playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
เครือข่ายสลัม 4 ภาค ร่วมกับ พอช. จัดเวทีทบทวนและระดมแนวทางพัฒนากองทุนเพื่อเป็นเครื่องมือในการปกป้องที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจนเมือง หลังพบว่าที่ผ่านมามีการออมน้อยเพราะสมาชิกไม่เข้าใจเจตนารมณ์และผลประโยน์ที่จะได้รับจากกองทุน 

salam_1.jpg


เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา เครือข่ายสลัม 4 ภาค ร่วมกับสำนักบ้านมั่นคง พอช. จัดสัมมนากองทุนเครือข่ายสลัม 4 ภาคขึ้น ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยมีเป้าหมายเพื่อทบทวนการดำเนินงานและออกแบบวางแผนการพัฒนาการออมทรัพย์และกองทุนรักษาดินรักษาบ้านของผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยในเครือข่ายสลัม 4 ภาค โดยมีตัวแทนจาก 9 เครือข่ายย่อยทั่วประเทศ ประกอบด้วย เครือข่ายพระราม 3 เครือข่ายศูนย์รวม เครือข่ายรถไฟ เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ ขอนแก่น เครือข่ายใต้สะพาน เครือข่ายคนไร้บ้าน เครือข่ายก้าวหน้า เครือข่ายชุมชนเพื่อการพัฒนา และเครือข่ายภาคใต้ รวมทั้งพี่เลี้ยง และเจ้าหน้าที่ พอช. เข้าร่วมประมาณ 150 คน

จากการทบทวนสถานการณ์การออมทรัพย์ในกลุ่ม/กองทุนต่างๆ รวมทั้งกองทุนรักษาดินรักษาบ้านในเครือข่ายสลัม 4 ภาคว่าที่ผ่านมามีการดำเนินการอย่างไร มีข้อดี ปัญหาอุปสรรค และเมื่อเกิดเหตุในชุมชน เช่น กรณีภัยพิบัติ เสียชีวิตหรือทุพลภาพ ชุมชนมีระบบการดูแลสมาชิกอย่างไร โดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อยคละเครือข่าย 6 กลุ่ม พบว่ามีภายในเครือข่ายสลัม 4 ภาค มีการออมเงินที่หลากหลายประเภท อาทิ กองทุนสวัสดิการ กองทุนฌาปนกิจ กองทุนรักษาดินรักษาบ้าน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย กลุ่มแม่บ้าน เงินกู้ฉุกเฉิน กองทุนเยาวชนเพื่อการศึกษา กองทุนกลุ่มอาชีพ หุ้นสหกรณ์ กองทุนพึ่งตนเองระดับเครือข่าย ซึ่งกองทุนต่างๆ เหล่านี้ได้ส่งผลดีแก่สมาชิก อาทิ เกิดการรวมกลุ่มเพื่อออมทรัพย์ มีทุนหมุนเวียนในชุมชน มีสวัสดิการดูแลช่วยเหลือกันเอง โดยเฉพาะในส่วนของผู้เดือดร้อนที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการรัฐ และสร้างความมั่นคงให้กับสมาชิก 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีกองทุนที่หลากหลาย แต่พบว่ายังมีเพียงไม่กี่ชุมชนที่ร่วมสมทบเงินกองทุนรักษาบ้านรักษาดินจึงทำให้กองทุนนี้ยังไม่เติบโตเท่าที่ควร และกองทุนอื่นๆ เองยังมีสถานการณ์ในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากมีคนทำงานน้อยและยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกองทุนดีพอ อีกทั้งยังมีงานล้นมือ ในด้านสมาชิก พบว่าส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความร่วมมือ บางรายออมไม่ต่อเนื่อง ไม่มีวินัยในการส่งเงิน ยืมเงินแล้วไม่ส่งคืนกองทุน สาเหตุส่วนหนึ่ง เนื่องจากขาดสภาพคล่องทางการเงิน ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ในการทำกองทุนว่าทำไปเพื่ออะไร รวมทั้งขาดความเชื่อมั่นในคณะกรรมการ ไม่เห็นรูปธรรมการช่วยเหลือจริง สุดท้ายด้านกลไกและการบริหารจัดการ พบว่า ระเบียบกองทุนไม่นิ่ง ขาดระบบการตรวจสอบ ไม่มีเวทีกลางในการพูดคุยร่วมกัน และขาดการส่งเสริมการทำความเข้าใจกองทุนให้กับสมาชิกในระดับต่างๆ ทำให้การบริหารกองทุนไม่มีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กองทุนไม่มีประสิทธิภาพในการให้การช่วยเหลือสมาชิก ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาความเดือดร้อน เช่น ภัยพิบัติ หรือมีการสูญเสียชีวิต จึงเป็นการระดมทุนช่วยเหลือเป็นครั้งคราว ผ่านการเรี่ยไร หรือรับบริจาค บางรายต้องช่วยเหลือตัวเอง โดยการกู้ยืมเงินสหกณ์รวมถึงกู้เงินนอกระบบ

“ข้อดีของกองทุนทำให้มีเงินช่วยค่ารถไปหาหมอ ค่านอนโรงพยาบาล มีเงินช่วยเหลือการทำศพ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มีที่อยู่อาศัย มีอาชีพ ส่วนปัญหาที่พบ คือ ออมไม่ต่อเนื่อง ยืมเงินแล้วไม่คืน สมาชิกไม่ให้ความสำคัญกับการออมทรัพย์ แต่ต้องการได้ประโยชน์ เมื่อเดือดร้อนก็ต้องการสมัครเข้ากองทุน ขาดการติดตามตรวจสอบในชุมชนตัวเอง บางคนส่งบ้างไม่ส่งบ้างแต่เรียกร้องสิทธิ์ในภายหลัง ด้านการช่วยเหลือดูแลกรณีชุมชนที่ทำกองทุนรักษาดินรักษาบ้าน หากเสียชีวิตกองทุนช่วยจ่ายหนี้แทน ภัยพิบัติช่วยเหลือตามเกณฑ์ไม่เกิน 10,000 บาท ทุพลภาพช่วยตามเกณฑ์ครึ่งหนึ่ง ส่วนกรณีชุมชนไม่มีกองทุนรักษาดินและบ้าน เช่น น้ำท่วมชุมชนเมืองใหม่มาลัยทอง จ่ายเงินกันเอง ระดมทุนจากเพื่อนบ้าง กู้เงินนอกระบบก็มี” ตัวแทนกลุ่มที่ 1 กล่าว

คล้ายกันกับกลุ่มที่ 2 “การออมเงินทำให้สามารถดูแลสมาชิกได้บางส่วน มีเงินหมุนเวียนในชุมชน นำดอกเบี้ยมาเป็นสวัสดิการดูแลช่วยเหลือในชุมชนได้ เช่น การเจ็บปวย เสียชีวิต มีการปันผลทุกสิ้นปี มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง แต่ก็มีอุปสรรค คือ สมาชิกขาดสภาพคล่องทางการเงินทำให้ส่งเงินกู้ไม่ได้ จึงไม่มีเงินเหลือช่วยคนอื่น ส่วนการดูแลช่วยเหลือเพราะไม่มีกองทุน เน้นการส่งเงินออมเพื่อที่อยู่อาศัยอย่างเดียว เมื่อเกิดเหตุการณ์จะเรี่ยไรเงินช่วยเหลือสมาชิกเบื้องต้นไปก่อน เพราะไม่มีกองทุนรักษาดินรักษาบ้าน ทำให้ไม่มีการช่วยเหลือสมาชิก” ตัวแทนกลุ่มที่ 2 กล่าว

“ข้อดีของกองทุน คือ กลุ่มออมทรัพย์ เกิดความสุข ความสามัคคี สมาชิกเจอกันพบปะช่วยเหลือกันได้มากขึ้น ช่วยเหลือกันดีกว่าซื้อประกันชีวิตเอกชน สามารถกู้ได้ร้อยละบาท แต่ก็มีข้อเสีย คือ สมาชิกขาดความเข้าใจ เนื่องจากแกนนำสื่อสารผิด ขาดส่ง ทีมงานขาดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง คนทำงานน้อยลง ขาดความร่วมมือในการเรียกประชุม หากไม่มีปัญหาไม่มีการประชุม ไม่มีข้อมูลสื่อสารกับชาวบ้าน ส่วนการดูแลยามเกิดภัย กรณีภัยพิบัติดูแลช่วยเหลือกันเอง กรณีเสียชีวิตมีการเรี่ยไรเงินช่วยเหลือกัน” ตัวแทนกลุ่มที่ 6 กล่าว

 

salam_2.jpg

จากสถานการณ์ดังกล่าว นำมาสู่การระดมเพื่อร่วมกันออกแบบพัฒนาระบบออมทรัพย์และกองทุนรักษาดินรักษาบ้าน เครือข่ายสลัม 4 ภาค โดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อยแยกตามเครือข่าย ผลจากการระดมสรุปโดยรวมได้ว่า ในด้านวิธีการพัฒนาฟื้นฟูกลุ่มออมทรัพย์หรือกองทุน โดยการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเจตนารมณ์ หลักเกณฑ์การช่วยเหลือและผลประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับให้กับสมาชิกในระดับชุมชนหรือเครือข่าย อบรมพัฒนาศักภาพแกนนำและคนทำงาน ส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนทุกชุมชนและการสมทบระดับเครือข่าย ตลอดจนสร้างระบบการทำงานที่ชัดเจน มีระบบการติดตามทุกเดือน

ส่วนรูปแบบการบริหารและกลไกการทำงานกองทุนรักษาดินรักษาบ้าน แต่ละเครือข่ายมีความเห็นเหมือนกันว่าให้ชุมชนเก็บเงินจากสมาชิกโดยเก็บเงินส่วนหนึ่ง 30 – 40 บาทไว้ที่ชุมชนเพื่อช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน ส่วนที่เหลือ 200 บาท ส่งไปสมทบระดับเครือข่ายของตนเอง 100บาท และกองทุนระดับชาติ 100 บาท รวมเก็บเงิน 230 – 240 บาท ทั้งนี้ มีข้อแตกต่างกันบ้างในส่วนของเครือข่ายภาคใต้ที่เสนอว่าให้มีการสมทบจากชุมชนไปยังเครือข่ายสลัม 4 ภาค และกองทุนระดับชาติ โดยไม่เก็บเงินไว้ที่เครือข่ายของตนเอง

สำหรับวิธีการสมทบเบื้องต้นมี 3 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1 สมทบที่เครือข่ายย่อย 70 เปอร์เซ็นต์ และกองทุนระดับชาติ 30 เปอร์เซ็นต์ รูปแบบที่ 2 เก็บไว้ที่ชุมชน 30 บาท เครือข่ายย่อย 100 บาท และกองทุนชาติ 100 บาท รูปแบบที่ 3 เก็บไว้ที่ชุมชน 30 บาท สมทบเครือข่ายสลัม 4 ภาค 100 บาท และกองทุนระดับชาติ 100 บาท

 

salam_3.jpg


ภายหลังได้มีการหารือร่วมในวงใหญ่ เพื่อหาข้อสรุปร่วมเกี่ยวกับกลไกและวิธีการสมทบกองทุนรักษาดินรักษาบ้านในนามเครือข่ายสลัม 4 ภาค ในเบื้องต้นมีความเห็นตรงกันว่ารูปแบบการจัดเก็บและสมทบจะมีเงินส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ชุมชน เครือข่ายสลัม 4 ภาค และกองทุนระดับชาติ โดยเงินส่วนใหญ่หรือประมาณร้อยละ 50 เก็บไว้ที่เครือข่ายย่อย ส่วนจำนวนเงินจะที่จัดเก็บและบทบาทการดูแลช่วยเหลือในแต่ละระดับจะเป็นจำนวนเท่าไรและอย่างไรนั้น จะมีคณะทำงานชุดย่อยที่ได้จัดตั้งขึ้นไปหารือร่วมกันอีกครั้งเพื่อลงรายละเอียดในเรื่องนี้  

salam_4.jpg

นางสาวสุมล ยางสูง ผู้จัดการสำนักบ้านมั่นคง พอช. ในฐานะหน่วยงานที่สนับสนุนงานกองทุนรักษาดินรักษาบ้านร่วมกันขบวนชุมชน กล่าวว่า วิธีการฟื้นฟู รูปแบบการบริหารจัดการ และวิธีการสบทบกองทุนรักษาดินรักษาบ้านของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ไม่แตกต่างจากของเดิม และข้อเสนอใหม่ของขบวน สอช. ภาคต่างๆ โดยมีความใกล้เคียงกับภาคอีสาน ภาคใต้ และภาคกลาง ซึ่งได้จัดมาแล้วก่อนหน้านี้ กล่าวคือ การสมทบเงินกองทุนที่เครือสลัม 4 ภาคเป็นความหมายเดียวกับการสมทบเงินไว้ที่ระดับภาค และเครือข่ายย่อยคือเครือข่ายระดับเมืองของขบวน สอช.

“จากการนำเสนอของแต่ละกลุ่มเบื้องต้นมีข้อเสนอที่สำคัญสรุปได้เป็น 3 รูปแบบ ซึ่งไม่แตกต่างจากกองทุนเดิมมากนัก จำนวนเงินไม่ได้เสนอเพิ่มยังคงเป็น 230 บาทเท่าเดิม ชุมชนเก็บเงินแล้วส่งมาที่เครือข่าย 100 บาท ส่งมาที่กองทุนระดับชาติ 100 บาท ส่วน 30 บาทเดิมอยู่ที่กองทุนชาติ แต่ไม่ได้อยู่ที่ชุมชน รูปแบบที่ 2 ให้น้ำหนักที่เครือข่าย 70 เปอร์เซ็นต์ ส่งมาที่กองทุนชาติ 30 เปอร์เซ็นต์ รูปแบบที่ 3 อยู่ที่ชุมชน แล้วมาที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ซึ่งหมายรวมถึงต้องมีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาใหม่ 1 ชุด ที่มีองค์ประกอบมาจาก 9 เครือข่าย มีบัญชีกลางของเครือข่ายใหญ่ แล้วมาที่ระดับชาติ และเดิมสมทบ 230 บาท ในครั้งนี่มีข้อเสนอใหม่ว่าให้สมทบ 240 บาท เพื่อให้ลงตัวกับการเก็บเงินเดือนละ 20 บาท ซึ่งต้องมาหารือร่วมกันว่าจะเสนอทั้ง 3 รูปแบบนี้หรือว่าปรับเป็นรูปแบบเดียวเพื่อนำเสนอในวงประชุมครั้งต่อไป วันนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป จะมีการจัดสัมมนาใหญ่วันที่ 15 จะนำข้อเสนอของแต่ละขบวนมาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อดูว่าข้อดีข้อเสียคืออะไร แล้วให้สรุปเหลือแบบเดียว” ผู้จัดการสำนักบ้านมั่นคงกล่าว 

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการจัดเวทีในลักษณะนี้ครบทุกภูมิภาคแล้ว จะมีการนำเสนอผลการจัดสัมมนาและข้อเสนอของ 5 ภาคและเครือข่ายสลัม 4 ภาค ต่อวงประชุมใหญ่เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว ตลอดจนการปรับปรุงแก้ไขระเบียบ เกณฑ์ กติกาการช่วยเหลือของกองทุนรักษาบ้านรักษาดินร่วมกัน ซึ่งจะมีการจัดขึ้นในวันที่ 15 ก.ค. ที่จะถึงนี้


รายงานโดย เรวดี อุลิต สำนักงานบ้านมั่นคง 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter