
วิจัยท้องถิ่น สกว.จับมือ พอช.ภาคอีสาน ตั้งเป้าใช้งานวิจัยพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานองค์กรชุมชนภาคอีสาน พัฒนากลไกสนับสนุน คิดค้นกระบวนวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่เหมาะสม ผลักดัน 5 ชุดโครงการใหญ่ 60 โครงการย่อยระดับพื้นที่ 1) โครงการวิจัยแนวทางและรูปแบบการพัฒนาเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนลุ่มน้ำโขง 24 ตำบล 1 ภูมินิเวศ 2) การจัดการความรู้กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินโดยองค์กรชุมชนท้องถิ่นภาคอีสาน 13 ตำบล 3) โครงการวิจัยแนวทางการพัฒนาการเป็นจังหวัดจัดการตนเองภาคอีสาน 6 จังหวัด 4) โครงการหนุนเสริมกระบวนการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนภาคอีสาน 6 โครงการย่อย และ 5) โครงการหนุนเสริมการวิจัยการพัฒนารูปแบบและแนวทางเพิ่มความเข้มแข็ง สภาองค์กรชุมชนตำบลสู่การเป็นพลเมือง 10 โครงการย่อย
ระหว่างวันที่ 6-7 มิถุนายน 2560 ฝ่ายวิจัยท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคีวิชาการ และขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การใช้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นในการพัฒนาและยกระดับงานขบวนองค์กรชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ห้องประชุมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อร่วมหารือเค้าโครงการวิจัย และแนวทางความร่วมมือ ในการสนับสนุนองค์กรชุมชนดำเนินการวิจัยเพื่อท้องถิ่น
โครงการวิจัยแนวทางและรูปแบบการพัฒนาเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนลุ่มน้ำโขง
อ้อมบุญ ทิพย์สุนา เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน นำเสนอเค้าโครงการวิจัย “แนวทางและรูปแบบการพัฒนาเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนลุ่มน้ำโขง” ระบุว่า ลุ่มน้ำโขงกำลังเผชิญกับสถานการณ์การพัฒนาในหลายด้าน ทั้งการพัฒนาที่เกิดจากอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ในเรื่องเขื่อน เรื่องพลังงานไฟฟ้าในลาวกำลังจะเริ่มปั่นกระแสไฟฟ้าขายในปีหน้า จะส่งผลให้น้ำโขงขึ้นลง หรือเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ ล่าสุดรองนายกรัฐมนตรีเดินทางไปลาว พร้อมกับนักธุรกิจ ที่จะมีการเจรจาการค้า การส่งเสริมเอสเอ็มอีริมโขง ส่งเสริมการท่องเที่ยว รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา จะเปิดแหล่งท่องเที่ยวตลอดริมน้ำโขง ในอนาคตแม่น้ำโขงจะมีเรือท่องเที่ยวทัวร์จีนเกิดขึ้น ส่วนแผนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของจีน ครม.ไฟเขียว ให้จีนปรับปรุงร่องน้ำ เพื่อเปิดทางให้เรือพาณิชย์ขนาด 500 ตันสัญจร หลายอย่างจะกระทบต่อพี่น้องอีสาน
โครงการที่เสนอจะเป็นการ สำรวจ ศึกษา แหล่งท่องเที่ยวริมฝั่งโขง มีแหล่งท่องเที่ยวในเชิงนิเวศ แหล่งท่องเที่ยวชุมชนแค่ไหน อย่างไร เป็นการศึกษาวิเคราะห์พื้นที่ ชวนชาวบ้านเก็บข้อมูล กำหนดการท่องเที่ยวโดยชุมชนเอง เดิมมีการศึกษาระบบนิเวศของลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งเกษตรริมโขง รวมถึงค้นหาแนวทางการพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนลุ่มน้ำโขง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การท่องเที่ยวทางเลือก การท่องเที่ยวสีเขียว การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชน ที่จะศึกษาทั้งมิติประวัติศาสตร์ ส่งเสริมเด็กเยาวชน ใช้การวิจัยเป็นรูปแบบเสริมพลังองค์กรชุมชน ในการจัดทำแผนอย่างมีส่วนร่วม
โดยกรอบเนื้อหาจะสำรวจแหล่งท่องเที่ยวใน 7 จังหวัด เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี 24 แห่ง 1 ภูมินิเวศ ซึ่งจะมีกลไก ผู้ประสานงานจาก 7 จังหวัด โดยมีสถาบันวิชาการ ภาคีการพัฒนา อปท. กลุ่มจังหวัด มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว และประชาสังคมมาเป็นคณะทำงาน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน ได้กลไกการทำงาน ได้แผนยุทธศาสตร์ 24 แห่ง 7 จังหวัด ได้รูปแบบการพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน รวมถึงได้รูปแบบการพัฒนาเยาวชนไปพร้อมกัน
การจัดการความรู้กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินโดยองค์กรชุมชนท้องถิ่นภาคอีสาน
พิชิต พิทักษ์ นักพัฒนาอาวุโส นำเสนอกรอบคิดงานวิจัยโดยมุ่งตอบโจทย์ว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินโดยองค์กรชุมชนท้องถิ่นภาคอีสานทำอย่างไร เพื่อค้นหาความรู้ชาวบ้านในการแก้ปัญหาที่ดินและขยายผลสู่สาธารณะ โดยจะดำเนินการใน 13 จังหวัด 13 ตำบล เป้าหมาย ที่มีความพร้อมในการทำวิจัย และประสบปัญหาในเรื่องที่ดินในหลายลักษณะ ใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม โดยนักวิจัยท้องถิ่น (ผู้เดือดร้อน) กรอบเนื้อหา ประวัติศาสตร์ชุมชน กลุ่ม บริบทปัญหาและพัฒนาการ กระบวนการจัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ การประสานความร่วมมือ กิจกรรมที่ประสบความสำเร็จ เพื่อถอดความรู้ นวัตกรรมการจัดการที่ดินแบบใหม่ โดยภาคประชาชน หาความรู้ สร้างปฏิบัติการ สร้างการสื่อสารที่จะไปสร้างพลังให้ชุมชน
โครงการวิจัยแนวทางการพัฒนาการเป็นจังหวัดจัดการตนเองภาคอีสาน
ผศ.ดร.สถาพร เริงธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะที่ปรึกษาโครงการวิจัยฯ เป็นตัวแทนนำเสนอ โดยกล่าว่า ที่ผ่านมีบทเรียนการพัฒนาจังหวัดจัดการตนเองจากอำนาจเจริญ และกำลังขยายสู่อีก 5 จังหวัด ในการเดินควรมีชุดความรู้ในการหนุนเสริม คณะทำงานจึงพัฒนาชุดโครงการวิจัยขึ้นมาซึ่งมีโครงการวิจัยย่อย 6 โครงการ เพื่อหาความรู้มาหนุนเสริมจังหวัดจัดการตนเอง ต้องการพัฒนาต่อยอดทิศทางการขับเคลื่อน ขยายพื้นที่ในอนาคต และต้องการผลิตชุดความรู้ในการเผยแพร่
ในเรื่องความหมายของจังหวัดจัดการตนเอง คณะทำงานมองว่าจังหวัดจัดการตนเองเป็นเรื่องที่รัฐและประชาชนร่วมกันรับผิดชอบการพัฒนาจังหวัดอย่างเสมอภาคเป็นธรรม จะมีตัวชี้วัดที่ประกอบด้วย การเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา มีการเข้าร่วมของพลเมือง มีความเป็นเจ้าของร่วมในแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่น มีความเสริมสร้างความเข้มแข็ง มีการบริหารงานร่วม เหล่านี้เป็นลักษณะของจังหวัดจัดการตนเอง
การศึกษาวิจัยครั้งนี้จะเอาความรู้มาหนุนเสริมสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น เป้าประสงค์ต้องการสร้างองค์ความรู้ในมิติต่างๆ ว่ามีความรู้ใดบ้างที่มีความจำเป็นในการไปสู่จังหวัดจัดการตนเอง การสร้างความเป็นพลเมือง ทำอย่างไร มีกลยุทธอย่างไร กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ประชาชนร่วมรับผิดชอบทำอย่างไร การสร้างความเข้มแข็งของขบวนองค์กรชุมชนทำอย่างไร การสร้างการยอมรับ จากทุกภาคส่วน จะมีวิธีคิดวิธีการอย่างไร เชื่อว่าถ้าสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นได้ก็จะเกิดจังหวัดจัดการตนเอง โดยจะดำเนินการในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ อำนาจเจริญ สุรินทร์ มหาสารคาม บึงกาฬ ยโสธร และร้อยเอ็ด วางกรอบระยะเวลา 1 ปี และแต่ละจังหวัดก็เลือกทำในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เพื่อค้นหาแนวทางการพัฒนาการเป็นจังหวัดจัดการตนเอง
ทฤษฎีที่ใช้ ประชาธิปไตยชุมชน จังหวัดจัดการตนเอง แผนชุมชน การสร้างความเป็นพลเมือง การสื่อสารสาธารณะ หัวใจสำคัญเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม เพื่อค้นหาองค์ความรู้ที่เหมาะสมสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาจังหวัดจัดการตนเองของภาคอีสานต่อไป
โครงการหนุนเสริมกระบวนการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนภาคอีสาน
ไชยา พลขาง หัวหน้ากลุ่มจังหวัด พอช. นำเสนอโครงการหนุนเสริมกระบวนการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนภาคอีสาน โดยระบุว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เบิ่งแยง ฮักแพง แบ่งปัน สายธารชุมชนคนอีสาน มีหลักคิดคือการให้อย่างมีคุณค่ารับอย่างมีศักดิ์ศรี เป็นหลักคิดของงานสวัสดิการชุมชน ปัจจุบันในพื้นที่ภาคอีสานมีกองทุนสวัสดิการชุมชน 2,178 กองทุน คิดเป็น 74 % ของพื้นที่ มีสมาชิกเกือบ 2 ล้านคน เงินกองทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท เงินสมทบจากสมาชิกประมาณ 2,000 ล้านบาท
ที่ผ่านมามีกระบวนการติดตาม สรุปบทเรียน สอบทานกองทุนในระดับตำบล โดยมีคณะทำงานลงไปเรียนรู้ ติดตามความก้าวหน้า ว่ามีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร และจะนำเอาข้อค้นพบมาพัฒนาต่อได้อย่างไร โดยกระบวนการสอบทานได้ออกแบบเครื่องมือ ซักซ้อมกระบวนการเพื่อสอบทานกองทุนให้ได้ 100% ที่มีตัวแทนจากหลายภาคส่วน และจะมีการจัดทีมลงกองทุน และมีการจัดทีมเป็นกลุ่มตำบล และมีการจัดแบ่งป็นกลุ่มอำเภอ
ผลสรุปเบื้องต้นพบว่า มีการเชื่อมโยงระบบสวัสดิการชุมชนกับวิถีของชุมชนที่เชื่อมโยงกับฐานชีวิต เช่นสวัสดิการน้องวัว (รกวัว) เอาไปปันกันกิน เป็นสิ่งที่มาจากฐานเกษตร เลี้ยงวัวก็เอาขี้วัวเป็นสวัสดิการปุ๋ยอินทรีย์ หรือจัดพิธีสู่ขวัญให้กับคนที่ติดทหารเกณฑ์ อีกด้านหนึ่งคือพบความเสี่ยงที่มีผลกระทบ ที่เกิดจากความเข้าใจในเป้าหมาย เจตนารมณ์ของกองทุน และด้านการบริหารการจัดการกองทุน บางกองทุนจ่ายสวัสดิการตายมากเกินไป คณะกรรมการบริหารกลุ่มเดียว โครงสร้างของสมาชิกยังไม่หลากหลาย ด้านความซ้ำซ้อนของกองทุน บางท้องถิ่นมี 2 กองทุนเป็นต้น
ศุภสิทธิ์ ศรีสว่าง หัวหน้ากลุ่มจังหวัด พอช. กล่าวนำเสนอต่อว่า เป้าหมายของกองทุนสวัสดิการชุมชนนั้น เพื่อมุ่งไปสู่สังคมอยู่ดีมีสุข พัฒนาความเป็นเครือข่าย พัฒนาความเข้มแข็งกองทุนสัวสดิการชุมชน งานวิจัยจะมาสนับสนุนใน 2 ลักษณะคือ 1) คลี่คลายกรณีปัญหา 2) ยกระดับสวัสดิการชุมชนสู่สังคมสวัสดิการ โดยมีต้นทุนเชิงพื้นที่
โดยคำถามงานวิจัยนั้น จะมุ่งค้นหาสถานการณ์และบทเรียนการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการในภาคอีสาน ระบบการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนในภาคอีสานเป็นอย่างไร รวมทั้งแนวทางการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนที่เหมาะสมในภาคอีสานควรเป็นอย่างไร เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนสถานการณ์ กระบวนการศึกษาวิเคราะห์ ระบบการบริหารจัดการ แนวทางการพัฒนา รูปแบบการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนที่เหมาะสม ซึ่งจะศึกษาจากกองทุนที่ดี 2 กองทุน กองทุนที่สามารถเชื่อมโยง 1 กองทุน กองทุนที่สามารถยกระดับสวัสดิการระดับจังหวัด 1 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่รูปธรรมระดับตำบล ระดับจังหวัด และพื้นที่ที่มีความเสี่ยง โดยจะใช้กระบวนการการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม เพื่อนำผลการศึกษาไปสู่การทบทวนกระบวนการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนต่อไป
โครงการการหนุนเสริมการวิจัยการพัฒนารูปแบบและแนวทางเพิ่มความเข้มแข็ง สภาองค์กรชุมชนตำบลสู่การเป็นพลเมือง
ชูชาติ ผิวสว่าง ที่ปรึกษาคณะอนุประสานงานสภาองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำเสนอโครงการการหนุนเสริมการวิจัยการพัฒนารูปแบบและแนวทางเพิ่มความเข้มแข็ง สภาองค์กรชุมชนตำบลสู่การเป็นพลเมือง นำเสนอว่า กระบวนการวิจัยระดับพื้นที่ของโครงการนี้มีทั้งหมด 11 พื้นที่ โดยจำแนกพื้นที่ออกเป็น 3 ลักษณะ 1) สภาองค์กรชุมชนตำบลที่มีความเข้มแข็ง เคลื่อนงานเป็นรูปธรรม 6 ตำบล ประกอบด้วย เทศบาลตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ การจัดการสิ่งแวดล้อม, ตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เศรษฐกิจฐานล่าง, ตำบลเหล่าใหญ่ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม การบูรณาการแผนร่วมกับรัฐ, ตำบลบึงโขงหลง อำเภอบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ การมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะ และตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเลย การจัดการที่อยู่อาศัยเมืองและท่องเที่ยวชุมชน 2) ตำบลที่ยังไม่เข้มแข็งไม่สามารถเคลื่อนงานได้ 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลแดงใหญ่ อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ ตำบลบ้านดง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และตำบลปรางค์กู่ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ และ 3) สภาองค์กรชุมชนตำบลที่สามารถยกระดับการทำงานเป็นเครือข่ายในระดับอำเภอ 2 อำเภอ คืออำเภอกุฉินารายณ์ และอำเภอเมืองจังหวัดกาฬสินธุ์
เพื่อศึกษาบทเรียน สืบค้นคุณค่า ความจริง ความรู้ พัฒนา ยกระดับ พัฒนากระบวนการร่วมวิเคราะห์ปัญหา และสร้างทางเลือก ว่าอะไรคือปัจจัย เครื่องมือ กระบวนการ ในการพัฒนาและยกระดับการขยายผลอย่างไร ใช้เครื่องมือวิจัยเป็นเครื่องมือนำทาง ค้นหา อะไรคือปัจจัย ร่วมวิเคราะห์ปัญหา พัฒนาทางเลือกในการแก้ปัญหา
โดยได้ออกแบบกระบวนการหนุนเสริม ให้มีทีมสภาฯ ชุดหนึ่งลงไปช่วยหนุนการวิจัย ในการศึกษาวิเคราะห์ ประมวลความเห็น ความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค สาเหตุ แนวทางการเพิ่มความเข้มแข็ง โดยใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือในการถักทอเครื่อข่าย บนฐานของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การวิจัยเพื่อการพัฒนา และเทคนิคกระบวนการวางแผนแบบมีส่วนร่วม
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่มีการเสนอ 5 ชุดโครงการวิจัย ที่ประชุมได้ให้ความเห็น พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ กับโครงการต่างๆ ได้นำไปปรับแก้ เพื่อพัฒนาโครงการให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้หารือถึงระบบการสนับสนุน การวางจังหวะก้าว โดยออกแบบให้มีคณะทำงานกำกับทิศทางที่มีองค์ประกอบ สกว. พอช. นักวิชาการ นักพัฒนา องค์กรชุมชน รวมทั้งกลไกการสนับสนุนทั้งงานวิจัย เนื้อหา การพัฒนา และหนุนระบบการจัดการ ให้ชุดโครงการต่างๆ ประสบความสำเร็จ ซึ่งในเบื้องต้นจะมีกลไกการประสานงานระดับภาคที่มีตัวแทนมาจาก สกว. พอช. องค์กรขุมชน นักวิชาการ เป็นกลไกหนุนช่วยระบบจัดการ ช่วยชุดโครงการในเบื้องต้นในการพัฒนาโครงการช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม เสนอโครงการภายในเดือนสิงหาคม เดือนกันยายนเปิดเวทีพิจารณาโครงการ และตั้งเป้าหมายให้โครงการวิจัยได้เริ่มดำเนินการต้นเดือนตุลาคมต่อไป














