
ความร่วมมือวิจัยเพื่อท้องถิ่นในการพัฒนาองค์กรชุมชนอีสานคืบหน้า ระดม 4 ภาคี องค์กรชุมชน ภาควิชาการ ประชาสังคม และหน่วยงาน สัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมพัฒนาโครงร่างงานวิจัย สร้างชุมชนวิชาการอีสานเครือข่ายงานเพื่อท้องถิ่น
ขอนแก่น/ 6 มิถุนายน 2560 ฝ่ายวิจัยท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคประชาสังคม และขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การใช้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นในการพัฒนาและยกระดับงานขบวนองค์กรชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 6-7 มิถุนายน 2560 ณ ห้องประชุมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อร่วมหารือโจทย์การวิจัยใน 5 ประเด็นหลัก 1) การพัฒนาในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 2) การพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่ดินโดยองค์กรชุมชน 3) การพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน 4) การพัฒนากระบวนการนโยบายสาธารณะ ภายใต้กรอบแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง และ 5) การพัฒนาเครือข่ายลุ่มน้ำโขง โดยมีภาคีเข้าร่วมแลกเปลี่ยนกว่า 80 คน
นายสุพัฒนา จันทนา ผู้อำนวยการภาค พอช. กล่าวว่า นับเป็นจุดเริ่มต้นเครือข่ายในเชิงวิชาการที่จะมาหนุนเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยใช้การวิจัยท้องถิ่นมาเป็นกระบวนการในการทำงานยกระดับการพัฒนา วันนี้ เป็นความร่วมมือของฝ่ายวิจัยท้องถิ่น สกว. กับ พอช. ที่จะมาสร้างระบบความร่วมมือในการหนุนความเข้มแข็งอย่างไร ที่จะตั้งลูกจากพื้นที่ ให้การวิจัยเป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างความรู้ และรูปแบบใหม่ๆ ของงานวิจัยท้องถิ่น โดยความร่วมมือของชุมชน วิชาการ ประชาสังคมที่เป็นมิติใหม่
ความร่วมมือนี้ เป็นความร่วมมือของสถาบันฯ ที่จะดำเนินการใน 5 ภาค ที่ภาคอีสาน ก็ได้มีการหารือรอบนี้เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งโยงกับพื้นที่ เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ที่จะโยงภาคีการพัฒนา เป้าหมายที่จะมุ่งไปสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองทั้งในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด งานวิจัยท้องถิ่นจะไปสร้างรูปธรรมการจัดการตนเองของชุมชนให้ชัดเจน
การสร้างความเข้มแข็งในมิติของพื้นที่ สร้างเครือข่ายขึ้นมาทั้งในเชิงพื้นที่ และภูมินิเวศ พอช.ใช้งานประเด็นเป็นตัวเคลื่อนไม่ว่างานที่ดิน โดยขบวนองค์กรชุมชนร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ไม่ว่าเรื่องสวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจชุมชน เรื่องที่อยู่อาศัยเมืองและชนบท อีกส่วนหนึ่งคือสภาองค์กรชุมชนที่จะเป็นกลไกสำคัญ มิติประเด็นจะไปตอบโจทย์เชิงพื้นที่ ที่เราเห็นในเชิงปริมาณ แต่ยังไม่ตอบโจทย์ในเชิงคุณภาพ ซึ่งมีปริมาณความครอบคลุมเกือบเต็มพื้นที่ทั้งภาคอีสาน สวัสดิการชุมชน 2,300 กว่ากองทุน สภาองค์กรชุมชน 1,800 กว่าตำบล
ผู้อำนวยการภาคกล่าวต่อว่า หากในระดับตำบลมีการสร้างเครือข่าย โยงเป็นเครือข่ายระดับจังหวัด อำเภอ ภาค ที่เป็นเสน่ห์ขององค์กรชุมชน จะโยงไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดของความเป็นเครือข่ายในเชิงพื้นที่ แต่ในเชิงคุณภาพมันสามารถตอบโจทย์ได้จริงหรือไม่ งานวิจัยเองจะเป็นสิ่งที่มาตอบให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งของพื้นที่ ของขบวน จุดเริ่มที่สำคัญอยู่ที่ฐานล่าง เป็นการพัฒนาพื้นที่รูปธรรมให้มีคุณภาพ ใช้งานวิชาการ การจัดการความรู้ การโยงขบวน สู่การสร้างนโยบายสาธารณะในระดับพื้นที่ ในจังหวะนี้เราจะได้รูปแบบการใช้งานวิจัยท้องถิ่น ที่เป็นความร่วมมือของชุมชน วิชาการ ประชาสังคม และหน่วยงานมาร่วมกันพัฒนา สร้างความเป็นเครือข่ายงานวิชาการต่อไป
ธีรพล สุวรรณรุ่งเรือง รองผู้อำนวยการ พอช. การทำงานของ พอช. นั้น บางจังหวัดตั้งสภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชนได้เต็มพื้นที่ ในภาพรวมมีการจัดตั้งองค์กรชุมชนแล้วกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเชิงปริมาณ แต่ในเชิงคุณภาพเป็นอย่างไร เราจำเป็นต้องพัฒนาในเชิงคุณภาพ โดยใช้เครื่องมือการวิจัย เพราะการทำงานในอนาคต เป็นการทำงานที่ต้องร่วมกันหลายฝ่าย โดยเฉพาะภาควิชาการ ที่ พอช.ได้มีการทำบันทึกความร่วมมือกับสถาบันวิชาการหลายหน่วยงาน แต่เอ็มโอยูจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติการที่แท้จริง ซึ่งในทางปฏิบัติยังไม่มากเท่าที่ควร ในขณะที่พี่น้องชาวบ้านต้องใช้ความรู้ ในการดำรงตนในการเชื่อมต่อกับหน่วยงาน
ที่ภาคอีสานวันนี้มีนัยยะสำคัญ ที่เป็นความร่วมมืออย่างจริงจังของ สกว.กับพอช. ในการช่วยกันสกัดเอาความรู้ เป็นความริเริ่มที่สำคัญ ในอนาคตข้างหน้าสิ่งที่ต้องทำจริงจัง จากเชิงปริมาณสู่คุณภาพ เรื่องที่พี่น้องทำมีสิ่งดีๆ อยู่มากจะสกัดให้เป็นนวัตกรรม ที่จะนำไปขยายต่อได้อย่างไร เป็นการยืนยันว่าองค์กรชุมชนทำงานแล้วมีการสกัดความรู้ ถอด บทเรียน และการสรุปผล เพื่อนำไปต่อยอดการทำงานต่อไป

การวิจัยเพื่อท้องถิ่น ในการยกระดับการทำงานของขบวนองค์กรชุมชนในภาคอีสาน
ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง รองผู้อำนวยการด้านชุมชนท้องถิ่น พื้นที่ และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวบรรยายถึงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นว่า การวิจัยเพื่อท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เราจะนำมาจัดการร่วมกับ พอช. งานวิจัยท้องถิ่นนั้นเป็นการวิจัยของชาวบ้าน แต่การที่จะให้งบประมาณกับชาวบ้านทำวิจัยโดยตรงเลยจะกลายเป็นยาพิษ ทำอย่างไรจะหนุนงานฐานรากมาขับเคลื่อนได้อย่างไร การปฏิรูปไปไม่รอดถ้าคนข้างล่างยังไม่ตื่นตัว และยังไม่เข้มแข็งพอ สิ่งที่สำคัญคือ พอช.ทำงานกับฐานราก คือขบวนองค์กรชุมชน สถาบันฯ เองไปพัฒนาอะไรให้กับขบวน ขบวนองค์กรชุมชนคือใคร เวลานี้พูดถึงขบวนก็ยังงงๆ คือใคร พัฒนาอะไร วันนี้มาชวนหาความรู้ ความคิดแบบงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
งานวิจัยฐานชุมชน เกิดขึ้นมา 20 กว่าปีมาแล้ว มีการมองว่าเป็นงานวิจัยชาวบ้าน ซึ่งก็มีคนมองว่าเป็นงานวิจัยตรงไหน “คิดการใหญ่ ทำการระดับชุมชนท้องถิ่น” คือเรื่องปฏิรูป คิดเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจชุมชน คิดเรื่องท่องเที่ยว ก็ทำในระดับชุมชน เป็นการทำข้างล่าง คิดจากท้องถิ่นเชื่อมโยงไปถึงสังคมไทย อาเซียน และสังคมโลก แต่เวลาเดินจะเดินจากชุมชน มองเรื่องเล็กๆ ในชุมชน เราต้องมีรูปธรรมการเปลี่ยนแปลงของชุมชน เราต้องมีของจริง เรื่องสภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน คืออะไร หาของจริงให้เจอ ไม่งั้นเราจะพูดลอยๆ แต่ของจริงเคลื่อนสังคมได้หรือไม่ ถ้าเอาหมู่บ้านเดียวจะเคลื่อนทั้งประเทศได้อย่างไร ต้องมีการสื่อสารสังคม และการขับเคลื่อนนโยบายไปพร้อมกันด้วย
งานวิจัยท้องถิ่น มองเป็นเหตุและผล คือเกิดอะไรขึ้นกับท้องถิ่น เราหาความรู้ วัดอยู่ 3 อย่าง เรากำลังสร้างนักวิจัย หรือสร้างคน ผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบาน สร้างคนจากฐานรากให้สังคมไทย คนต้องไปสร้างความรู้ ความรู้เรื่องอะไร อย่างไร เป็นงานวิจัยที่ทำให้ชาวบ้านรู้จักตนเอง เป็นความรู้ที่ชาวบ้านสัมผัสได้ ต้องหาให้เจอ ให้รู้จักตัวเอง งานที่กำลังจะทำเป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ เริ่มจากความรู้ก่อนปฏิบัติการ และจาการปฏิบัติการ เป็นการสร้างสังฆะ สร้างกลุ่ม สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนท้องถิ่น
งานวิจัย เป็นการเสาะหาความรู้ ตัวอย่างว่าทำอย่างไรให้มีระบบสวัสดิการที่ดี อยากมีพันธุ์ข้าวที่ดีทำอย่างไร การทำท่องเที่ยวชุมชน เที่ยวอะไร เที่ยวที่ไหนอย่างไร เป็นการทำให้รู้จักตนเอง เข้าใจรากเหง้า จะทำให้เราได้ทางเลือกการพัฒนาที่เหมาะสมกับเรา กับนิเวศของอีสาน ทาม ทุ่ง โคก ภู เมื่อทำวิจัยบ้านตนเองจะทำให้รักบ้านตนเองมากขึ้น ไม่เหยียดหยามคนอื่น สร้างพลังอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น ปลดปล่อยทางปัญญา เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่มาใช้ในการเรียนการสอน
ผศ.ดร.บัญชร กล่าวต่อว่า งานวิจัยท้องถิ่นเป็นเรื่องการปฏิบัติการ แต่มีความมุ่งหวังสูง คือมุ่งสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม โดยสร้างจากการปฏิบัติการทางสังคม ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม จนไปสู่การสร้างความเป็นธรรมทางสังคม ที่คนตัวเล็กมีที่อยู่มีที่ยืน เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงจากชุมชนเล็ก ๆ คาถาของนักวิจัยท้องถิ่น 1) โจทย์ต้องมาจากชาวบ้าน 2) ชาวบ้านต้องเป็นนักวิจัย 3) มีปฏิบัติการเพื่อให้ได้คำตอบของปัญหา ถ้าชาวบ้านพร้อมจะลุย เราก็พร้อมจะเดิน งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นชาวบ้านต้องทำเอง
งานวิจัยท้องถิ่นเป็นเรื่องของกระบวนการแสวงหาความรู้ใหม่ (ปริยัติ) ผ่านกระบวนการปฏิบัติ (ปฏิบัติ) ร่วมกันของชุมชนท้องถิ่นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง/การพัฒนา (ปฏิเวธ) การ “ซอกหา” ความรู้ใหม่ สาวลงลึก ค้นหาค้นแล้วค้นเล่า ค้นหาโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ การทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสังคม ใช้ปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่
ส่วนวิธีการเก็บข้อมูล เป็นวิธีที่ชุมชนทำได้ด้วยตนเอง เช่นจาการ โสเหล่ (สนทนากลุ่ม) โฮมกัน (สัมภาษณ์กลุ่ม) เว่าสู่ฟัง (บอกเล่า) ส่อ (ซักไซร้ไล่เรียง) ซอมเบิ่ง (สังเกตอย่างมีส่วนร่วม) จอบเบิ่ง (สังเกตการณ์) การวิจัยที่มีพลังต่อการเปลี่ยนแปลงต่ออนาคต สร้างคุณธรรมจริยธรรมชุมชนท้องถิ่น การปรับตัว สร้างพลังและศักดิ์ศรีให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคม สร้างเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมท้องถิ่น เป็นการสร้างสรรค์ปัญญาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ทีมงานวิจัย 5 ประเด็น ได้นำเสนอถึงกรอบคิดการวิจัย โดยนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ ให้ความเห็น ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อให้องค์กรชุมชนได้พัฒนาโครงร่างงานวิจัย รวมถึงร่วมกันแลกเปลี่ยนถึงเป้าหมาย กระบวนการ ระบบบริหารจัดการ และกระบวนการสนับสนุนการวิจัย เพื่อให้ “ชุมชนวิชาการอีสาน” เป็นเครือข่ายงานวิจัยท้องถิ่น เพื่อยกระดับงานองค์กรชุมชนต่อไป












