‘ไทยอง’ หรือ‘ไตยอง’ เป็นกลุ่มคนชาติพันธุ์ตระกูล ‘ไท-ลาว’ กลุ่มหนึ่ง มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองยอง เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เกิดศึกสงครามในสิบสองปันนา ชาวยองกลุ่มใหญ่จึงได้อพยพหลบภัยลงมาทางใต้และเข้ามาอยู่อาศัยในอาณาจักรนครลำพูน สืบเชื้อสายเผ่าพันธุ์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วิถีชีวิต และวัฒนธรรม จากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน

พระครูไพศาล ธีรคุณ เจ้าคณะตำบลเวียงยอง และเจ้าอาวาสวัดต้นแก้ว อ.เมือง จ.ลำพูน ผู้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาวยอง เล่าว่า ท่านเป็นคนลำพูน บวชเรียนเมื่อปี 2523 ที่วัดต้นแก้ว ในสมัยที่ยังเป็นฆราวาสได้เห็นแม่และญาติพี่น้องที่เป็นผู้หญิง เมื่อมีเวลาว่างจากงานในไร่นา หรือยามว่างจากการทำงานเรือน ก็มักจะทอผ้าเอาไว้ใช้เอง ทุกบ้านจึงมีกี่ทอผ้าเอาไว้ใช้งาน บางบ้านมีผ้าทอที่เป็นมรดกตกทอดมายาวนานมีอายุนับร้อยปี
ขณะเดียวกันท่านก็มีความสนใจที่จะอนุรักษ์ข้าวของเก่าๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนยอง จึงได้เริ่มเก็บสะสมของเก่า เริ่มจากพัดยศซึ่งได้มาจากการบริจาคหรือตามเก็บเอาจากวัดต่างๆ ที่ไม่มีใครสนใจ พระเครื่องที่มีชื่อเสียงของจังหวัดลำพูน เช่น พระรอด พระคง พระบาง ฯลฯ ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ ของชาวบ้านที่นำมามอบให้ เช่น ถ้วย ไห กี่ทอผ้า ผ้าทอ ภาพถ่ายเก่าๆ เมื่อมีมากๆ ในปี 2530 จึงนำมาจัดแสดงเป็น ‘พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเวียงยอง’ โดยใช้กุฏิหลังเก่าภายในวัดต้นแก้วเป็นที่จัดแสดง
นอกจากนี้ในปี 2539 พระครูไพศาลธีรคุณ ยังได้จัดตั้งกลุ่มทอผ้าขึ้นมา โดยท่านเล่าว่า ท่านเห็นแม่บ้านหรือผู้สูงอายุในตำบลมีเวลาว่าง ไม่มีรายได้ จึงคิดตั้งกลุ่มทอผ้าฝ้ายขึ้นมา เพราะแม่บ้านเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีฝีมือทางการทอผ้าอยู่แล้ว ท่านจึงนำเงินที่มีอยู่มาซื้อเส้นด้าย ซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการทอผ้า
“แต่มาเริ่มทอจริงๆ ก็ในปี 2540 โดยใช้ใต้ถุนพิพิธภัณฑ์เป็นที่ตั้งกลุ่ม ตอนแรกมีแม่บ้านมาทอผ้าเกือบ 20 ปี ทอผ้าลายดอกพิกุลเป็นหลัก เพราะดอกพิกุลถือว่าเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดลำพูน ส่วนใหญ่ก็จะทอผ้าซิ่น และผ้าผืนเพื่อเอาไปตัดเป็นเสื้อผ้าพื้นเมืองของชาวยอง” พระครูไพศาลธีรกุลเล่าความเป็นมาของกลุ่ม
ปัจจุบันกลุ่มทอผ้าฝ้ายมีสมาชิกจำนวน 7 คน ทุกวันเมื่อเสร็จจากธุระงานบ้านงานเรือนแล้ว สมาชิกแต่ละคนก็จะทยอยมายังที่ทำการของกลุ่มซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดต้นแก้ว แล้วเริ่มงานประจำของตัวเอง คือ การทอผ้า ทั้งผ้าฝ้ายซิ่นลวดลายต่างๆ ตามที่ตนเองถนัด หรือตามสั่ง รวมทั้งผ้าผืนเพื่อนำไปตัดเป็นเสื้อผ้าต่างๆ จนเย็นย่ำจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน เป็นกิจวัตรประจำวัน เหมือนดังกับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่จัดแสดงอยู่ทุกวันที่วัดต้นแก้ว
นอกจากนี้กลุ่มทอผ้ายังมีร้านจำหน่ายสินค้าเป็นของตัวเอง โดยจัดตั้งเป็นร้านค้าชุมชน ตั้งอยู่ริมถนนหน้าวัดต้นแก้ว จำหน่ายผ้าซิ่นฝ้ายลายดอกพิกุล และลวดลายต่างๆ รวมทั้งเสื้อผ้าพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวยอง เสื้อผ้า ผ้าซิ่น กระเป๋า กางเกง กระโปรง จากชุมชนต่างๆ มาวางขาย
ส่วนค่าตอบแทนนั้น สมาชิกที่มาร่วมทอผ้าจะได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชิ้น เช่น ผ้าซิ่น 1 ผืน ใช้เวลาทอประมาณ 7 วัน ได้ค่าแรง 250 บาท ร้านค้านำไปจำหน่ายในราคาประมาณ 1,200 บาท หรือสูงกว่านั้นหากเป็นลายที่มีความละเอียดและประณีตยิ่งขึ้น ผ้าตัดเสื้อได้ค่าแรงชิ้นละ 100 บาท ราคาขาย 400 บาท ส่วนรายได้จากการขายหลังจากหักค่าใช้จ่ายพระครูไพศาลธีรกุลจะนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าด้าย อุปกรณ์ต่างๆ และเป็นค่าน้ำ-ไฟ
ถนัด สิทธิชัย นักออกแบบลายผ้า และทอผ้าเป็นอาชีพ บอกว่า แม้ว่ารายได้จากการทอผ้าจะไม่ได้มากมาย แต่ก็ถือว่าเป็นการช่วยให้แม่บ้านได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งยังเป็นการช่วยกันอนุรักษ์ผ้าทอพื้นเมืองของคนไทยองให้สืบทอดต่อไปให้ลูกหลานได้เห็น หรือได้สวมใส่เวลามีงานบุญหรืองานเทศกาลประจำปีของชาวยอง ส่วนตนเองนอกจากจะออกแบบลายผ้าใหม่ๆ แล้ว ยังเป็นครูสอนการทอผ้าให้แก่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.)ด้วย โดยไปสอนตามศูนย์ต่างๆ ของ กศน.ทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เพื่อให้มีการสืบทอดการทอผ้าพื้นเมืองเอาไว้ให้ลูกหลานมารับช่วงต่อ
“ถึงแม้ว่าผมจะมีรายได้ไม่มาก หรือไม่ได้รับรางวัลใดๆ แต่ผมก็มีความภูมิใจที่ได้สอนการทอผ้าและออกแบบลายผ้าให้แก่คนอื่น โดยไม่หวงวิชา ใครจะเอาลายของผมไปใช้ก็ได้ ถือว่าเป็นการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมของคนยองไม่ให้สูญหาย ส่วนเรื่องรายได้หรือรางวัลผมถือว่าเป็นผลพลอยได้เท่านั้น” ถนัดเอ่ยถึงความในใจ
ปัจจุบันร้านค้าชุมชนเปิดจำหน่ายสินค้าผ้าทอพื้นเมือง รวมทั้งเสื้อผ้าจากชุมชนต่างๆ ทุกวัน ส่วนพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเวียงยองได้ปรับเปลี่ยนเป็น ‘พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณเฮือนยองวัดต้นแก้ว’ มีผ้าทอโบราณที่มีลวดลายสวยงาม ประณีต สะท้อนเอกลักษณ์ของคนไทยอง จัดแสดงมากกว่า 100 ผืน บางผืนมีอายุเก่ากว่า 200 ปี นอกจากนี้ยังมีสิ่งของเก่าแก่อื่นๆ ที่มีคุณค่า เช่น เกวียนโบราณ คุตีข้าว สเวียนใส่ข้าว ฯลฯ
และที่สำคัญยังมี ‘พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต’ นั่นก็คือ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองที่ร่วมกันทักทอลวดลายผ้าสะท้อนเอกลักษณ์ของชาวยองเอาไว้ไม่ให้สูญหายไปกับกาลเวลา......!!





