playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
                                                                                                                                               รายงานโดย งานสื่อสารองค์กร พอช.

                            thungluang1_resize.JPG


                ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนสังคมไทยมานาน   เช่นเดียวกับชาวบ้านในตำบลทุ่งหลวง  อำเภอปากท่อ  จังหวัดราชบุรี  ที่ต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้มานานหลายสิบปี  จนกลายเป็นวังวนนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา  เช่น  หนี้สิน  ที่ดินหลุดมือ  การบุกรุกที่ดินรัฐ   ถูกไล่ที่  บ้านเรือนทรุดโทรม  ไม่มั่นคง  ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต  สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง  ฯลฯ 

                จากการสำรวจข้อมูลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งหลวงในปี 2557 พบว่า  ตำบลทุ่งหลวงมี 16 หมู่บ้าน   รวม 3,835 ครัวเรือน  จำนวนประชากร 13,315 คน   ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร  ทำนา  ทำไร่  ปลูกผัก  และเลี้ยงสัตว์  และบางส่วนออกไปทำงานรับจ้างในจังหวัดใกล้เคียง

                แต่ข้อมูลที่น่าตกใจก็คือ  ชาวบ้านในตำบลมีหนี้สินทั้งในและนอกระบบจำนวน  1,278  ราย   มีหนี้สิน/ที่ดินหลุดมือ 567  ราย  ไม่มีที่ดินทำกิน/ที่ดินทำกินไม่พอเพียง 176  ราย  พื้นที่ทับซ้อนกับที่ดินของรัฐ  86 ราย  บุกรุกที่ดินรัฐ  43 ราย   บ้านทรุดโทรมไม่มั่นคง  150 ราย  อาศัยญาติ/ไม่มีบ้าน 348 ราย  !! 



            อย่างไรก็ตาม   ก่อนที่จะมีการสำรวจข้อเหล่านี้ออกมา   ชาวตำบลทุ่งหลวงได้มีการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือดูแลกัน   เช่น  สหกรณ์เพื่อการเกษตร  กองทุนหมู่บ้าน  กลุ่มออมทรัพย์  กองบุญสวัสดิการ  ฯลฯ  ส่วนการรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหาที่ดินนั้น   เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2554-2555  เช่น  จัดเวทีทำแผนที่ทำมือตำบล  โดยใช้ GIS (ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์)  ทำแผนที่  เพื่อให้สมาชิกได้เรียนรู้สภาพพื้นที่ของตนเอง   แล้วนำมากำหนดเป็นทิศทางและสะท้อนข้อมูลปัญหาที่ดินทำกิน-ที่อยู่อาศัย  เพื่อนำไปทำแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหา   โดยในเวลาต่อมาได้มีการจัดตั้งกองทุนที่ดินและที่อยู่อาศัยตำบลทุ่งหลวงขึ้นมา 

                วันชัย  เหี้ยมหาญ   ประธานกองทุนที่ดินและที่อยู่อาศัยตำบลทุ่งหลวง  เล่าว่า   กองทุนที่ดินฯ ต.ทุ่งหลวงก่อตั้งขึ้นมาในช่วงปลายปี 2556    มีคณะกรรมการจากทุกหมู่บ้านรวม 21 คน   แบ่งหน้าที่กันทำงาน   โดยให้ผู้ที่เดือดร้อนสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุน   สมาชิกจะต้องสมทบเงินเข้ากลุ่มปีละ  200บาท   เมื่อเป็นสมาชิกครบ 6 เดือนจึงมีสิทธิ์กู้ยืมเงินจากกองทุนไปใช้แก้ไขปัญหา  เช่น  ชำระหนี้สิน  ไม่ให้ที่ดินที่เอาไปจำนองหลุดมือ   ซ่อมแซมบ้าน   หรือนำไปประกอบอาชีพ  ส่วนใหญ่จะให้สมาชิกกู้ยืมไม่เกินรายละ  20,000 บาท  และสูงสุดไม่เกิน  30,000 บาท  ผ่อนชำระคืนภายใน 3 ปี  โดยไม่เสียดอกเบี้ย 

ใช้กองทุนเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาที่ดิน-ที่อยู่อาศัย-ประกอบอาชีพ

                นอกจากการจัดตั้งกองทุนที่ดินฯ แล้ว   คณะกรรมการกองทุนฯ ยังได้แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน  โดยเฉพาะในกรณีที่มีชาวบ้าน  86 รายมีที่ดินทำกินทับซ้อนกับที่ดินของรัฐในเขตป่าสงวน แห่งชาติพุยาง   บริเวณพื้นที่หมู่ 12  พุยาง  เนื่องจากที่ผ่านมา   ชาวบ้านเคยถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนฯ   คณะกรรมการกองทุนฯ จึงได้สำรวจข้อมูลและขึ้นทะเบียนผู้ครอบครองที่ดินทั้ง 86 ราย  เพื่อขอสิทธิทำกินและเอกสารสิทธิ์จากทางราชการ           

“คณะกรรมการกองทุนฯ ได้ผลักดันด้านนโยบาย  เพื่อขอใช้ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติพุยางที่มีสภาพเสื่อมโทรมให้เป็นที่ดินทำกิน  โดยสภาเทศบาลมีมติเห็นชอบให้ใช้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมในเขตป่าสงวนฯ พุยาง   จำนวน 4,332 ไร่  เป็นพื้นที่ดำเนินงานตามโครงการพัฒนาที่ดินทำกินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยตามนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี   ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินงานของทางราชการ”  ประธานกองทุนที่ดินฯ กล่าว

                สุรินทร์  แก้วคำ   ผู้ประสานงานกองทุนที่ดินฯ  กล่าวเสริมว่า   นอกจากการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินแล้ว  ในปี2558  กองทุนที่ดินฯ ได้ให้สมาชิกที่มีบ้านเรือนทรุดโทรม  ไม่มั่นคง  กู้ยืมเงินจากกองทุนไปซ่อมแซมบ้านเรือน   โดยได้รับงบประมาณสมทบรวมทั้งหมด 58  ครอบครัว  (ครัวเรือนไม่เกิน  20,000 บาท)  รวมเป็นเงิน  976,540 บาท  โดยไม่เสียดอกเบี้ย  แต่ให้ผ่อนชำระคืนภายใน 3 ปี  และให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนร้อยละ 1 บาทของเงินที่กู้ยืม  เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือสมาชิกคนอื่นต่อไป

                ส่วนด้านการส่งเสริมอาชีพ  กองทุนที่ดินฯ ได้ให้สมาชิกกู้ยืมเงินไปทำอาชีพเลี้ยงหมูหลุม  10 ราย  เลี้ยงไก่  7 ราย  ปลูกหน่อไม้  15 ราย  และปลูกผักสวนครัว 20 ราย  มีเงื่อนไขเหมือนกับการซ่อมแซมบ้าน  แต่สมาชิกที่ได้รับอนุมัติงบช่วยเหลือจะต้องชำระเงินคืนภายใน  1 ปี  6 เดือน   เพื่อให้กองทุนเกิดการหมุนเวียน   สามารถช่วยเหลือสมาชิกรายอื่นๆ ได้

                ขณะเดียวกันสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ในช่วงที่ผ่านมา  ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อให้กองทุนที่ดินฯ นำไปใช้หมุนเวียนแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่สมาชิกไปแล้วประมาณ 2 ล้านบาทเศษ

                “ที่ผ่านมากองทุนที่ดินฯ ได้ช่วยเหลือสมาชิกให้ซ่อมแซมบ้าน  ปลดหนี้สิน  แก้ปัญหาที่ดินหลุดมือ  และสนับสนุนการประกอบอาชีพไปแล้ว  รวมทั้งหมดประมาณ 120 ราย  วงเงินสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท  ตอนนี้กองทุนมีสมาชิกทั้งหมด 181 ราย   มีเงินกองทุนหมุนเวียนทั้งหมดประมาณ  2 ล้าน 7 แสนบาท”    ผู้ประสานงานกองทุนที่ดินฯ กล่าว

ขอใช้ขุมเหมืองเก่าเป็นที่ดินทำกินให้ชาวบ้านที่ยากไร้

                จากข้อมูลของตำบลที่ระบุว่า  ชาวบ้านไม่มีที่ดินทำกิน/ที่ดินทำกินไม่พอเพียง 176  ราย  บุกรุกที่ดินรัฐ  43 ราย   อาศัยญาติ/ไม่มีบ้าน 348 ราย ทำให้คณะกรรมการกองทุนที่ดินและที่อยู่อาศัยตำบลทุ่งหลวงนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลในการแก้ไขปัญหา  โดยที่ผ่านมากองทุนฯ ได้ซื้อที่ดิน 1 แปลง  ขนาด 100  ตารางวา  ราคา 100,000 บาท  นำมาจัดสรรให้สมาชิกที่ขาดแคลนที่อยู่อาศัยได้  3 ครอบครัว  โดยขณะนี้มีสมาชิกเข้ามาปลูกบ้านแล้ว 1 ครอบครัว  สมาชิกที่มาปลูกบ้านจะต้องเสียค่าเช่าที่ดินปีละ 1,200 บาท  สัญญาเช่า 30 ปี

                อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากกองทุนที่ดินฯ ยังมีเงินกองทุนไม่มาก   ช่วยเหลือชาวบ้านได้ไม่กี่ราย   ดังนั้นคณะกรรมการกองทุนที่ดินฯ  ได้เสนอให้นำที่ดินสาธารณะบริเวณเขาพระเอก  หมู่ที่ 8  ต.ทุ่งหลวง  ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นพื้นที่สัมปทานทำเหมืองหิน  แต่ปัจจุบันหมดสัมปทานแล้วนำมาจัดสรรเป็นที่ดินทำกินให้แก่ชาวบ้านที่ขาดแคลนด้วย

 

thungluang2_resize.JPG


สุชิน  จักรเพชร  รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทุ่งหลวง  กล่าวว่า  เหมืองหินแห่งนี้หมดสัมปทานลงเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา   แต่ทางเทศบาลไม่ต่อสัญญาให้  โดยมีเหตุผลหลายประการ  เช่น  เรื่องสิ่งแวดล้อม  และผลกระทบที่จะเกิดต่อชุมชน   แต่ประเด็นที่สำคัญ   คือ  ขุมเหมืองแห่งนี้เมื่อมีการขุดเจาะหินลึกลงไปในพื้นดิน  ปรากฏว่าชั้นล่างเป็นตาน้ำขนาดใหญ่   น้ำจึงค่อยๆ  เอ่อขึ้นมาจนท่วมเต็มพื้นที่เหมืองหิน   มีความลึกไม่ต่ำกว่า 10 เมตร

                “คะเนด้วยสายตา  ขุมเหมืองที่กลายเป็นอ่างเก็บน้ำในตอนนี้มีเนื้อที่ประมาณ   50  ไร่  สามารถใช้เป็นแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคสำหรับชาวบ้าน  3 ตำบลที่อยู่รอบๆ อ่างน้ำ  คือ  ตำบลทุ่งหลวง  ดอนแร่  และห้วยไผ่   เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  ชาวบ้านแถบนี้ต่างก็ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้อยู่แล้ว   เทศบาลจึงได้สร้างสถานีสูบน้ำ  เพื่อส่งน้ำไปใช้ในครัวเรือนของชาวบ้าน   ดังนั้นทางเทศบาลตำบลทุ่งหลวงจึงต้องสงวนแหล่งน้ำนี้เอาไว้  จึงพิจารณาไม่ต่อสัมปทานเหมืองหินให้แก่บริษัทเอกชน”  รองนายกฯ กล่าว

 

thungluang3_resize.JPG


                ส่วนข้อเสนอของคณะกรรมการกองทุนที่ดินฯ ให้นำที่ดินบริเวณสัมปทานเหมืองมาจัดสรรเป็นที่ดินทำกินของชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกินนั้น  นรเศรษฐ์  เรืองพยุงศักดิ์   นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทุ่งหลวง  กล่าวว่า  ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมการกองทุนที่ดินฯ  โดยในเบื้องต้นจะแต่งตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย  เจ้าหน้าที่ป่าไม้  ที่ดิน  เทศบาล   ชาวบ้าน   ฯลฯ  เพื่อร่วมกันสำรวจพื้นที่สาธารณะบริเวณขุมเหมืองเขาพระเอก  เพื่อกันเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ก่อน   ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นคาดว่าจะมีพื้นที่ในแอ่งน้ำประมาณ 50 ไร่  และพื้นที่โดยรอบอีกไม่ต่ำกว่า  30 ไร่  หลังจากนั้นจึงจะนำมาจัดสรรเป็นพื้นที่ต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

                “เทศบาลมีแผนงานที่จะพัฒนาพื้นที่บริเวณขุมเหมืองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย   เพราะอยู่ห่างจากถนนใหญ่เพียง 2  กิโลเมตร  จากเดิมที่เป็นทางลูกรังก็จะทำเป็นถนนลาดยางเข้าไป   และจะมีการปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้สวยงาม  เพราะบริเวณขุมเหมืองมีความงดงามตามธรรมชาติ  เป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่  เหมาะที่จะพัฒนาเป็นสถานที่พักผ่อนต่อไป”  นายกเทศมนตรีฯ กล่าวถึงแผนงานในอนาคต

 

thungluang4_resize.JPG

                ขณะที่ผู้ประสานงานกองทุนที่ดินฯ  บอกว่า   ก่อนหน้านี้คณะกรรมการกองทุนที่ดินฯ ได้เสนอแผนงานการพัฒนาพื้นที่สาธารณประโยชน์บริเวณขุมเหมืองเข้าสู่การพิจารณาของเทศบาลไปแล้ว  และทางเทศบาลได้ให้ความเห็นชอบแล้ว  โดยกองทุนที่ดินฯ  เสนอแผนใช้ประโยชน์ดังนี้   1.เป็นพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านที่ยากจน   2.เป็นพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง  และ 3.เป็นพื้นที่บริหารและจัดการแหล่งน้ำร่วมกันของทั้ง 3 ตำบล  คือ  ทุ่งหลวง  ดอนแร่  และห้วยไผ่

                ทั้งหมดนี้  คือตัวอย่างรูปธรรมการจัดการและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน –ที่อยู่อาศัยให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อนในตำบลทุ่งหลวง  โดยใช้กองทุนที่ดินฯ เป็นเครื่องมือ   นำไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยชาวบ้านเป็นแกนหลัก  รวมทั้งยังผลักดันการแก้ไขปัญหาที่ดินให้เป็นนโยบายสาธารณะขององค์กรปกครองท้องถิ่นด้วย !!
แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter