บทความโดยสุวัฒน์ คงแป้น
การสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจน ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. โดยใน ปี พ.ศ. 2546 พอช.ได้รับมอบภารกิจที่สำคัญในการ “แก้ปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจนในเมือง หรือ บ้านมั่นคง” จากรัฐบาล และดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สามารถสนับสนุนให้คนจนเมืองมีความมั่นคงในการอยู่อาศัยแล้วกว่าหนึ่งแสนครอบครัว และขณะนี้ยังมอบภาระกิจสำคัญโดยในการสร้างบ้านมั่นคงริมคลองในเขตกรุงเทพมหานครอีกด้วย
หลักการสำคัญในการดำเนินงาน ก็คือ ประชาชนต้องมีบทบาทสำคัญหรือเป็นเจ้าของโครงการตั้งแต่การรวมกลุ่ม สร้างกติกา เลือกพื้นที่ ออกแบบการใช้ประโยชน์ในแปลงที่ดิน ออกแบบบ้านตลอดจนการร่วมกันกำหนดระบบต่างๆของชุมชน ฯลฯ ซึ่งเป็นการวางระบบของการสร้างบ้านที่ให้มากกว่าบ้าน แต่จะได้ในเรื่องของการช่วยเหลือเกื้อกูลกันซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งนั่นเอง
ไม่เพียงแต่คนจนในเมืองเท่านั้น ที่ไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัย แต่ชาวชนบทจำนวนมากก็ประสบปัญหาดังกล่าวเช่นกัน โดยพอช. ได้นำหลักการแนวคิดของชาวบ้านมั่นคงในเมืองไปดำเนินงานในเขตชนบทมาก่อนหน้า ตั้งแต่ปี 2549 แต่ก็มักจะติดปัญหาในเรื่องของที่ดิน ทำให้การดำเนินงานไม่ราบรื่นเท่าที่ควร
ประจวบเหมาะกับสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก) มีมาตรการในการแก้ปัญหาการถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ยึดคืนมาอันเนื่องมาจากการถือครองที่มิชอบด้วยกฏหมายในเบื้องต้นมีถึง 28 พื้นที่จาก 8 จังหวัด ประมาณ 3 หมื่นไร่ โดยนำที่ดินเหล่านั้นมาพัฒนาจัดเป็นโซนที่ทำกินและที่อยู่อาศัยให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ยากจน ด้อยโอกาส มีที่อยู่อาศัยและทำกินอย่างมั่นคง
จากการหารือร่วมกันระหว่าง สปก. กับ พอช. เมื่อเดือนเมษายน 2560 ที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มเป้าหมายของทั้งสองหน่วยงานตรงกัน คือเป็นคนยากจนที่ไม่มีที่ทำกินในชนบท หรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ กลุ่มที่ต้องย้ายบ้านออกจากเขตอนุรักษ์ เป็นต้น
โดยเน้นคนในพื้นที่ก่อนถ้ายังมีพอก็จะกระจายสู่พื้นที่ใกล้เคียง จัดสิทธิแบบชุมชน แยกพื้นที่ทำกิน พื้นที่อยู่อาศัย ซึ่งการสนับสนุนของพอช.ก็เป็นแบบกลุ่ม/ชุมชน มีการออมทรัพย์ ให้องค์กรชุมชนเป็นหลักในการดำเนินการ และจัดทำแผนการพัฒนาในทุกด้าน
อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาลักษณะพื้นที่ที่สปก. เสนอยังไม่ตรงกับแนวทางที่พอช.สนับสนุน แต่ก็สามารถพัฒนารูปแบบเพื่อประสานการทำงานร่วมกันต่อไป เช่นการไปดูกลุ่มคนที่จะเข้าร่วมโครงการในแต่ละพื้นที่ด้วยกันทั้ง 28 แปลงในพื้นที่ 8 จังหวัด ให้เครือข่ายชุมชนแต่ละภาคไปเทียบกับพื้นที่ที่ทำงานอยู่แล้ว เพื่อดูว่ามีพื้นที่ไหนจะสามารถเริ่มทำงานร่วมกันได้ ซึ่งในส่วนของ พอช. อาจมีพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติรวมอยู่ด้วย
จากแนวทางดังกล่าว คณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จึงได้ให้ความเห็นชอบการดำเนินงานโครงการบ้านมั่นคงชนบทโดยใช้แนวทางโครงการบ้านมั่นคง เป็นเครื่องมือในการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับชุมชนที่ประสบปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยทั้งในพื้นที่ชนบท และพื้นที่ประสบปัญหาภัยพิบัติ ที่จำเป็นต้องรื้อย้ายชุมชนหรือต้องพัฒนาสาธารณูปโภคในชุมชนใหม่ โดยเน้นการสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยทั้งในเรื่องที่ดิน ทีอยู่อาศัย สาธารณูปโภค (ที่เกี่ยวข้องกับการทำมาหากินในชนบท เช่น ระบบน้ำ ระบบเกษตร) และที่ดินทำกิน
การดำเนินโครงการให้เน้นหลักการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดำเนินกิจกรรม เช่น มีกิจกรรมการออมทรัพย์ ใช้ระบบบริหารจัดการในรูปแบบสหกรณ์ฯ มีการวางแผนการพัฒนาพื้นที่ร่วมกับกลไกท้องถิ่น และภาคีที่เกี่ยวข้อง ในการปรับปรุงและก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและที่อยู่อาศัยของชุมชน โดยมีสิทธิร่วมในที่ดินอย่างยั่งยืนและมั่นคง ใช้โครงการเป็นเครื่องมือในการสร้างคนทำงานระดับพื้นที่ เกิดการเชื่อมโยงองค์กรชุมชนเป็นเครือข่ายองค์กรชุมชน
สำหรับการทำงานร่วมกับ สปก.นั้นให้มีกระบวนการการคัดกรองพิจารณาสิทธิ์กลุ่มเป้าหมาย เป็นผู้ไร้ที่ดินทำกินต้องมีการขึ้นทะเบียนขอรับการจัดสรรที่ดินจากหน่วยงานของรัฐ การพิจารณาสิทธิจะดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.จังหวัด) โดยมีเกณฑ์การพิจารณากลาง และเกณฑ์ที่แต่ละจังหวัดเพิ่มเติมแล้วแต่บริบท เช่น กลุ่มผู้อพยพจากที่ดินรัฐ เขตอนุรักษ์ , กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐ, กลุ่มผู้ไร้ที่ดินทำกินที่ลงทะเบียนไว้
ด้านการสนับสนุนงบประมาณนั้น พอช.จะสนับสนุนภายใต้กรอบงบประมาณเดิมที่อุดหนุนให้กับบ้านมั่นคงเมือง คือ สนับสนุนงบอุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อให้สมาชิกชุมชนที่จะปรับปรุง ซ่อมแซม สร้างที่อยู่อาศัยใหม่ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถใช้สินเชื่อได้ ให้สามารถมีที่อยู่อาศัยใหม่ที่มั่นคงได้
สนับสนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาปรับปรุงด้านกายภาพของชุมชน โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนากิจกรรมด้านสังคม และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของชุมชน เช่นระบบน้ำเพื่อการเพาะปลูก เป็นต้น ตลอดจนสนับสนุนงบพัฒนากระบวนการ เช่นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบกลุ่ม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ค่าใช้จ่ายในการประชุมในชุมชน การศึกษาดูงาน ฯลฯ
เพื่อให้โครงการการพัฒนาที่อยู่อาศัยชนบท หรือ โครงการบ้านมั่นคงชนบท สามารถสร้างรูปธรรมการทำงานได้ อย่างสอดคล้องกับสภาพปัญหาและบริบทของพื้นที่ ซึ่งในเบื้องต้นจะร่วมมือกับสปก. ดำเนินโครงการนำร่อง ในภาคกลางเป็นแห่งแรกที่ตำบลระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี และจะขยายนำร่องให้ครบทั้ง 5 ภูมิภาค ก่อนจะพัฒนาแนวทางการดำเนินงานให้ครอบคลุมผู้เดือดร้อนทั้งประเทศต่อไป








