สกลนคร/ 12-13 มิถุนายน 2560 คณะทำงานพัฒนาคุณภาพขบวนองค์กรชุมชนและผู้นำการเปลี่ยนแปลงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดเวทีพัฒนาศักยภาพแกนนำเชิงยุทธศาสตร์ระดับตำบล กลุ่มจังหวัดสนุก (สกลนคร นครพนม มุกดาหาร) ณ ห้องประชุมเขื่อนชลประทานน้ำอนู จังหวัดสกลนคร เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ทักษะในการจัดทำแผนพัฒนา และทักษะการประสานงานให้กับแกนนำ โดยมีเนื้อหาวิชาว่าด้วยโลกาภิวัฒน์และการจัดระเบียบโลก อุดมการณ์ทางการเมืองภาคพลเมือง การกระจายอำนาจชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง อุดมการณ์สภาองค์กรชุมชน กรณีศึกษาจังหวัดอำนาจเจริญจัดการตนเอง การประสานงานและภาวะผู้นำ การจัดทำยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ
นายวิเชียร พลสยม ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค (ปฏิบัติการพื้นที่) พอช. กล่าวในหัวข้อ “สภาองค์กรชุมชนเครื่องมือการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น” โดยระบุว่า หลังจากตั้งสภาองค์กรชุมชนแล้ว จะมีคำถามที่ตามมา ซึ่งเราต้องก้าวข้ามคำถามสำคัญ 1) สถาฯ คืออะไร 2) มีสาระความสำคัญอย่างไร 3) สภาฯ ยังจำเป็นไหม เกิดประโยชน์อะไร จริงหรือไม่ที่สภาฯ มีความซ้ำซ้อนและเป็นที่รวมของผู้อกหักจากการเลือกตั้งท้องถิ่น
ในเชิงหลักการนั้น สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือใหม่ มีที่มาจากกระบวนการทำงานภาคประชาชนไปสู่เชิงคุณภาพมากขึ้น ภาคประชาชนได้เปลี่ยนวิธีการใหม่ จากการชุมนุมเรียกร้องก่อม๊อบ หันกลับมาสร้างพื้นที่กลางในการปรึกษาหารือ และจะลงมือทำให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองมากขึ้น ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ หลังปี 40 ชุมชนได้เรียนรู้ผ่านการทำแผนชุมชนที่สภาพัฒนฯ สนับสนุน และได้เรียนรู้ผ่านงานพัฒนาต่างๆ ทั้งธนาคารชุมชน กองทุนหมู่บ้าน กองทุนปลดหนี้ สื่อชุมชน ฯลฯ
ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับหน่วยงานเปลี่ยน การทำข้อบัญญัติของท้องถิ่นต้องมาจากแผนของชุมชน มีการใช้ข้อมูล ความรู้เป็นเครื่องมือในการทำงาน ชุมชนสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนด้วยตนเองได้ จึงตกผลึกเป็นสภาองค์กรชุมชนตำบล ที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายองค์กรต่างๆ ในชุมชน กำกับการพัฒนาตามแผนของชุมชน ทบทวนแผน ให้ทันต่อสถานการณ์ เปรียบเหมือนการมีสภาพัฒนฯ อยู่ในตำบลและเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในชุมชน โดยคนในชุมชนท้องถิ่น เพื่อคนในชุมชนท้องถิ่น
โดยเป็นเวทีแลกเปลี่ยนกำหนดแนวทางการพัฒนา ใช้ตัวแทนกลุ่มองค์กรต่างๆ เข้ามาร่วมกัน ที่ต่างกลุ่มต่างมีเป้าหมายของแต่ละกลุ่มองค์กร เป็นที่รวมกลุ่มองค์กรชุมชนต่างๆ รวมสถาบันต่างๆ บ้านวัดโรงเรียน และผู้มีปัญญา ปราชญ์ชาวบ้าน และผู้นำทางการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยมีกฏหมายรองรับการปรึกษาหารือของประชาชน ก่อให้เกิดประโยนช์ เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ลดความขัดแย้ง นำความรู้สู่การขยายผล เป็นการลดระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เพราะทุกคนสามารถเข้ามามส่วนร่วมกำหนดความต้องการของชุมชน
ผู้ช่วยผู้จัดการภาค กล่าวต่อว่า 9 ปี สภาฯ พี่น้องยังไม่สามารถใช้เครื่องมือนี้ได้อย่างแท้จริง เรารู้จักสภาองค์กรชุมชนแค่ไหน ลักษณะใด 1) รู้จัก 2) รู้และเข้าใจบทบาท 3) เชื่อว่าสามารถเป็นเครื่องมือได้ 4) เชื่อว่าเป็นฟางเส้นสุดท้าย เป็นอุดมการณ์ในการพัฒนา ไม่มีเครื่องมือใดแล้วที่จะทำให้พี่น้องลุกขึ้นมาเสนอแนวทางการพัฒนาระดับตำบล จังหวัด ภาค ระดับชาติ ประชาชนเป็นเจ้าของการพัฒนา แต่ทำไมองค์กรชุมชนจึงยังไม่สามารถใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นได้
สภาพความเป็นจริงของกลไกโครงสร้างสภาองค์กรชุมชนตำบลในมิติการจัดการตนเอง เหมือนศาลพระภูมิร้าง มีแต่โครง ไม่มีเลือดมีเนื้อ มีหัวใจเหยี่ยวๆ เป็นมากกว่า 90 % โดยส่วนใหญ่ เสียของ ตั้งไว้เฉยๆ ไม่มีรายงานประชุม เรียกคนมาประชุมไม่ได้ พ.ร.บ.สภาฯ เกิดขึ้นจากชาวบ้าน ก่อนหน้านั้น ชาวบ้านถูกตั้งคำถามตลอดว่า เจ้าเป็นใคร อยู่หน่วยงานไหน สภาฯ เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำได้ เป็นกฏหมายที่รองรับการมีส่วนร่วมของประชาชน ทดแทนความบกพร่องประชาธิปไตยแบบตัวแทน อุดช่องโหว่ประชาธิปไตย 3 วินาที (หย่อนบัตร)
สภาฯ เป็นกระบวนการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง สร้างพลังต่อรอง มีกฏหมายรับรอง เพิ่มศักยภาพแกนนำได้ สร้างเครือข่ายข้ามพื้นที่ กระตุ้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง สร้างพลังได้ แก้ปัญหาได้จริง สร้างประชาธิปไตยชุมชนเป็นฐานของประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นและประเทศ เมื่อก่อน บ้าน วัด โรงเรียน ท้องที่ ท้องถิ่น ชุมชน ถ้าไม่มีสภาฯ ก็จะไม่มีเวทีของชาวบ้าน ที่มีศักดิ์ศรีเท่ากันเพราะมีกฏหมายรองรับ
ต้องมีความเชื่อร่วมกัน ถ้าไม่มีไปไม่ได้ เชื่อว่าตนเองมีหน้าที่ ที่จะทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง พัฒนาชุมชนท้องถิ่น และเชื่อว่าตนเองมีอำนาจ มีอำนาจที่จะทำได้ด้วย ไม่ใช่นายก อบต. กำนัน เพียงเท่านั้น ถ้าเราจะเดินได้เราต้องเชื่อ 2 เรื่องนี้เป็นพื้นฐาน จากงานวิจัย สภาฯ ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ยังไม่สามารถเชื่อมโยงการทำงานกับท้องถิ่น ยังต่างฝ่ายต่างทำ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำสภาฯ มีทัศนะคติไม่ดีต่อกัน การประสานงานยังไม่เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ผลจึงไม่สามารถบูรณาการแผนการพัฒนาได้ เราต้องลดความหวาดระแวง แสดงจุดยืนให้ชัดเจน การจัดตั้งต้องสร้างความเข้าใจกับท้องถิ่นตั้งแต่ต้น
สถาฯ จะเข้มแข็งขึ้นหรือไม่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค ย้ำว่า “ขึ้นอยู่กับผู้นำ และทุนเดิมในพื้นที่ กลุ่มองค์กร ประสบการณ์การทำงานร่วมกัน สภาฯต้องประกอบด้วยการมีเป้าหมายในการพัฒนา สายตาต้องมองมีวิสัยทัศน์การพัฒนาระยะยาว 10-20 ปี ที่เป็นหัวใจคือแผนชีวิตชุมชน เนื้อหนังมังสาต้องมีแผนพัฒนากิจการสภาฯ ที่ประกอบด้วยข้อบังคับการประชุม การพัฒนาศักยภาพสมาชิก และต้องมีแผนการสร้างทุน รวมทั้งต้องมีแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น เช่น แผนการจัดสวัสดิการชุมชน ถ้าจะไปได้ต้องมีแขนขา แกนนำสำคัญ แผนพัฒนากลุ่มองค์กรชุมชน กลไกความร่วมมือ การติดตามประเมินผล ทรัพยากร งบสนับสนุน เหล่านี้เป็นเนื้อหนังที่ห่อหุ้มร่างกายไม่ให้มีแต่โครง พี่น้องต้องใช้สภาฯ เป็นเครื่องมือในการบริหารชีวิตตนเองประสานความร่วมมือ สถาฯ จะเข้มแข็งหรืออ่อนแอขึ้นอยู่กับผู้นำ”
หลักคิดในการประสานงาน
นายพิพัฒนชัย พิมพ์หิน ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ของประชาชนเหลือน้อยลง ในการที่จะให้ประชาชนปกป้องพื้นที่ของตนเอง เพราะภายใต้โลกาภิวัฒน์ ที่แทรกซึมเบียดพื้นที่ให้ชุมชนหายไปเหลือแต่บรรษัทข้ามชาติ ที่ระบบราชการ คอยชงลูกให้กับกลุ่มทุน พื้นที่ที่เรายืนเหลืออยู่คือสภาองค์กรชุมชน คือองค์กรในการสร้างพื้นที่ประชาชน ใครจะมาทำอะไร เราต้องรับรู้ ไม่ใช่ปล่อยให้เข้าเขามาทำอะไรก็ได้ในพื้นที่ 9 ปี สภาองค์กรชุมชน ทุกคนถามหาว่าเราทำอย่างไรถึงทำตามเจตนารมณ์สภาฯ ได้แล้วหรือยัง
วาทกรรมที่ใช้กันทั่วโลก ต้องกำหนดพื้นที่รัฐให้เล็กลง ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมต้องใหญ่ขึ้น ไม่ใช่ให้รัฐมาคุมเรา นี่คือเจตนารมณ์ ต้องให้ประชาชนในท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดอนาคตตนเอง ไม่ใช่ดึงเราไปทางนั้นทางนี้ การพัฒนาแกนนำจังหวัด ก็เพื่อให้แกนนำยืนหยัดในการสร้างพื้นที่ให้กับภาคประชาชน และมาพัฒนาศักยภาพให้กับแกนนำตำบล ต้องเริ่มจากการสร้างความมั่นใจให้กับแกนนำ
ภาพข้างหน้าถ้าประชาชนไม่ลุกขึ้นมา โลกาภิวัฒน์ก็จะเข้ามาคุม นักการเมือง ข้าราชการ กลุ่มทุน 9 ปี ที่เราย่ำ จะยกระดับสร้างความมั่นใจให้กับแกนนำอย่างไร การประสานงานให้คนยอมรับทำอย่างไร เราต้องมั่นใจตัวเองก่อน การประสานงานถือเป็นบทบาทหนึ่งของสภาองค์กรชุมชน การประสานงานต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน การประสานงานต้องมีองค์ประกอบ จากการสร้างความร่วมมือ จังหวะเวลา ความสอดคล้องกัน ระบบการสื่อสารที่รวดเร็ว ผู้ประสานงานต้องทำให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมทำงานอย่างมีจุดหมายเดียวกันตามวัตถุประสงค์ของงานที่กำหนดไว้
การประสานงานนั้นมีทั้งแบบที่ไม่เป็นทางการ การประสานภายในและภายนอกองค์กร การประสานงานในแนวดิ่ง และแนวราบ การเคลื่อนสภาฯ ได้ ต้องมีการประสานงาน และสภาฯ คือองค์กรสาธารณะ ที่ต้องให้คนเกิดความเชื่อมั่น ข้อมูลข่าวสาร แผนงาน การเงินการบัญชี ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมให้คนอื่นตรวจสอบได้ ซึ่งการเลือกคนในการทำหน้าที่ประสานงานเป็นสิ่งสำคัญ “การประสานหน่วยงานต้องประสานคน จะประสานคนต้องประสานใจ”
“55543” ประสบการณ์ในการประสานความร่วมมือ
นายคำจันทร์ จันทร์จำปา ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอุดรธานี เล่าถึงประสบการณ์ในการประสานงาน โดยกล่าวว่า ในการทำงานนั้นคิดอย่างเดียวในทางปฏิบัติว่าทำอย่างไรถึงจะสำเร็จ ตนนั้นเริ่มต้นทำงานมาตั้งแต่ปี 2509 เริ่มพาเพื่อนตั้งร้านค้าสวัสดิการชุมชน และเรื่อยมาจนร่วมก่อตั้งอีก 9 หน่วยงาน ซึ่งแต่ละที่แต่ละแห่งนั้นมีเงินทุนหมุนเวียนนับร้อยล้านก็มี
ที่ผ่านมาไม่เคยรู้จักทฤษฎีการประสานงาน ทำอย่างเดียวคือการไปหาคน โดยค้นหาว่าใครคือเป็นผู้มีแนวคิดคล้ายๆ กัน ทั้งเป็นคนที่เรารู้จัก และคนที่เราไม่รู้จัก ไปถึงก็แนะนำตัวเอง คุยกันในเบื้องต้น ก่อนที่จะหารือเรื่องงาน ส่วนคนที่ไม่รู้จัก ก็แนะนำตัว แนะนำสื่งที่จะมาขอความร่วมมือ สิ่งที่จะต้องไม่ลืมคือความอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก
การประสานหน่วยงาน ก็ทำหนังสือชี้แจงนัดหมาย แล้วค่อยตามโดยอ้างถึงหนังสือที่ส่งไปก่อนหน้า ใช้สูตรนี้ทั้งการประสานคน และหน่วยงาน เมื่อกลับไปหาอีกครั้ง ก็ง่ายขึ้น แล้วก็ชี้แจงวัตถุประสงค์ ในสิ่งที่เราจะทำ โดยเราต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ จริงๆ เพื่อจะอธิบายสร้างความเข้าใจ ในรอบนี้จะเป็นการให้รายละเอียดของงาน เมื่อประสานหน่วยงานและคนได้แล้ว ก็นัดหมายมาประชุมพร้อมกัน ก็คุยเรื่องหลักการบริหารองค์กร
การทำงานที่ผ่านมา นำมาสรุปเป็นหลักคิดที่ใช้ในการทำงานได้สูตร “55543” 5 ตัวแรกคือ 5 ร่วม ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผล และร่วมตรวจสอบ 5 ที่ 2 คือ 5 หลักการ โปร่งใส เอื้ออาทร มีประสิทธิภาพ เพิ่มเพื่อน และพึ่งตนเองได้ 5 ที่ 3 คือ 5 คุณธรรม ซื่อสัตย์ เสียสละ รับผิดชอบ เห็นใจกัน และไว้วางใจกัน ส่วน 4 ก็คือ 4 แรง แรงกาย แรงใจ แรงปัญญา และแรงจำนวน สำหรับ 3 คือ 3 ด้าน ด้านองค์กร ด้านกิจกรรม และด้านผลประโยชน์ ซึ่งตนได้ยึดหลักนี้ในการทำงานที่ผ่านจนประสบความสำเร็จต่างๆที่ผ่านมา นายคำจันทร์ กล่าว
แนวคิดการทำแผนยุทธศาสตร์
นายพิชิต พิทักษ์ คณะทำงานพัฒนาศักยภาพฯ กล่าวถึงการทำแผนยุทธศาสตร์นั้นทำเพื่อให้ตำบลจัดการตนเองได้ ทำไมต้องมียุทธศาสตร์ ความหมายความสำคัญคืออะไร คำว่ายุทธศาสตร์ เป็นคำทางการทหาร ยุทธศาสตร์คือวิชาการรบ ยุทธวิธีคือวิธี หรือกลวิธีการรบ ในองค์กรทางธุรกิจ กลุ่มทุนก็มีการกำหนดยุทธศาสตร์เช่นกัน เป็นการวางแผนกลยุทธ์ในการสร้างตลาด
แต่ในทางการพัฒนา ยุทธศาสตร์ คือแผนงาน หรือทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และพันธกิจ เป็นวิธีการ ขั้นตอนที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ ในองค์กรใหญ่ อย่างจังหวัด หรือ อบต. จะมีการกำหนดแผน 3 ปี 5 ปี ที่จะมีการไล่กำหนดตั้งแต่ วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี แผนแม่บท แผนงาน โครงการ จนถึงตัวกิจกรรม ตัวอย่างเช่นในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ก็มีการกำหนดวิสัยทัศน์ ซึ่งก็คือคำขวัญว่า “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ” แล้วก็แปรไปสู่แผนปฏิบัติการ
ซึ่งวิสัยทัศน์ต้องสอดคล้องกับชื่อกลุ่ม ชื่อองค์กร องค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง ต้องมีอุดมการณ์ มีธงนำมีเป้าหมายร่วม มีโครงสร้างการบริหารจัดการที่ดี มีโครงสร้างองค์กร กรรมการ มียุทธศาสตร์ ยุทธวิธี แผนงาน กิจกรรมที่ต่อเนื่องแก้ปัญหาได้ มีระเบียบกติกา มีภาคี แนวร่วม โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการประชาสัมพันธ์ขยายผล และการประเมินผลสรุปบทเรียน อีกด้านคือฐานราก ที่ประกอบด้วยสมาชิก มวลชนที่ขยายตัวมากขึ้น และผู้นำแกนนำที่ดี
นายพิชิต กล่าวต่อว่า แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา ก็เพื่อนำไปสู่ภาพลักษณ์ใหม่ เป็นปัจจัยที่ชี้อนาคตขององค์กรนั้น เพื่อให้องค์กรพัฒนาตนเองได้ทันกับสถานการณ์ โดยการวางแผนที่เป็นกระบวนการอย่างหนึ่งในการช่วยตัดสินใจ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ ภายใต้ระยะเวลา ทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับกิจกรรมหนึ่งว่าจะทำกับใคร ทำอะไรอย่างไรเมื่อไหร่
นักยุทธศาสตร์ ต้องมีองค์ประกอบ ของความเป็นนักคิด เป็นผู้มีองค์ความรู้ มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหา เสียสละส่วนรวมมาก่อนส่วนตัว จิตใจกล้าหาญ ซื่อสัตย์มีคุณธรรมเปิดเผยโปร่งใสตรวจสอบได้ รู้ปัญหา วิเคราะห์ปัญหาเป็น วางแผนแก้ปัญหาเป็น ประสานงานเป็นสื่อสารเป็น รู้กาละเทศะ ผ่อนปรน และมีวินัย ขบวนองค์กรชุมชนต้องการ เสธฯ ไม่ต้องการทหารเกณฑ์ เราขาดนักคิดนักวางแผน มีแต่นักปฏิบัติ จริงหรือ
การจะกำหนดยุทธศาสตร์ให้ถูกต้องนั้นจะต้องเข้าใจสภาพปัญหาของสังคมนั้นก่อน เพราะปัญหามีหลายระดับ ทั้งประเทศ ภาค ปัญหาของชุมชนท้องถิ่น จังหวัด อำเภอ ตำบล คืออะไร เราต้องเข้าใจสภาพของตำบล ท้องที่ ท้องถิ่น เป็นอย่างไร ผู้นำเป็นอย่างไร รู้สภาพข้อมูลของตำบลเพื่อจะนำมากำหนดแผนได้อย่างถูกต้อง การจะกำหนดแผนต้องเข้าใจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง โครงสร้างการเมืองการปกครอง การวิเคราะห์สถานการณ์ประเทศ จนถึงตำบล เป็นเรื่องสำคัญ ใครคุมปัจจัยการผลิตก็สามารถคุมทรัพยากร เราจะวางแผนเราก็ต้องมองวิเคราะห์การเมืองในระดับตำบลว่าใครคือผู้คุมปัจจัยการผลิตในระดับตำบลเช่นกัน
ประสบการณ์จัดการตนเองอำนาจเจริญ
นายชาติวัฒน์ ร่วมสุข ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ เล่าถึงบทเรียนในการจัดการตนเองของจังหวัดอำนาจเจริญ โดยระบุว่า “ไม่มีใครสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ ถ้าพี่น้องประชาชนไม่ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง” อำนาจเจริญเป็นจังหวัดที่มี GDP ต่ำที่สุดในประเทศไทย จากการเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดทำให้คนอำนาจเจริญมีแรงฮึดที่ลุกขึ้นมาสู้เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยาก
โดยยกตัวอย่าง 1 ตำบล จากทั้งหมด 63 ตำบล ว่าคนอำนาจเจริญเขาหาทางออกร่วมกันอย่างไร ในการพาพี่น้องออกจากความทุกข์ยากยังไง โดยเขาเริ่มต้นจากตัวเขาเอง จากกลุ่มของเขาเอง เริ่มจากเวทีสร้างความตระหนัก สร้างสำนึกร่วม วิเคราะห์ปัญหา ค้นหาสาเหตุ ออกแบบวางแผนว่าจะใช้วิธีการแบบไหน หาทางแก้ไข ทำข้อเสนอ สิ่งที่ประชาชนจะทำเอง สิ่งที่เสนอต่อหน่วยงานอื่นๆ และการหาความร่วมมือ ตัวอย่างเช่นเรื่องที่ประชาชนทำเองในการที่จะอนุรักษ์ความสมบูรณ์ของลำน้ำ โดยร่วมกันจัดทำวังปลา ใครมีแรงมีของก็ช่วยกันไปทำ แล้วจะใช้วิธีเปิดเวทีตำบล เชิญนายก อบต. เชิญนายอำเภอ แล้วภาคประชาชนก็เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา เสนอต่อ อบต. เสนอต่อพี่น้องประชาชน และมีการติดตามผลการดำเนินงาน
นายชาติวัฒน์ ระบุว่า นอกจากแก้ปัญหา ร่วมวางแผนในระดับตำบลแล้ว ยังมีการรวบรวมและระดมแนวทางการแก้ปัญหาของทั้ง 63 ตำบล แล้วจึงมาการจัดเวทีในระดับจังหวัด เป็นข้อเสนอที่ประชาชนจะทำเองที่จะร่วมกันแก้ ซึ่งมีการจัดงานคนกว่า 15,000 คน ก็มาร่วมประกาศธรรมนูญจังหวัดอำนาจเจริญ และมีการบูรณาการแผนยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ แผนงานร่วมกับหน่วยงานในระดับจังหวัดด้วย
ด้วยฝีมือของคนที่รักบ้านรักเมืองอำนาจเจริญที่ลุกขึ้นมาเพื่อจะแก้ปัญหาให้คนอำนาจเจริญหลุดออกจากความทุกข์ยาก ทำให้ปรากฏการณ์การแก้ปัญหาคนอำนาจเจริญได้ดีขึ้นมาตามลำดับ
การจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น
ผศ.ดร.สถาพร เริงธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ที่ต้องพูดถึงเรื่องการจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง เพราะเป็นอนาคตของประเทศไทยที่เราไม่สามารถฝากอนาคต ความหวังไว้ที่ข้าราชการและนักการเมืองได้ และประชาชนเองมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แม้จะเป็นรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลทหาร แต่ก็ได้รับรองสิทธิของภาคประชาชนในการที่จะลุกขึ้นมาดูแล สาระทุกข์สุขดิบของประชาชนในระดับตำบล และจังหวัดของตนเองได้
การพูดคุยเรื่องการจัดการตนเอง ในระยะ 6-7 ปีที่ผ่านมา และในโอกาสที่จะครบรอบ 1 ปี การจากไปของครูสน รูปสูง น่าจะมีการเปิดเวทีเพื่อคลิกอ๊อฟการปฏิรูปประเทศไทยจากมือประชาชนหรือไม่ ที่จะทำการปฏิรูปคู่ขนานไปกับภาคส่วนอื่นๆ ด้วย
ดร.สถาพร กล่าวต่อว่า ถ้ากล่าวถึงแนวคิด “จังหวัดจัดการตนเอง” สรุปง่ายๆ ก็คือ การที่ส่วนราชการ ท้องถิ่น และภาคประชาชน ร่วมกันกำหนดแผนพัฒนาในระดับตำบล จังหวัด และมีการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ข้อเสนอของประชาชน แต่ต้องถูกนำไปใช้จริงด้วย ซึ่งจังหวัดจัดการตนเองไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจมาจากใคร เพราะอำนาจมีอยู่ในท้องถิ่นอยู่แล้ว เพียงแต่จะออกแบบอย่างไรเพื่อให้คนในชุมชนท้องถิ่นได้มามีบทบาทในการกำหนดแผนพัฒนา ซึ่งไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
เริ่มจากที่ประชาชนช่วยกันสืบค้นปัญหา สภาองค์กรชุมชนตำบล ท้องถิ่นต้องได้พูดคุยกัน สำรวจสภาพปัญหา และกำหนดแผนที่นำไปสู่การปฏิบัติการแก้ไข กระบวนการหรือชุดคิดจัดการตนเองนี้ มีการหนุนเสริมในทางวิชาการ และปฏิบัติการอื่นๆ ที่จะให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง ซึ่งจะมีการหนุนเสริมในเชิงวิชาการ และตนเองก็พร้อมที่จะลงมาสนับสนุน เร็วๆนี้ก็จะมีการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ในภาคอีสาน จังหวัดละ 1 ตำบล
ปัจจุบันได้เขียนตำรา “นโยบายสาธารณะของประชาชนในภาคอีสาน” เป็นตำราที่มาจากการทำงานร่วมกับภาคประชาชนมากว่า 6-7 ปี แนวคิด Local Self Government หรือการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น เป็นแนวคิดในระดับสากล ซึ่งมีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย เรื่องเหล่านี้มีหลักคิดทฤษฎีรองรับ เพราะการจัดการตนเอง เป็นองค์ความรู้ที่มีประโยชน์ แต่ถ้าประชาชนพึ่งตนเองไม่ได้ก็ไม่มีความหมาย โดยเราต้องสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นไปพร้อมกันด้วย
เพราะการจัดการตนเองจะเกิดขึ้นได้ก็จากความเข้มแข็งของชุมชน แต่ถ้าชุมชนขาดสิทธิขาดอำนาจก็เกิดขึ้นไม่ได้ และการพึ่งตนเองกับการจัดการตนเองจะเป็นเรื่องที่ไปคู่กัน ตัวชี้วัดที่สำคัญ คือประชาชนและส่วนท้องถิ่น จะต้องร่วมกันทำแผนพัฒนาท้องถิ่นและนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อความมั่นคงในการพึ่งตนเอง ดร.สถาพร กล่าวในตอนท้าย
อย่างไรก็ตาม โครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำ ได้ดำเนินการออกเป็น 3 หลักสูตร หลักสูตรการพัฒนาแกนนำระดับภาค แกนนำระดับจังหวัด และหลักสูตรแกนนำระดับตำบล ที่เน้นการเพิ่มศักยภาพให้กับแกนนำในระดับต่างในการที่จะขับเคลื่อนการทำงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลให้บรรลุตามเจตนารมณ์ และความต้องการของคนในพื้นที่ ซึ่งหลังจากมีการให้ความรู้จากวิทยากรในรายวิชาต่างๆ แล้ว ในช่วงท้ายนายเดชอนันต์ พิลาแดง ได้ให้ความรู้เรื่องการทำแผนเพื่อบูรณาการกับท้องถิ่น โดยผู้เข้าร่วมได้กำหนดจังหวะก้าวเพื่อยกระดับการพัฒนาแผนไปสู่การบรูณาการเชื่อมโยงแผนงานกับท้องถิ่นให้เป็นรูปธรรมต่อไป





