ยง การจัดการเสี่ยงหรือไม่ ที่เสี่ยงก็คือเรื่องคน คนบริหารจัดการถ้าคนดีไม่เสี่ยง เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะโกง ปัจจัยเสี่ยงที่สุดคือ คน 1) คือพวกท่านที่บริหารกองทุน เสี่ยงว่าจะโกง 2) คนที่มากู้กองทุน กู้ไปแล้วไม่ใช้ ไม่มีอะไรเสี่ยงเท่ากับคน เอาอัยการ มาถาม เราจะป้องกันอย่างไร คณะกรรมการมาประชุมบ่อยไหม มีนักการเมืองอยู่ในกองทุนฯเป็นเรื่องที่เสี่ยง แล้วจะแก้อย่างไร

แบบนี้ต้องดำเนินคดี ต้องแก้ปัญหาแล้ว ใครสักคนเอาเงินไป ใครจะเป็นคนแจ้งความดำเนินคดี ต้องมีการมอบอำนาจจากทั้ง 3 ฝ่าย 2 หลวง 1 ราษฎร เมื่อเกิดความเสียหายทำไมไม่มีใครแจ้งความ เมื่อเสียหายใครรับผิดชอบ นั่นคือกรรมการต้องรับผิดชอบ เงินหลวงก็หาย เงินสมาชิกก็หาย ต้องกลับมาสู่เป้าหมายที่จะพัฒนากองทุนสวัสดิการแต่ละตำบล จะตรวจสอบอย่างไร ใครจะควบคุม พมจ.เข้าไปได้หรือไม่ ใครจะเป็นคนตรวจสอบ เมื่อสุดท้ายเสียหายขึ้นมา

สวัสดิการชุมชนเพื่อเกิดแก่เจ็บตาย นอกจากนี้ยังมีการช่วยเหลือเรื่องอื่นๆ ภัยพิบัติอย่างไรหรือไม่ ใช้ประโยชน์จากกองทุนให้เกิดประโยชน์ ที่ยังไม่ตั้งอีกหลายพื้น ที่ยังไม่ให้ความร่วมมือ ขาหนึ่งท้องถิ่นยังไม่พร้อมที่จะจัดตั้ง เงินทองไม่เข้าใครออกใคร เวลาผ่านไปทำให้คนไม่ดีกลายเป็นคนดี เราขาดระบบตรวจสอบหรือไม่ นำปัญหามาตั้ง ดึงคนมีความรู้ในการบริหารจัดการมาให้ข้อมูล เพื่อได้รู้หลักในการบริหารจัดการ หากผิดโดยตั้งใจก็เอากฏหมายมาว่ากัน หาความรู้ หาแนวทางไปแก้ไขเพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เพื่อสวัสดิการของชุมชนเกิดประโยชน์สูงสุด รองผู้ว่าฯ กล่าว

S 29245450นายเจน อมรพงษ์พันธุ์ หัวหน้ากลุ่มจังหวัด สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (พอช.) ให้ข้อมูลจากผลจากการสอบทาน พบว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนที่จังหวัดบุรีรัมย์ จากทั้งหมด 201 กองทุนฯ เงินกองทุนรวมประมาณ 210 ล้านบาท มีความเสี่ยง 79 กองทุนฯ สาเหตุเกิดจากปัญหาในทางระบบการบริหารกองทุนฯ รวม 28 กองทุนฯ ปัญหาทางระบบการจัดการรวม 38 กองทุนฯ และเป็นปัญหาจากการตั้งรวม 13 กองทุนฯ ในตอนเริ่มต้น ถ้าหากยังปล่อยไว้จะเสี่ยงต่อการล้ม 26 กองทุน และมีการฉ้อโกงแบบโจ่งแจ้ง 20 กองทุน ความเสียหายประมาณ 5 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการทางกฏหมาย มี 76 กองทุนฯ ที่ขับเคลื่อนได้

ส่วนสาเหตุสำคัญในภาพรวมเกิดจาก ไม่เข้าใจแนวคิด หลักการสำคัญของกองทุนสวัสดิการชุมชน คณะกรรมการไม่เข้าใจไม่มีความรู้ ทักษะในการบริหารงานกองทุนฯ ขาดการมีส่วนร่วมในการจัดตั้งกองทุนฯ  ไม่มีระเบียบ กติกาของตนเอง หลายแห่งคัดลอกจากกองทุนอื่น ไม่มีการประชุมต่อเนื่อง ขาดความรู้ทางการจัดการ งานการเงิน การบัญชีที่เป็นระบบ และขาดการวิเคราะห์ความเสี่ยงของกองทุนสวัสดิการอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม หัวหน้ากลุ่มจังหวัด ได้เสนอแนวทางการพัฒนาในเบื้องต้นว่ากองทุนฯ ควรดำเนินการ 1) จัดประชุมสร้างความเข้าใจกองทุนสวัสดิการชุมชน 2) ทบทวนกระบวนการทำงานใหม่ คณะกรรมการ, การบริหาร, การจัดการ และระเบียบ กติกา และ 3) เสริมทักษะความรู้เรื่องการบริหารจัดการ การเงิน และการบัญชี

S 29245449

ต่อจากนั้นมีการเสวนาในหัวข้อ “การวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อความยั่งยืนของกองทุนสวัสดิการชุมชน” เพื่อให้ความรู้ และให้คำแนะนำจากการแลกเปลี่ยนจากวิทยากร ซึ่งดำเนินการโดย นายวิเชียร พลสยม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานปฏิบัติการภาคอีสาน

นายวิรัตน์ สุขกุล คณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชาติ กล่าวถึงเป้าหมาย แนวคิด ระบบสวัสดิการชุมชน โดยระบุว่า สวัสดิการ นั้นแบ่งออกเป็น 3 แบบคือ รัฐสวัสดิการ สวัสดิการสังคม และสวัสดิการชุมชน ซึ่งมีความหมายนัยยะต่างกัน 1) รัฐสวัสดิการคือการที่รัฐจัดให้ เช่นการรักษาพยาบาล การศึกษา ซึ่งใช้เงินจากภาษีที่จัดเก็บ 2) สวัสดิการสังคม เป็นกฏหมายที่บังคับให้หน่วยงานรัฐ ต้องจัดสวัสดิการกับสมาชิก ลูกจ้าง ขององค์กร เงินมาจาก 3 ที่ รัฐสมทบ หน่วยงานสมทบ สมาชิกหรือพนักงานสมทบ ตั้งเป็นกองทุนเพื่อดูแลสมาชิก และ 3) สวัสดิการชุมชนเกิดมาจากการศึกษาจากทั้ง 2 กรณีแรก ชาวบ้านจึงเริ่มคิดถึงการดูแลกัน บางแห่งเป็นกองบุญสวัสดิการชุมชน กองทุนสัจจะสวัสดิการชุมชน หลักคิดสำคัญ คือ 2 อย่างแรกไม่ครอบคลุมประชาชน ชุมชนเราจะจัดการเรื่องนี้ได้หรือไม่ ทำอย่างไรการฟื้นฟูการดูแลกันตั้งแต่เกิดถึงตายจึงฟื้นคืนมา ในอดีตในระบบปกติของชุมชนเมื่อมีคนเกิดก็มีพี่น้องไปผูกแขนเยี่ยมยาม เวลาเจ็บไข้ก็ไปดูแลกัน เมื่อยามตายก็ถือข้าวของไปช่วยงานกัน เป็นพื้นฐานของคนอีสาน ดังนั้นการทำกองทุนสวัสดิการชุมชน เป็นการไปฟื้นระบบการดูแลกันไม่ใช่เรื่องใหม่

นายวิรัตน์ กล่าวต่อว่า แต่ที่เป็นเรื่องใหม่คือ เรื่องเงิน การฟื้นระบบช่วยเหลือที่เอาเงินมาเป็นเครื่องมือ ออมวันละบาท เมื่อรวมกันหลายคนก็เป็นกองทุนใหญ่ ทำให้พี่น้องต้องคิดมากขึ้น ซึ่งบางที่เป็นระเบียบเดียวกันจึงเป็นไปไม่ได้ หลายมิติหลายเรื่องหลายราว เรื่องสวัสดิการชุมชนเป็นการฟื้นฟูการช่วยเหลือเกื้อกลูกันโดยคนในชุมชน ที่ตั้งกติกามาดูแลกันตามแต่ละแต่ละชุมชนต้องการ คนที่คิดดีหวังดีต่อพี่น้อง เชิญหน่วยงาน อบต. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หาทางจัดการที่โปร่งใส ช่วยกันคิดช่วยกันดูกันตามวัตถุประสงค์ที่แต่ละตำบลตั้งไว้

อย่างที่ อำนาจเจริญ มีการตรวจสอบเป็นระยะ มีปัญหาเรื่องอื่นก็เอามาคุยกัน และสามารถนำไปสู่การทำงานด้านอื่นๆ ในส่วนระดับจังหวัด ระบบการทำงานร่วมราษฎรรัฐ และมีคณะกรรมการในระดับจังหวัดที่มีตัวแทนชาวบ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ข้อเสนอแนะ ออกแบบพัฒนาให้ไปสู่เป้าหมาย และมีทีมติดตามที่มี พมจ.เป็นหลัก ที่ลงไปเยี่ยมยามถามข่าว และในระดับชาติมีคณะกรรมการในระดับชาติ ที่แต่ละจังหวัดไปพูดคุยเชื่อมโยงกับนโยบาย

นายเศรษฐวัฒน์ เจนไธสง ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหายโศก อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนฯ ของที่นี่ เริ่มขึ้นเมื่อปี 2550 เริ่มจากการประชุม ประชาคม ระหว่างพี่น้องประชาชนกับผู้นำชุมชนที่เห็นพ้องกันจนสามารถจัดตั้งกองทุนได้ เริ่มต้นจากสมาชิก 400 กว่าคน มีทุน 3 หมื่นกว่าบาท ใช้การบริหารโดยยึดหลักความสุจริต ตั้งคณะกรรมการจากผู้นำในชุมชนที่ชาวบ้านยอมรับ มีความเสียสละ เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน เรามีสโลแกนว่า “ออมใจ ออมบุญ กองทุนทวี อยู่ดีมีแฮง ฮักแพง ลื่งแก่น” ปัจจุบันมีสมาชิก 2,300 กว่าคน มีทุนหมุนเวียน 4.3 ล้านบาท จัดสวัสดิการให้ครอบคลุม มีสมาชิกทุกช่วงวัย

จุดแข็งสำคัญ คือ คณะกรรมการ และสมาชิก ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่งเงินออมเป็นประจำทุกเดือน ทำตามข้อบังคับ ไม่ปล่อยเงินกู้ รับบริจาคหาเงินเพิ่ม อบต.สนับสนุนปีละ 50,000 บาท รัฐบาลสมบทรายหัว และมีการหาเองเพิ่มอีก โดยเอาเงินส่วนที่มีไปซื้อสลาก ธกส. 2 ล้านบาท ซึ่งจะได้เงินทุกเดือน ปี 59 เราถูกได้เงิน 5 แสนบาท โดยเปิดบัญชีให้ ธกส.โอนให้ เงินกองทุนถึงเพิ่มขึ้น

นายเศรษฐวัฒน์ กล่าวต่อว่า ที่นี่จัดสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย ภัยพิบัติ แต่เราจะดูการเงินของเราที่จะพอจ่ายหรือไม่จะกระทบกองทุนหรือไม่ และในการจ่ายเงินก็ตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามและตัดสินใจ ส่วนเงินที่เก็บจากสมาชิก มีระบบใบเสร็จ ทำให้โปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล คณะกรรมการกองทุนจะประชุมกันทุกเดือน มีบ้างที่ คกก.เก็บมาแล้วยังไม่นำส่ง แต่ก็มีกติกา หากขาดส่ง 3 เดือนก็ตัดสิทธิ์การเป็นสมาชิก   

นายประวัติ กองเมืองปัก นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดรัง มหาสารคาม และคณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชาติ กล่าวว่า ทำไมท้องถิ่นต้องมาเกี่ยวข้อง เนื่องจากพี่น้องจัดตั้งกันเอง แล้วไปจดแจ้งกับ พมจ. และ พอช. มีบางแห่งที่ท้องถิ่นจัดตั้งขึ้นมา แต่มีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับระเบียบ ส่วนที่ 3 ประชาชนจัดตั้งร่วมกับท้องถิ่น ตั้งแต่จัดตั้งมามีปัญหาเกิดขึ้นจาก คน เป็นปัญหาหลัก

หลายจังหวัดมีปัญหาเหมือนอย่างที่จังหวัดบุรีรัมย์ เงินสมบทหายไปไม่ถึงมือพี่น้อง หลายจังหวัดพี่น้องมีศักยภาพ พี่น้องสามารถจัดการกันเองได้ หลายจังหวัดสามารถออกแบบการจัดการระบบบัญชี โดยไปขอความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยให้ออกแบบโปรแกรมบัญชีให้ ในระบบตรวจสอบมีการออกแบบ การใช้เอกสารประกอบ และบางแห่งผู้บริหารมีส่วนรับทราบ

พี่น้องหลายที่คิดว่า ปล่อยให้ล้มไป ท้องถิ่นก็ต้องเข้าไปดูแลด้วยเช่นกัน ในระดับชาติ กองทุนเงินล้าน แต่กองทุน มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ชุมชนต้องมีการจัดระบบสวัสดิการชุมชนที่ร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงาน และในการสมทบปี 2561 จะมีการสมทบแล้วแน่นอน ปีที่แล้ว 60 กว่าล้าน ปีหน้าจะได้เพิ่ม 173 ล้าน เมื่อก่อนการสมทบของท้องถิ่น ใช้วิธีสมทบ 1 ต่อ 1 ต่อ 1 แต่มีเงื่อนไขการรายงานสถานะ การจดแจ้งเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ ซึ่งในการจัดการความเสี่ยงนั้นต้องพิจารณาจาก 3 อย่างคือ คน งาน และเงิน

นายยงยุทธ์ วิชัยธรรม หัวหน้ากลุ่มนโยบายและวิชาการ สนง.พมจ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า พมจ.รับรองการจดทะเบียนองค์กรสวัสดิการชุมชน และองค์กรสาธารณะประโยชน์ เมื่อมาขึ้นทะเบียนก็จะสามารถมีสิทธิรับเงินสมทบ และเข้าถึงกองทุนต่างๆ ที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั่วประเทศกำลังจับตามาที่บุรีรัมย์ เราจะเป็นโมเดลให้ที่อื่นได้เรียนรู้ เพราะคนบุรีรัมย์จะลุกขึ้นมาสู้ทำให้กองทุนมีความเข้มแข็ง

นายปัญญา ปานแก้ว นักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นชำนาญการ สนง.ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นบุรีรัมย์  กล่าวว่า แนวทางการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเริ่มจากปี 2553 รัฐบาลเห็นชอบให้สมทบกองทุนฯ โดยยึดหลักการ 3 ขา รัฐ ท้องถิ่น และชุมชน และได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา บุรีรัมย์มีกองทุน 201 แห่ง ขาดอีก 7-8 แห่ง ท้องถิ่นเองก็อุดหนุนกองทุนนี้ด้วย ทางท้องถิ่นได้ตั้งงบประมาณไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่น 4 ปี จากแผนงานมาเป็นแผนงบประมาณ 4 ปี และให้การอุดหนุน 1 คน ไม่เกิน 365 บาท ซึ่งท้องถิ่นสามารถตั้งงบประมาณได้ จากปัญหาบางแห่ง อาจยังไม่เข้มแข็ง โปร่งใส ท้องถิ่นอาจยังไม่สนับสนุน  ผนวกกับท้องถิ่นมีงบประมาณจำกัด ภารกิจเยอะ จึงสนับสนุนได้น้อย

ทั้งนี้จังหวัดบุรีรัมย์ มีพื้นที่การปกครอง จำนวน 23 อำเภอ 208 อปท. ซึ่งในปัจจุบันมีการดำเนินการ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลจังหวัดบุรีรัมย์ 201 แห่ง ในจำนวนนี้ได้มีการดำเนินการจนมีคุณภาพระดับหนึ่ง และได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลแล้ว 181 กองทุน มีเงินงบประมาณรวมกว่า 210 ล้านบาท และยังมีพื้นที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดตั้ง อีกจำนวน 20 แห่ง

 

6666

S 29245447

S 29245453

S 29245462

  

    

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter