ตามที่ทางรัฐบาลมีโครงการจัดการสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำ โดยการรื้อย้ายบ้านเรือนที่อยู่ในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อออกจากแนวก่อสร้างเขื่อน เพื่อให้สำนักการระบายน้ำ กทม. สร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม และให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ "พอช." จัดทำแผนงานที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับประชาชนที่ต้องรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวก่อสร้างเขื่อน ตามโครงการ "บ้านประชารัฐริมคลอง" นั้น ขณะนี้การก่อสร้างบ้านใหม่ในชุมชนริมคลองลาดพร้าวมีความคืบหน้าไปตามลำดับขั้น โดย พอช.ได้สนับสนุนการก่อสร้างบ้านไปแล้ว 9 ชุมชน สร้างเสร็จไปแล้วประมาณ 900 หลัง ส่วนที่ชุมชนริมคลองบางซื่อซึ่งมีจำนวน 7 ชุมชน ประมาณเกือบ 500 ครัวเรือน ยังอยู่ในระหว่างเตรียมการเพื่อออกแบบและพัฒนาที่อยู่อาศัย
ล่าสุดวันนี้ (11 มิถุนายน 2560) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนได้จัดกิจกรรมศึกษาดูงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ชุมชนวังหลังตรอกต้นโพธิ์ เขตบางกอกน้อย เพื่อให้ตัวแทนชาวชุมชนริมคลองบางซื่อซึ่งอยู่ในระหว่างการพัฒนาที่อยู่อาศัยได้เห็นรูปแบบการพัฒนาชุมชน และนำกลับไปใช้ในการออกแบบบ้านและผังชุมชนที่ชุมชนริมคลองบางซื่อ โดยมีนายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้าร่วมงาน มีตัวแทนชาวชุมชน นักวิชาการด้านที่อยู่อาศัย และเจ้าหน้าที่ พอช.เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 50 คน
นายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวว่า ชุมชนวังหลังตรอกต้นโพธิ์เป็น 1 ในโครงการบ้านมั่นคงที่ พอช.ให้การสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนเดิม จำนวน 33 หลัง โดยเช่าที่ดินกรมธนารักษ์ ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมด โดย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.กระทรวง พม.ได้ทำพิธีมอบบ้านให้แก่ชาวชุมชนไปแล้วในช่วงต้นปี 2559 ซึ่งจากสภาพเดิมของชุมชนที่มีความแออัด ไม่เป็นระเบียบ บ้านเรือนมีสภาพทรุดโทรม จึงได้ออกแบบบ้านและก่อสร้างใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและสามารถทำมาค้าขายได้ เพราะอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา และใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช มีประชาชนและนักท่องเที่ยวสัญจรไปมาตลอดทั้งวัน
“ชุมชนริมคลองบางซื่อในอนาคตก็คงจะไม่แตกต่างจากชุมชนวังหลังฯ คือชาวบ้านสามารถใช้บ้านเป็นที่อยู่อาศัยและทำมาค้าขายได้ เพราะชุมชนตั้งอยู่ระหว่างถนนสองสายที่สำคัญ คือ ถนนรัชดาภิเษกกับถนนลาดพร้าว และขณะนี้ถนนรัชดาภิเษกมีรถไฟฟ้าใต้ดินแล้ว ส่วนถนนลาดพร้าว รัฐบาลมีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในเร็วๆ นี้ ทำให้ชุมชนริมคลองบางซื่อสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ เป็นย่านอาหารการกิน มีเส้นทางเดินและทางจักรยานเลียบคลอง รวมทั้งการเดินเรือในคลอง เชื่อมระหว่างลาดพร้าวกับรัชดาภิเษกได้” ปลัดกระทรวง พม.กล่าว

นอกจากกิจกรรมการศึกษาดูงานที่ชุมชนวังหลังตรอกต้นโพธิ์ในวันนี้แล้ว ตัวแทนชาวชุมชนริมคลองบางซื่อจำนวน 30 คน ยังได้แบ่งกลุ่มกันพูดคุยแลกเปลี่ยนกับชาวชุมชนวังหลังในประเด็น แนวคิดการพัฒนาชุมชน รูปแบบการพัฒนา การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ การแบ่งพื้นที่สาธารณะ การสร้างเอกลักษณ์ชุมชน การสร้างเศรฐกิจชุมชน ฯลฯ เพื่อนำข้อมูลและแนวคิดที่ได้รับกลับไปร่วมกันวางผังออกแบบบ้านและผังชุมชนร่วมกับนักวิชาการด้านที่อยู่อาศัย ตัวแทนกรุงเทพมหานคร และ พอช.ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ ที่ชุมชนริมคลองบางซื่อ
ชุมชนริมคลองบางซื่อมีทั้งหมด 7 ชุมชน ประชากรรวม 2,970 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพ ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ รับจ้างทั่วไป ลูกจ้างบริษัทเอกชน และรับราชการ ประกอบด้วย ชุมชนริมคลองบางซื่อรัชดาภิเษก ชุมชนริมคลองบางซื่อลาดพร้าว(ซอย) 34 ชุมชนริมคลองบางซื่อลาดพร้าว (ซอย) 42-44 ชุมชนริมคลองบางซื่อลาดพร้าว (ซอย)46 ซึ่งทั้ง4 ชุมชนนี้ชาวบ้านสามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้ แต่จะต้องมีการปรับผังชุมชนใหม่ เพื่อรื้อบ้านออกจากแนวก่อสร้างเขื่อน และสร้างบ้านใหม่โดยจัดสรรให้แต่ละครอบครัวได้ขนาดบ้านเท่ากัน รวมทั้งสิ้น 423 ครัวเรือน
ส่วนอีก 3 ชุมชนที่อยู่ในแนวเขื่อนไม่มีพื้นที่เหลือให้สร้างบ้าน ต้องหาที่อยู่อาศัยใหม่ คือ ชุมชนรุ่งเรืองตอนปลาย ชุมชนวัฒนานิเวศ 5 และชุมชนซอยพัทลุง รวมทั้งชาวชุมชนริมคลองบางซื่อที่ต้องการไปอยู่ในที่ดินใหม่ รวม 43 ครัวเรือน โดยที่ผ่านมาชาวบ้านกลุ่มนี้ได้เคยไปดูที่ดินแปลงใหม่ซึ่งเป็นที่ดินของเอกชนบริเวณบึงนายพลเขตมีนบุรีแล้ว
ทั้งนี้คลองบางซื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมของกรุงเทพมหานคร เป็นคลองที่เชื่อมต่อกับคลองลาดพร้าว บริเวณใกล้วัดลาดพร้าว ส่วนต้นคลองเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณย่านเกียกกาย เขตดุสิต มีความยาวทั้งหมดประมาณ 7.9 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้ กทม.กำลังก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อระบายน้ำในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในลงคลองบางซื่อออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา (คาดว่าจะแล้วเสร็จกรกฎาคม 2560 นี้) ขณะที่คลองบางซื่อในช่วงที่มี 7 ชุมชนตั้งอยู่อยู่ในเขตห้วยขวาง มีความยาวช่วงนี้ประมาณ 1,800 เมตร
ส่วนชุมชนวังหลังตรอกต้นโพธิ์ มีเนื้อที่ทั้งหมด 1 ไร่ 42 ตารางวา โดย พอช.สนับสนุนให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์เคหสถาน เพื่อทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ และพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ในที่ดินเดิมภายใต้โครงการ “บ้านมั่นคง” มีเงื่อนไขการเช่าที่ดิน คือ เช่าเพื่อที่อยู่อาศัยและเช่าเชิงธุรกิจ รวมทั้งหมด 33 หลังคาเรือน อัตราค่าเช่าตารางวาละ 59 บาทต่อเดือน มีแบบบ้านเดียว เป็นบ้านแถว 2 ชั้น ขนาด 42 ตารางเมตร ราคา 240,580 บาท
โดยชาวบ้านได้ขอใช้สินเชื่อในนามสหกรณ์ฯ จาก พอช.รวม 6.1 ล้านบาทเศษ และ พอช.ได้สนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค การบริหารจัดการอีกประมาณ 2 ล้านบาทเศษ โดยชาวบ้านแต่ละครัวเรือนจะต้องผ่อนชำระสินเชื่อสร้างบ้านกับ พอช. ประมาณ 1,600 บาทต่อเดือน ระยะเวลา 15 ปี ปัจจุบันชาวบ้านทั้งหมดมีอาชีพหลัก คือการค้าขาย โดยใช้พื้นที่หน้าบ้านและชั้นล่างเป็นพื้นที่ค้าขาย เช่น ขายอาหารต่างๆ เครื่องดื่ม ขายสินค้าที่ระลึก เสื้อผ้า ฯลฯ





