ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนสังคมไทยมานาน เช่นเดียวกับชาวบ้านในตำบลทุ่งหลวง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ที่ต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้มานานหลายสิบปี จนกลายเป็นวังวนนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น หนี้สิน ที่ดินหลุดมือ การบุกรุกที่ดินรัฐ ถูกไล่ที่ บ้านเรือนทรุดโทรม ไม่มั่นคง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ฯลฯ
จากการสำรวจข้อมูลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งหลวงในปี 2557 พบว่า ตำบลทุ่งหลวงมี 16 หมู่บ้าน รวม 3,835 ครัวเรือน จำนวนประชากร 13,315 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร ทำนา ทำไร่ ปลูกผัก และเลี้ยงสัตว์ และบางส่วนออกไปทำงานรับจ้างในจังหวัดใกล้เคียง
แต่ข้อมูลที่น่าตกใจก็คือ ชาวบ้านในตำบลมีหนี้สินทั้งในและนอกระบบจำนวน 1,278 ราย มีหนี้สิน/ที่ดินหลุดมือ 567 ราย ไม่มีที่ดินทำกิน/ที่ดินทำกินไม่พอเพียง 176 ราย พื้นที่ทับซ้อนกับที่ดินของรัฐ 86 ราย บุกรุกที่ดินรัฐ 43 ราย บ้านทรุดโทรมไม่มั่นคง 150 ราย อาศัยญาติ/ไม่มีบ้าน 348 ราย !!
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการสำรวจข้อเหล่านี้ออกมา ชาวตำบลทุ่งหลวงได้มีการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือดูแลกัน เช่น สหกรณ์เพื่อการเกษตร กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ กองบุญสวัสดิการ ฯลฯ ส่วนการรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหาที่ดินนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2554-2555 เช่น จัดเวทีทำแผนที่ทำมือตำบล โดยใช้ GIS (ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์) ทำแผนที่ เพื่อให้สมาชิกได้เรียนรู้สภาพพื้นที่ของตนเอง แล้วนำมากำหนดเป็นทิศทางและสะท้อนข้อมูลปัญหาที่ดินทำกิน-ที่อยู่อาศัย เพื่อนำไปทำแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหา โดยในเวลาต่อมาได้มีการจัดตั้งกองทุนที่ดินและที่อยู่อาศัยตำบลทุ่งหลวงขึ้นมา
วันชัย เหี้ยมหาญ ประธานกองทุนที่ดินและที่อยู่อาศัยตำบลทุ่งหลวง เล่าว่า กองทุนที่ดินฯ ต.ทุ่งหลวงก่อตั้งขึ้นมาในช่วงปลายปี 2556 มีคณะกรรมการจากทุกหมู่บ้านรวม 21 คน แบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยให้ผู้ที่เดือดร้อนสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุน สมาชิกจะต้องสมทบเงินเข้ากลุ่มปีละ 200บาท เมื่อเป็นสมาชิกครบ 6 เดือนจึงมีสิทธิ์กู้ยืมเงินจากกองทุนไปใช้แก้ไขปัญหา เช่น ชำระหนี้สิน ไม่ให้ที่ดินที่เอาไปจำนองหลุดมือ ซ่อมแซมบ้าน หรือนำไปประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่จะให้สมาชิกกู้ยืมไม่เกินรายละ 20,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท ผ่อนชำระคืนภายใน 3 ปี โดยไม่เสียดอกเบี้ย
ใช้กองทุนเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาที่ดิน-ที่อยู่อาศัย-ประกอบอาชีพ
นอกจากการจัดตั้งกองทุนที่ดินฯ แล้ว คณะกรรมการกองทุนฯ ยังได้แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน โดยเฉพาะในกรณีที่มีชาวบ้าน 86 รายมีที่ดินทำกินทับซ้อนกับที่ดินของรัฐในเขตป่าสงวน แห่งชาติพุยาง บริเวณพื้นที่หมู่ 12 พุยาง เนื่องจากที่ผ่านมา ชาวบ้านเคยถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนฯ คณะกรรมการกองทุนฯ จึงได้สำรวจข้อมูลและขึ้นทะเบียนผู้ครอบครองที่ดินทั้ง 86 ราย เพื่อขอสิทธิทำกินและเอกสารสิทธิ์จากทางราชการ
“คณะกรรมการกองทุนฯ ได้ผลักดันด้านนโยบาย เพื่อขอใช้ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติพุยางที่มีสภาพเสื่อมโทรมให้เป็นที่ดินทำกิน โดยสภาเทศบาลมีมติเห็นชอบให้ใช้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมในเขตป่าสงวนฯ พุยาง จำนวน 4,332 ไร่ เป็นพื้นที่ดำเนินงานตามโครงการพัฒนาที่ดินทำกินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยตามนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินงานของทางราชการ” ประธานกองทุนที่ดินฯ กล่าว
สุรินทร์ แก้วคำ ผู้ประสานงานกองทุนที่ดินฯ กล่าวเสริมว่า นอกจากการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินแล้ว ในปี2558 กองทุนที่ดินฯ ได้ให้สมาชิกที่มีบ้านเรือนทรุดโทรม ไม่มั่นคง กู้ยืมเงินจากกองทุนไปซ่อมแซมบ้านเรือน โดยได้รับงบประมาณสมทบรวมทั้งหมด 58 ครอบครัว (ครัวเรือนไม่เกิน 20,000 บาท) รวมเป็นเงิน 976,540 บาท โดยไม่เสียดอกเบี้ย แต่ให้ผ่อนชำระคืนภายใน 3 ปี และให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนร้อยละ 1 บาทของเงินที่กู้ยืม เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือสมาชิกคนอื่นต่อไป
ส่วนด้านการส่งเสริมอาชีพ กองทุนที่ดินฯ ได้ให้สมาชิกกู้ยืมเงินไปทำอาชีพเลี้ยงหมูหลุม 10 ราย เลี้ยงไก่ 7 ราย ปลูกหน่อไม้ 15 ราย และปลูกผักสวนครัว 20 ราย มีเงื่อนไขเหมือนกับการซ่อมแซมบ้าน แต่สมาชิกที่ได้รับอนุมัติงบช่วยเหลือจะต้องชำระเงินคืนภายใน 1 ปี 6 เดือน เพื่อให้กองทุนเกิดการหมุนเวียน สามารถช่วยเหลือสมาชิกรายอื่นๆ ได้
ขณะเดียวกันสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ในช่วงที่ผ่านมา ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อให้กองทุนที่ดินฯ นำไปใช้หมุนเวียนแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่สมาชิกไปแล้วประมาณ 2 ล้านบาทเศษ
“ที่ผ่านมากองทุนที่ดินฯ ได้ช่วยเหลือสมาชิกให้ซ่อมแซมบ้าน ปลดหนี้สิน แก้ปัญหาที่ดินหลุดมือ และสนับสนุนการประกอบอาชีพไปแล้ว รวมทั้งหมดประมาณ 120 ราย วงเงินสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท ตอนนี้กองทุนมีสมาชิกทั้งหมด 181 ราย มีเงินกองทุนหมุนเวียนทั้งหมดประมาณ 2 ล้าน 7 แสนบาท” ผู้ประสานงานกองทุนที่ดินฯ กล่าว
ขอใช้ขุมเหมืองเก่าเป็นที่ดินทำกินให้ชาวบ้านที่ยากไร้
จากข้อมูลของตำบลที่ระบุว่า ชาวบ้านไม่มีที่ดินทำกิน/ที่ดินทำกินไม่พอเพียง 176 ราย บุกรุกที่ดินรัฐ 43 ราย อาศัยญาติ/ไม่มีบ้าน 348 ราย ทำให้คณะกรรมการกองทุนที่ดินและที่อยู่อาศัยตำบลทุ่งหลวงนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลในการแก้ไขปัญหา โดยที่ผ่านมากองทุนฯ ได้ซื้อที่ดิน 1 แปลง ขนาด 100 ตารางวา ราคา 100,000 บาท นำมาจัดสรรให้สมาชิกที่ขาดแคลนที่อยู่อาศัยได้ 3 ครอบครัว โดยขณะนี้มีสมาชิกเข้ามาปลูกบ้านแล้ว 1 ครอบครัว สมาชิกที่มาปลูกบ้านจะต้องเสียค่าเช่าที่ดินปีละ 1,200 บาท สัญญาเช่า 30 ปี
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกองทุนที่ดินฯ ยังมีเงินกองทุนไม่มาก ช่วยเหลือชาวบ้านได้ไม่กี่ราย ดังนั้นคณะกรรมการกองทุนที่ดินฯ ได้เสนอให้นำที่ดินสาธารณะบริเวณเขาพระเอก หมู่ที่ 8 ต.ทุ่งหลวง ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นพื้นที่สัมปทานทำเหมืองหิน แต่ปัจจุบันหมดสัมปทานแล้วนำมาจัดสรรเป็นที่ดินทำกินให้แก่ชาวบ้านที่ขาดแคลนด้วย
สุชิน จักรเพชร รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทุ่งหลวง กล่าวว่า เหมืองหินแห่งนี้หมดสัมปทานลงเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา แต่ทางเทศบาลไม่ต่อสัญญาให้ โดยมีเหตุผลหลายประการ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่จะเกิดต่อชุมชน แต่ประเด็นที่สำคัญ คือ ขุมเหมืองแห่งนี้เมื่อมีการขุดเจาะหินลึกลงไปในพื้นดิน ปรากฏว่าชั้นล่างเป็นตาน้ำขนาดใหญ่ น้ำจึงค่อยๆ เอ่อขึ้นมาจนท่วมเต็มพื้นที่เหมืองหิน มีความลึกไม่ต่ำกว่า 10 เมตร
“คะเนด้วยสายตา ขุมเหมืองที่กลายเป็นอ่างเก็บน้ำในตอนนี้มีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ สามารถใช้เป็นแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคสำหรับชาวบ้าน 3 ตำบลที่อยู่รอบๆ อ่างน้ำ คือ ตำบลทุ่งหลวง ดอนแร่ และห้วยไผ่ เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชาวบ้านแถบนี้ต่างก็ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้อยู่แล้ว เทศบาลจึงได้สร้างสถานีสูบน้ำ เพื่อส่งน้ำไปใช้ในครัวเรือนของชาวบ้าน ดังนั้นทางเทศบาลตำบลทุ่งหลวงจึงต้องสงวนแหล่งน้ำนี้เอาไว้ จึงพิจารณาไม่ต่อสัมปทานเหมืองหินให้แก่บริษัทเอกชน” รองนายกฯ กล่าว
ส่วนข้อเสนอของคณะกรรมการกองทุนที่ดินฯ ให้นำที่ดินบริเวณสัมปทานเหมืองมาจัดสรรเป็นที่ดินทำกินของชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกินนั้น นรเศรษฐ์ เรืองพยุงศักดิ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทุ่งหลวง กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมการกองทุนที่ดินฯ โดยในเบื้องต้นจะแต่งตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ที่ดิน เทศบาล ชาวบ้าน ฯลฯ เพื่อร่วมกันสำรวจพื้นที่สาธารณะบริเวณขุมเหมืองเขาพระเอก เพื่อกันเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ก่อน ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นคาดว่าจะมีพื้นที่ในแอ่งน้ำประมาณ 50 ไร่ และพื้นที่โดยรอบอีกไม่ต่ำกว่า 30 ไร่ หลังจากนั้นจึงจะนำมาจัดสรรเป็นพื้นที่ต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป
“เทศบาลมีแผนงานที่จะพัฒนาพื้นที่บริเวณขุมเหมืองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย เพราะอยู่ห่างจากถนนใหญ่เพียง 2 กิโลเมตร จากเดิมที่เป็นทางลูกรังก็จะทำเป็นถนนลาดยางเข้าไป และจะมีการปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้สวยงาม เพราะบริเวณขุมเหมืองมีความงดงามตามธรรมชาติ เป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ เหมาะที่จะพัฒนาเป็นสถานที่พักผ่อนต่อไป” นายกเทศมนตรีฯ กล่าวถึงแผนงานในอนาคต
ขณะที่ผู้ประสานงานกองทุนที่ดินฯ บอกว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการกองทุนที่ดินฯ ได้เสนอแผนงานการพัฒนาพื้นที่สาธารณประโยชน์บริเวณขุมเหมืองเข้าสู่การพิจารณาของเทศบาลไปแล้ว และทางเทศบาลได้ให้ความเห็นชอบแล้ว โดยกองทุนที่ดินฯ เสนอแผนใช้ประโยชน์ดังนี้ 1.เป็นพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านที่ยากจน 2.เป็นพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง และ 3.เป็นพื้นที่บริหารและจัดการแหล่งน้ำร่วมกันของทั้ง 3 ตำบล คือ ทุ่งหลวง ดอนแร่ และห้วยไผ่
ทั้งหมดนี้ คือตัวอย่างรูปธรรมการจัดการและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน –ที่อยู่อาศัยให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อนในตำบลทุ่งหลวง โดยใช้กองทุนที่ดินฯ เป็นเครื่องมือ นำไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยชาวบ้านเป็นแกนหลัก รวมทั้งยังผลักดันการแก้ไขปัญหาที่ดินให้เป็นนโยบายสาธารณะขององค์กรปกครองท้องถิ่นด้วย !!





