playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักงานภาคเหนือได้ร่วมกับสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ภาคเหนือจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ( Work shop) หลักสูตรการจัดทำแผนพัฒนาชุมชนระดับจังหวัด ให้กับผู้นำขบวนองค์กรชุมชน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ณ กรีนเลค รีสอร์ท ถนนเลียบคลองชลประทาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย และจังหวัดแม่ฮ่องสอน สรุปเนื้อหาโดยภาพรวมได้มีการทบทวนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนแผนพัฒนาตำบล และแผนพัฒนาระดับจังหวัดผ่านกลไกสภาองค์กรชุมชน โดยนางฑิฆัมพร   กองสอน อนุกรรมการภาคเหนือ มีการแบ่งกลุ่มย่อยรายจังหวัดเพื่อวิเคราะห์ SWOT ศักยภาพจังหวัดในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นด้านข้อมูลบริบทพื้นที่ทั่วไป โครงสร้างการบริการขั้นพื้นฐาน การใช้ที่ดินและทรัพยากร ประชากร สภาพสังคมวัฒนธรรม สัดส่วนประชากร กลุ่มชาติพันธุ์ ประเด็นที่องค์กรชุมชนขับเคลื่อนงานในพื้นที่ เช่น สภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจและทุนชุมชน ที่ดินชนบท บ้านพอเพียงชนบท และบ้านมั่นคงเมือง รวมถึงข้อมูลยุทธศาสตร์การพัฒนาของภาคประชาชน และได้มีการเติมข้อมูล ความรู้ความสำคัญของการทำแผนจังหวัดโดยใช้แผนชุมชนเป็นเครื่องมือ การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของภาคเหนือ โดยผู้อำนวยการและทีมสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ภาคเหนือ  

IMG_0475_resize.JPG

นายโสภณ  แท่งเพ็ชร์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ภาคเหนือ ได้พูดถึงที่มาและแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนระดับจังหวัดในการจัดทำแผนพัฒนาร่วมกับ พอช.ว่า “โดยระบบหรือกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาฯ แล้วจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ระบบ ได้แก่ 1) ระบบหน่วยงานปกติ (Function)2) ยุทธศาสตร์หรือนโยบายรัฐ (Agenda) และ 3) ระบบพื้นที่ (Area) ซึ่งทั้งสามระบบนี้จะต้องเชื่อมโยงกัน ในการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 นั้นจะเน้นในเรื่องการพัฒนาเชิงพื้นที่เป็นหลักซึ่งจะต้องมีการเตรียมตัวในเรื่องนี้ และในส่วนของ พอช.เองก็มีแนวคิดและมีเป้าหมายที่ต้องการเห็นขบวนองค์กรชุมชนมีการจัดเตรียมในเรื่องของแผนงาน โครงการต่างๆ และได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐ จึงเป็นที่มาของการหารือร่วมกันระหว่าง พอช.กับสภาพัฒน์ฯ และได้กำหนดให้มีเวทีอบรมเชิงปฏิบัติการ (Work shop) หลักสูตรการจัดทำแผนพัฒนาชุมชนระดับจังหวัดนี้ขึ้นมา”

Evolved0002_resize.jpg

นายปฏิภาณ  จุมผา ผู้อำนวยการสำนักงานภาคเหนือ กล่าวว่า “ในอนาคตแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะต้องมาจากชุมชนที่เป็นฐานราก แต่ทว่าที่ผ่านมาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยขึ้นอยู่กับระบบราชการ ระบบการเมืองเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งมีภาคธุรกิจเอกชนจะมีบทบาทที่สำคัญในการกำหนดแผน ในขณะที่ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมยังไม่สามารถเข้าถึงหรือมีส่วนร่วมในกระบวนการ ขั้นตอนการจัดทำแผนพัฒนาอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ พอช.ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญอย่างยิ่งและต้องการที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง

และเมื่อพูดถึงแผนพัฒนาจังหวัดแล้วถ้าเรามองย้อนกลับมาดูที่ยุทธศาสตร์ของ พอช.ที่กำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” อยู่นั้นเรื่องที่สำคัญหรือภารกิจที่สำคัญที่เราจะต้องทำคือการให้ขบวนองค์กรชุมชนจัดทำแผนพัฒนาระดับตำบล ระดับจังหวัดด้วยตนเอง โดยใช้ประเด็นงานต่างๆเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนแผน อาทิ เช่น บ้านมั่นคงเมือง บ้านพอเพียงชนบท การแก้ไขปัญหาที่ดินและทรัพยากร การจัดสวัสดิการชุมชน เป็นต้น  

การที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการพัฒนา พอช.เห็นว่าขบวนองค์กรชุมชนมีสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญที่เป็นตัวแทนพี่น้องภาคประชาชนในระดับตำบล โจทย์สำคัญก็คือจะทำอย่างไรที่จะให้สภาองค์กรชุมชนเหล่านั้นเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนด และตัดสินใจการวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้ สิ่งที่เป็นผลลัพธ์สำคัญที่ พอช.ต้องการเห็นคือการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย  3-4 เรื่องที่สำคัญคือ เกิดแผนพัฒนาท้องถิ่นระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด ยกระดับขึ้นสู่แผนนโยบายระดับชาติ และจะต้องเป็นแผนที่มากจากตัวชุมชนที่แท้จริง และแผนพัฒนานี้จะไม่ใช่แค่การเน้นที่ตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องเป็นแผนที่มีการพัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาสิ่งแวดล้อม ดิน – น้ำ –ป่า อย่างยั่งยืนด้วย

ดังนั้นการจัดเวทีในครั้งนี้จะเริ่มต้นที่ภาคเหนือเป็นภาคแรก และทางผู้บริหารก็จะนำเรื่องนี้ไปหารือ ขยายผลไปสู่ภาคอื่นๆ และผลักดันให้มีการจัดเวที Work shop แบบนี้จนครบทั้ง 5 ภาค และจะร่วมกับผลักดันในทางนโยบายที่เป็นปัญหา ข้อติดขัดที่เกิดขึ้น และให้ชุมชนสามารถเข้าถึง เข้าใจ และมีโอกาสในการตัดสิน กำหนดแผนพัฒนาในอนาคตได้

Evolved0003_resize.jpg

ครูมุกดา  อินต๊ะสาร ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดพะเยา กล่าวว่า “ในระดับจังหวัดเรามีการทำ MOU หรือการลงนามความร่วมมือระหว่างขบวนองค์กรชุมชนกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งแต่ในขณะเดียวกันเราไม่ได้มีความสัมพันธ์เฉพาะ พอช.เพียงหน่วยงานเดียวแต่เรายังมีภาคีเครือข่ายต่างๆ มากมายมายที่เชื่อมโยงกันอยู่ และหนึ่งในภาคีระดับพื้นที่ที่เป็นกลไกสำคัญในการที่จะขยายงานขยายแนวคิดไปถึงตัวชาวบ้านได้อย่างแท้จริงก็คือคณะกรรมการหมู่บ้าน หรือ กม. ถึงแม้ว่าในระดับพื้นที่ตำบลจะมีสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนงานในพื้นที่แต่ตัวของสภาองค์กรชุมชนก็ไม่สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่ทุกหมู่บ้านได้ ดังนั้นการทำงานร่วมกับ กม.หรือคณะกรรมการหมู่บ้านจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องให้ความสำคัญ เช่นเดียวกันกับการจัดทำแผนพัฒนาชุมชนสิ่งที่สภาองค์กรชุมชนจะต้องทำเพื่อให้แผนมีความครอบคลุมถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดคือการทำงานร่วมกับคณะกรรมการแต่ละหมู่บ้าน ช่วยกันรวบรวมข้อมูลแผน ปัญหาและความต้องการของพื้นที่ออกมาเชื่อมโยงสู่แผนพัฒนาระดับตำบล ระดับจังหวัด”

Evolved0012.jpg

พระครูสุจินต์นันทกิจ  เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ เจ้าคณะอำเภอสันติสุข ประธานศูนย์การเรียนรู้มูลนิธิวัดโป่งคำ กล่าวว่า “ ที่ผ่านมาสิ่งที่ชาวบ้านไม่มีคือโอกาส และการเข้าไม่ถึงโอกาส ดังนั้นการจะใช้โอกาสเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงโครงการพัฒนานั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและห่างไกลมาก เมื่อก่อนโครงการพัฒนาของหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ที่เข้ามาในพื้นที่เป็นแสนล้านบาท โอกาสที่ชาวบ้านจะเข้าถึงนั้นแทบจะไม่มีเลย ดังนั้นอาตมาจึงอยากจะเสนอว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ พอช.จะสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนให้เต็มพื้นที่ทุกตำบลทุกอำเภอ และทุกๆ สภาฯเหล่านั้นมารวมตัวกันและจัดตั้งกลไก หรือ คณะทำงานกลางขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนการจัดทำแผนพัฒนาโดยชุมชนขึ้น และทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานภาครัฐ”
นอกจากนี้แล้วพระครูพิทักษ์ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราจัดต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่จากเดิมการพัฒนารัฐมักมองไปที่ตั้งอยู่บนฐานทุนมาโดยตลอด มีทุนถึงจะมีการพัฒนาแต่ถ้าเราสามารถเปลี่ยนวิธีคิดการพัฒนาจากฐานทุนมาเป็นฐานธรรมให้คนเข้าถึง เข้าใจธรรมและใช้ธรรมเป็นเครื่องมือในการพัฒนาต้องทำแบบนี้จึงจะไม่เกิดปัญหา”

Evolved_0001_resize.jpg

ปุณญภัส  กมลเนตร เรียบเรียง / รายงาน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter