คณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงฯ มีมติเห็นชอบแนวทางการพัฒนาบ้านมั่นคงทั้งเมืองและตั้งคณะทำงานชุดเล็กร่วมกลั่นกรองโครงการ พร้อมอนุมัติงบประมาณพัฒนาโครงการบ้านมั่นคงเมืองและชนบท และงบสนับสนุนขบวนชุมชน ประชาสังคมในการขับเคลื่อนงานด้านที่อยู่อาศัย ร่วม 15 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2560 ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้มีการจัดประชุมคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน ครั้งที่ 8 / 2560 ณ ห้องประชุม 301 – 302 โดยมีคณะอนุกรรมการฯ และเจ้าหน้าที่ พอช. เข้าร่วมกว่า 40 คน ในการประชุมดังกล่าวมีวาระพิจารณา 3 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย การให้ข้อเสนอแนวทางเบื้องต้นต่อการจัดทำทิศทางและแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ พอช. ในช่วง พ.ศ. 2560 – 2564 การเสนอปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและพิจารณาโครงการบ้านมั่นคง และการพิจารณาอนุมัติงบประมาณโครงการบ้านมั่นคงเมืองและบ้านมั่นคงชนบท
จากการที่แผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ พอช. ปี พ.ศ. 2558 – 2560 จะสิ้นสุดระยะเวลาในปีงบประมาณ 2560 จึงต้องมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานระยะ 5 ปี เพื่อกำหนดทิศทางสถาบันฯ และสนับสนุนการขับเคลื่อนงานพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชน รวมถึงแนวทางในการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ผ่านการระดมความเห็นจากคณะอนุกรรมการภาค และคณะอนุกรรมการงานประเด็นต่างๆ เพื่อนำมาเป็นข้อเสนอในการจัดสัมมนาจัดทำทิศทางและแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสถาบันฯ ซึ่งจัดให้มีขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2560 โดยมีผู้แทนคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดินที่เข้าร่วมในการจัดทำแผนฯ ในครั้งนี้ประกอบด้วย นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ ดร.วิมุติ ประเสริฐพันธ์ นายละอองดาว สีลาน้ำเที่ยง นางณัฐนิชา อรรคฮาดจันทร์ และ นางสาวนพพรรณ พรหมศรี
ดังนั้น ฝ่ายเลขาคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงฯ จึงได้ขอระดมข้อคิดเห็นต่อข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ได้มีข้อเสนอว่าในวาระต่อไปการทำโครงการบ้านมั่นคงต้องเสนอมาจากเมือง โดยต้องมีการสำรวจข้อมูลและจำแนกผู้เดือดร้อนที่มีอยู่อาศัยไม่มั่นคง วางแผนเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่างๆ พร้อมทั้งพัฒนาด้านอื่นไปพร้อมกับการพัฒนาที่อยู่อาศัย เช่น อาชีพ สวัสดิการ สิ่งแวดล้อม พลังงาน และโครงสร้างสังคม เป็นต้น โดยจัดทำเป็นแผนระยะ 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี เพื่อให้มีที่ดินที่อยู่อาศัยมั่นคง มีระบบการเชื่อมโยง มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และมีการวางแผนพัฒนาที่ครบวงจรและมีองค์รวมมากขึ้น
“เรื่องที่อยู่อาศัยมาถึงจุดที่เราทำรูปแบบหลายอย่างทั้งรื่องบ้านมั่นคง บ้านชนบท การพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ สปก. ดังนั้น ควรใช้ความรู้ที่หลากหลายวางแผนทำงานในพื้นที่เดียว โดยทำทุกเรื่องไปพร้อมๆ กัน หากทำชัดเจนมีทิศทาง รัฐไม่ขัดข้องเรื่องงบประมาณ เพราะมียุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 20 ปีรองรับ โดยจัดทำแผนการทำงานเป็นระยะๆ เช่น 5 ปี 10 ปี” นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะอนุกรรมการฯ กล่าว
ดร.วิมุติ ประเสริฐพันธ์ คณะอนุกรรมการฯ กล่าวเสริมว่าการเข้าร่วมของภาคี ควรทำให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นจริง ไม่ใช่ความร่วมมือกันแต่เพียงในนาม และต้องทำให้ชุมชนและพื้นที่เกิดความเข้มแข็งจริง
ข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวข้างต้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับการเสนอขอปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาและจัดทำโครงการบ้านมั่นคงในระยะต่อไป ซึ่งเน้นการแก้ไขปัญหาทั้งเมืองผ่านการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนและการจัดทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งเมือง และมีคณะกรรมการระดับเมืองที่มีองค์ประกอบจากหลายภาคส่วนร่วมรับรู้
นางสาวสุมล ยางสูง ผู้จัดการสำนักงานบ้านมั่นคง ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการในคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว เปิดเผยว่า สาเหตุที่มีการนำเสนอแนวทางการพิจารณาโครงการบ้านมั่นคงใหม่นั้น สืบเนื่องจากการติดตามการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงหลายแห่ง พบว่าในกระบวนการพิจารณาโครงการในระดับภาคไม่ได้ให้น้ำหนักเรื่องคณะกรรมการเมือง จึงมีการนำเสนอในลักษณะโครงการเดี่ยว และมีโครงการเสนอขึ้นมาค่อนข้างน้อย รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณของสถาบันไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้น จึงได้หารือและเห็นควรให้มีการสนับสนุนกระบวนการทำงานในการพัฒนาและพิจารณาโครงการ เพื่อให้เป็นไปตามทิศทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งเมือง และสามารถแก้ปัญหาได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของโครงการ รวมถึงเกิดการถ่วงดุลในการดำเนินการ
“เดิมเราทำโครงการบ้านมั่นคงในรูปแบบที่แก้ปัญหาทั้งเมืองมา 2 ปีแล้ว แต่พบว่ายังไม่ไปในทิศทางนั้นเท่าที่ควร ดังนั้น จึงยกร่างให้ทุกโครงการที่เสนอต้องผ่านกลไกเมือง ให้ความเห็นชอบต่อโครงการก่อน ทั้งนี้ กลไกระดับเมืองเป็นกลไกที่สำคัญ คือ คนในเมืองต้องมีส่วนในการพัฒนาโครงการ หรือว่ารับรู้การพัฒนาในเมืองของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นทิศทางสำคัญของการดำเนินโครงการ ที่ผ่านมาพบว่ามีโครงการที่เสนอมาโดยไม่ผ่านระบบเมือง เนื่องจากโครงการบ้านมั่นคงเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณค่อนข้างมาก การทำงานมีรายละเอียดขั้นตอนที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้น ในการพัฒนาหรือดำเนินโครงการจึงมีความจำเป็นต้องลงรายละเอียดเชิงเนื้อหาพอสมควร โดยมุ่งหวังให้โครงการบ้านมั่นคงได้ปรับเปลี่ยนระบบเชิงโครงสร้างทางสังคม ตั้งแต่ชุมชน เมือง จึงมีความจำเป็นต้องทำให้ระบบเมืองมีความเข้มแข็งมากขึ้น ฝ่ายเลขาจึงหนุนเสริมกระบวนการระบบการทำงานบ้านมั่นคงเป็นไปในทิศทางที่กำหนดร่วมกัน” ผู้จัดการสำนักบ้านมั่นคงกล่าว
สำนักบ้านมั่นคงในฐานะฝ่ายเลขาฯ จึงได้ยกร่างแนวทางการดำเนินโครงการบ้านมั่นคง เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการทำงานดังกล่าวข้างต้น รวมถึงการมุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมในการออกแบบชุมชน โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระดับ ดังนี้
1. การดำเนินงานในระดับพื้นที่ เมืองที่เสนอโครงการต้องมีการสำรวจข้อมูลชุมชนที่เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยและจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาทั้งเมือง และต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการเมืองที่ประกอบด้วยท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสังคม ผู้แทนชุมชนในเมือง ที่มีบทบาทหน้าที่ชัดเจนในการประชุมพิจารณาและมีมติเห็นชอบแผนงานของชุมชนที่เสนอโครงการ
2. การดำเนินการในระดับส่วนกลาง ให้สำนักงานภาคนำเสนอโครงการที่ผ่านความเห็นของขบวนในภาคต่อคณะทำงานกลั่นกรองโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่คณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดินแต่งตั้ง เพื่อกลั่นกรองโครงการก่อนเสนอคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาเห็นชอบและเสนอผู้อำนวยการอนุมัติ จากนั้นจึงให้สำนักงานภาค นำผลการพิจารณาอนุมัติแจ้งต่อคณะอนุประสานงานภาคเพื่อทราบต่อไป
คณะอนุกรมการฯ มีมติเห็นชอบตามที่เสนอ โดยให้คณะกรรมการชุดเล็กซึ่งประกอบด้วย นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ นายธนัช นฤพรพงศ์ และผู้แทนองค์กรชุมชนจาก 5 ภาค โดยมีผู้จัดการสำนักบ้านมั่นคง เป็นเลขานุการและคณะทำงาน คณะทำงานชุดดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณากลั่นกรองโครงการบ้านมั่นคงเมือง บ้านมั่นคงชนบท และโครงการแก้ไขปัญหาชุมชนริมคูคลอง ที่เสนอโดยองค์กรชุมชนให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง เหมาะสมกับทิศทาง แนวทางสำคัญ และหลักเกณฑ์ของโครงการ รวมทั้งให้ความเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนาโครงการต่อเจ้าหน้าที่ เครือข่ายและชุมชน และให้ความเห็น ข้อเสนอแนะในการพิจารณาโครงการต่อคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและที่ดิน ก่อนเสนอผู้อำนวยการอนุมัติต่อไป ตลอดจนลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ ติดตามและประเมินผล ให้ข้อเสนอแนะต่างๆ ต่อเครือข่ายเมือง ชุมชน รวมถึงการสรุปรวบรวมรายละเอียดข้อมูลโครงการ และประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่คณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและที่ดิน หรือสถาบันฯ มอบหมาย ทั้งนี้ คณะทำงานชุดดังกล่าวมีวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะทำงานฯ กล่าวว่า การปรับกระบวนการอนุมัติโครงการบ้านมั่นคงในครั้งนี้เพื่อช่วยกันควบคุมคุณภาพของโครงการ ให้มีกลไกการกลั่นกรองทุกโครงการที่มีการเสนอผ่านภาคมาแล้ว ต้องมีความเห็นจากคณะกรรมการเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโครงการเดียว โดยต้องมีกระบวนการของคณะกรรมการเมือง การสำรวจข้อมูลจำนวนผู้เดือดร้อนเพื่อรับรองจำนวนชุมชนและผู้เดือดร้อนในเมือง
“ต้องมีคณะกรรมการเมือง มีข้อมูลเมืองว่าคนจนมีอยู่จำนวนเท่าไร ซึ่งต้องมีชื่ออยู่ในการสำรวจขั้นต้นด้วย เวลาแก้ปัญหาต้องแก้ที่คนจนเหล่านี้ แล้วมีการทำโครงการ มีการวางแผนคร่าวๆ ว่าจะทำในปีนี้กี่โครงการ ในปีต่อไปจะทำกี่ชุมชน วางแผนตามความเป็นจริง เป็นโครงการโดดๆ ไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาการสำรวจข้อมูลยังไม่ชัด ยังไม่เห็นข้อมูลคนจนในเมืองชัดเจนเท่าที่ควร ดังนั้น การให้สิทธิ์คนเข้าร่วมโครงการหากไม่ถูกตรวจสอบโดยกลไกคนในเมืองเป็นเรื่องที่อันตรายมาก จึงเสนอกลับไปที่ภาคให้ตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ด้วยภาคเองก็มีงานมากขณะที่โครงการบ้านมั่นคงมีรายเอียดมาก จึงต้องมีกรรมการกรองอีกชุดหนึ่งในส่วนกลาง เนื่องจากโครงการบ้านมั่นคงเป็นโครงการที่เปลี่ยนวิถี และมีเงินลงทุนสูงมาก เพราะฉะนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพด้วย ในร่างฯ ที่เสนอมาโดยหลักใหญ่ให้มีคณะกรรมการเมือง มีการสำรวจ มีแผนการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ หากผ่านเวทีคณะกรรมกรรมการเมืองมาแล้วจะผ่านจังหวัดเพื่อให้ความเห็นด้วยก็ได้ แล้วไปที่คณะกรรมการภาคและคณะอนุกรรมการภาคเพื่อพิจารณาแล้วสรุปความเห็นเหมือนเดิม เพียงแต่ยังไม่เป็นการอนุมัติโครงการทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ยังคงเหลืออีก 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องให้ในระดับส่วนกลางที่มีคณะกรรมการกลั่นกรองอีกชุดหนึ่ง เพื่อดูทุกโครงการว่าได้ผ่านกระบวนการเรียบร้อย มีคุณภาพตามสมควร กรณีที่ไม่เรียบร้อยต้องลงไปตรวจสอบในพื้นที่ก่อนที่จะเสนอให้คณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงฯ เห็นภาพรวม ไม่ต้องดูรายละเอียดอีก ให้ชุดกลั่นกรองเป็นชุดที่ลงรายละเอียดและรับรองคุณภาพโครงการ” ประธานคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดินกล่าว
พร้อมกันนี้ คณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงฯ ได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณในการพัฒนาที่อยู่อาศัยในโครงการบ้านมั่นคงเมือง บ้านมั่คงชนบท รวมทั้งวบประมาณในการสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนงานดังกล่าว รวม 14,895,700 บาท โดยแบ่งเป็น 1) งบประมาณในการสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและงบสนับสนุนกระบวนการดำเนินการโครงการบ้านมั่นคงชนบทตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี 12,580,000 บาท และตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี 490,000 บาท 2) งบประมาณโครงการสัมมนาสรุปบทเรียนการทำงานและการวางแผนการขับเคลื่อนโครงการบ้านพอเพียงชนบท ปี 2561 ระดับภาค จำนวน 5 ภาคๆ ละ 70,000 บาท และเวทีส่วนกลาง 150,000 บาท รวม 500,000 บาท 3) งบประมาณโครงการพัฒนาศักยภาพกองทุนเมืองและกองทุนรักษาดินรักษาบ้านสู่การขยายผลอย่างมีประสิทธิภาพ 1,200,000 บาท และ 4) งบประมาณโครงการพัฒนาข้อเสนอเพื่อเข้าถึงความมั่นคงในที่อยู่อาศัยของกลุ่มประชากรชายขอบ 125,700 บาท
สำหรับความคืบหน้าการดำเนินการโครงการบ้านมั่นคงเมือง สถาบันฯ ได้อนุมัติโครงการและงบประมาณสะสมตั้งแต่ปี 2546 – 31 พฤษภาคม 2560 เป็นงบประมาณสนับสนุนพัฒนาครอบคลุมเขต/เมืองที่มีโครงการที่ได้รับการอนุมัติจำนวน 74 จังหวัด 353 เมือง/เขต 991 โครงการ 2,090 ชุมชน 102,635 ครัวเรือน วงเงินอนุมติรวมทั้งสิ้น 6,833,425,760 บาท


รายงานโดย เรวดี อุลิต สำนักงานบ้านมั่นคง





